Saturday, May 28, 2016

กั๊ช!! (กัชเบล)


รีวิว: กั๊ช!! (กัชเบล Konjiki no Gash Bell!! ) สนพ SIC   33เล่มจบ

เรื่องนี้เป็นการ์ตูนแนวต่อสู้ ที่มีกลิ่นอายของโปเกมอนหรือเกมRPG หน่อยๆ คือตัวละครฝ่ายพระเอกจะเรียนรู้มนต์ใหม่ๆที่ละอย่างสองอย่าง ไม่ใช่ว่าจู่ๆก็คิดค้นพลังแบบใหม่มาใช้เองได้เลยทุกเวลา แต่จะมีการเกริ่นให้คนอ่านรู้ก่อนว่าพลังนี้เพิ่มมาตอนไหน เวลาอ่านจึงมีบรรยากาศเหมือนเราเล่นเกมที่ตัวละครของเราจะสะสมท่าใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การต่อสู้ในเรื่องกั๊ช!!ไม่ซับซ้อนมาก เวลาจะใช้พลังแต่ละทีจะไม่มีเงื่อนไขมากมายในการใช้ เหมือนการ์ตูนสมัยใหม่หลายเรื่อง(เช่น จะยิงลูกไฟออกมาที ต้องให้ศัตรูยืนทำมุม 85 องศากับเราก่อน อะไรแบบนี้) เรื่องนี้เน้นการยิงแลกใส่กัน แล้วคอยหลบเอา หรือไม่ก็ใช้เลห์เหลี่ยมหลอกศัตรูนิดหน่อยก่อนจะยิงใส่ซะมากกว่า
แรกๆการต่อสู้จะรุนแรงประมาณพังกำแพง โค่นต้นไม้ได้ แต่พอช่วงหลังๆของเรื่องสเกลพลังอาจจะขึ้นไปสูงเวอร์จนทำลายเกาะหรือภูเขาได้ ตอนแรกผมก็ไม่ชอบเรื่องที่ปล่อยพลังรุนแรงเว่อร์ๆแบบนี้เหมือนกัน แต่พอปล่อยวางจิตใจได้ ผมก็พบว่าตัวเองรู้สึกสนุกไปกับฉากแอ๊คชั่นแบบระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบนี้ได้เหมือนกันครับ

แม้ลายเส้นกั๊ช!! จะไม่ค่อยสวยแต่สื่อถึงความรุนแรงระหว่างต่อสู้ได้ดีมาก และนอกจากฉากต่อสู้ที่มันส์หยดแล้ว ฉากดราม่าก็ทำได้ซึ้งด้วย ฉากตลกที่มาแทรกเป็นระยะๆก็ดูเพี้ยนดี
การออกแบบตัวละครเด็กปิศาจหลายตัวทำได้ดูเท่มาก มีตัวที่เห็นแล้วทำให้อยากดูฉากต่อสู้ของตัวละครตัวนี้อยู่หลายตัว
แต่ที่น่าชมคือ ตัวละครในเรื่องนี้ทุกคนมีบุคลิกโดดเด่นมาก หลายคนยังมีภูมิหลังที่เรียกน้ำตาคนอ่านอีกต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายร้าย
หลายครั้งจากที่เกลียดๆตัวละครตัวนี้อยู่แบบสุดๆ ก็มารู้สึกสงสารแทนเมื่อได้รู้ความจริงว่าทำไมเขาหรือเธอถึงทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้

เนื้อหาคร่าวๆก็คือ ทุก 1000ปี โลกปิศาจจะส่งเด็กปิศาจหนึ่งร้อยคนมาบนโลกพร้อมกับหนังสือเวทย์มนต์ เพื่อให้พวกเขาต่อสู้กันในศึกราชาโลกปิศาจ ซึ่งผู้ชนะจะได้กลายเป็นราชาของโลกปิศาจต่อไป
โดยเด็กปิศาจทุกคนจะต้องมีคู่หู่เป็นมนุษย์ด้วย เพราะมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะใช้พลังที่แท้จริงของเด็กปิศาจพวกนี้ผ่านหนังสือเวทย์มนต์ได้
และกั๊ช ก็ได้จับคู่กับคิโยมาโระ เพื่อเข้าต่อสู้ในศึกนี้ เพื่อจะเป็นราชาที่ทำให้ทุกคนมีความสุข ระหว่างนั้นเขาก็ได้เพื่อนใหม่มากหน้าหลายตา และเรียนรู้มนต์ใหม่ๆเอาไว้ต่อสู้กับเด็กปิศาจคนอื่นที่มีความประสงค์จะเป็นราชาในรูปแบบที่แตกต่างจากเขา

จำนวนตัวหนังสือ กับจำนวนช่องในแต่ละหน้า เรื่องนี้อยู่ประมาณกลางๆ บางช่วงตัวหนังสือเยอะเหมือนกัน แต่ก็มีช่วงแบบที่ว่าไม่บ่อยนัก

ข้อดี

- ฉากต่อสู้สนุกและรุนแรงมาก
- มีฉากตลกเพี้ยนๆปนทะลึ่งแทรกในบางโอกาส
- การใช้พลัง ไม่ค่อยมีเงื่อนไขซับซ้อนแบบการ์ตูนยุคใหม่หลายๆเรื่อง
- ลายเส้นสื่อถึงความรุนแรงตอนต่อสู้ได้สะใจ
- ฉากดราม่า ทำได้ดีสุดๆ  แม้จะไม่ซับซ้อนแบบฉากดราม่าในวันพีซ หรือกินทามะ(แต่ผมชอบอะไรที่อ่านแล้วเข้าถึงง่ายๆแบบมากกว่า) ภูมิหลังของตัวละครหลายตัวไม่ว่าฝ่ายดีฝ่ายร้าย สอนให้คนอ่านรู้ว่า คนเราต่างคนต่างก็มีเรื่องลำบากยากเข็ญของตัวเองที่ต้องเจอ

- ฉากเกี่ยวกับชีวิตของตัวละครต่างๆอ่านแล้วเพลินดี
- การจับคู่ต่อสู้ หลายครั้งคาดเดาได้ยากว่าใครจะได้สู้กับใคร
- การออกแบบเด็กปิศาจหลายตัวดูเท่มีเอกลักษณ์ที่หาไม่ได้จากเรื่องอื่น และน่าต่อสู้ด้วย


ข้อเสีย
- ลายเส้นไม่สวยนิดนึง แต่ทดแทนด้วยการสื่อถึงอารมณ์ต่างๆ ที่ทำได้ดีมาก
- การต่อสู้บางคู่ก็สนุก บางคู่ก็ไม่
- กระดาษไม่ค่อยดี เป็นกระดาษของ SIC ยุคเก่า  ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พิมพ์เป็นกระดาษดีๆแบบเรื่องอื่นรึเปล่า
- มีช่วงที่สนุกประมาณ 80%  อีก 20% ไม่ค่อยสนุกสำหรับผม

9/10  แม้จะมีข้อติอยู่บ้าง แต่ถูกความเจิดจ้าของข้อดีกลบมิดเลยครับ

ทำไมโทโดอินเซยะ



รีวิว: ทำไมโทโดอิน เซยะ อายุ 16 รูปหล่อ พ่อรวย แต่ดวงซวยหาแฟนไม่ได้?
Naze Toudouin Seiya 16-sai wa Kanojo ga Dekinai no ka?

เรื่องนี้ความยาว 8 เล่มจบ ในไทยออกมาครบแล้ว
จัดว่าเป็นการ์ตูนรักใคร่ๆไม่กี่เรื่องของ Luckpim ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านทั่วไปได้ครับ เพราะปรกติแล้วการ์ตูนของค่ายนี้จะเล็งผู้อ่านเฉพาะกลุ่มมากกว่า ซึ่งคือแนวที่เน้นตัวละครสาวน้อยเป็นหลัก มีลายเส้นที่เห็นปั๊ปก็รู้เลยว่ามาจากค่ายนี้แน่ๆ

ถึงผมจะไม่ใช่ผู้อ่านที่เน้นอ่านการ์ตูนแนวสาวน้อยหรือฮาเร็ม แต่แน่นอนว่า ผมก็ชอบการ์ตูนที่มีตัวละครสาวๆ (ไม่งั้นคงไม่เขียนรีวิวเรื่องนี้หรอก) เพียงแต่การ์ตูนที่ผมอ่าน เนื้อหามันต้องอยู่ในขอบเขตของตลาดการ์ตูนปรกติหน่อย และความสนุกต้องมาก่อนด้วย ผมเลยมีตัวเลือกไม่มากนัก


ทำไมโทโดอิน เซยะฯ เป็นการ์ตูนที่อยู่ตรงกลางระหว่างการ์ตูนที่เต็มไปด้วยตัวละครสาวๆน่ารัก กับโลกแห่งความจริงที่สนุกเรื่องหนึ่ง และต่างกับการ์ตูนหลายเรื่อง ที่มักจะสร้างพระเอกที่ไม่ได้สนใจเรื่องรักๆใคร่ๆ แต่ดันมีผู้หญิงมากมายมาชอบ  เพราะพระเอกเรื่องนี้ พยายามทุกอย่างเพื่อหาคนที่จะรักตัวเองให้ได้ซักคน

ในเรื่องเต็มไปด้วยสาวๆมากหน้าหลายตาที่พระเอกจะได้เจอ แต่ขณะเดียวกันเรื่องนี้ก็ไม่ได้โอนอ่อนตามความต้องการของคนดูด้วยการให้พวกเธอมารุมรักตัวเอกแบบที่การ์ตูนหลายเรื่องทำกัน เพราะความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับสาวๆในเรื่อง ถูกสร้างให้เหมือนความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองเพศในชีวิตจริงซะมากกว่า คือ การที่ใครจะรักใครซักคน มันจะมีปัจจัยหลายๆอย่างมาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่า นิสัย บุคลิก หน้าตา ความเข้ากัน ฐานะ หรือปัจจัยอื่นๆ
ดังนั้นแม้พระเอกจะหล่อรวยนิสัยดี แต่เขาก็ต้องอกหักหลายครั้ง เพราะเขาขาดปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งข้างบนที่จะได้ครบครองหัวใจของสาวๆไป หรือบางครั้งก็เพราะสาวๆแค่อยากเป็นเพื่อนที่ดีกับเขาเท่านั้นเอง

ด้านการออกแบบตัวละครสาวๆในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะหน้าตา นิสัย บุคลิก การแต่งกาย รสนิยม จะเหมือนเด็กสาวๆในโลกแห่งความจริง มากกว่าสาวๆที่อยู่ในการ์ตูน
ระหว่างอ่านเราอาจรู้สึกว่าพวกเธอนิสัยเหมือนกับผู้หญิงที่เรารู้จักหน่อยๆ หรือในสมองอาจแว้บขึ้นมาว่าเราเคยเจอผู้หญิงท่าทางคล้ายๆแบบนี้ในชีวิตจริงมาแล้วก็ได้
การแต่งกายของสาวๆในเรื่อง ก็ดูเหมือนเสื้อผ้าที่ผู้หญิงจะเลือกใส่จริงๆและทันสมัย ดูแล้วไม่รู้สึกว่าชุดนี้ถูกออกแบบจากจินตนาการของนักวาดผู้ชายเอาเองเลย (ก็คนวาดเป็นผู้หญิงนี่เนาะ)
ตัวละครชายถ้าไม่นับพระเอก ก็ไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไหร่ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีสำหรับคนที่ไม่อยากอ่านการ์ตูนแนวรักๆใคร่ๆ ที่มีตัวละครชายตัวอื่นโผล่มาให้ขมลิ้นเล่น

ความสนุกของเรื่องนี้จึงมาจากพล็อตแนวความรักที่พระเอกพยายามจะหาแฟนให้ได้ กับตัวละครหญิงที่ดูสมจริง และฉากตลกเมื่อพระเอกทำอะไรเปิ่นๆจนเสียหน้า (โดยเฉพาะเล่ม7 ที่ฮามาก ทั้งที่ใกล้จะจบแล้ว) มีดราม่าบ้างแต่ก็อยู่ในระดับเบา ยกเว้นเล่มสุดท้ายที่เนื้อเรื่องจะหนักหน่อย

เรื่องนี้ดำเนินไปจากมุมมองของพระเอกที่ชื่อว่า เซยะ คนอ่านจะเห็นว่าเขาตกหลุมรักใครบ้าง เขาปฏิบัติกับผู้หญิงที่ชอบยังไง เขาทึกทักเอาว่าอีกฝ่ายคิดแบบไหนกับเขาอยู่ จากนั้นคนอ่านและเซยะ ก็จะร่วมกันเดินทางไปด้วยกันจนถึงบทสรุปว่า ตกลงแล้วสาวน้อยคนนั้นคิดยังไงกับเขาบ้าง
เราจะไม่มีทางรู้ความนึกคิดจากตัวละครอื่นเลย สิ่งที่คนอ่านจะรู้ได้ก็คือท่าทางของฝ่ายหญิงตามที่เซยะเห็นเท่านั้น เราจึงรู้สึกผูกพันธ์กับพระเอกเพราะได้เห็นสิ่งต่างๆผ่านมุมมองเดียวกัน
นอกจากนี้เซยะก็มีข้อบกพร่องที่ดูน่าสงสารหลายอย่าง เลยทำให้คนอ่านมีอารมณ์ร่วมไปกับเขาโดยไม่มีปัจจัยให้รู้สึกหมั่นใส้มาก

เนื้อเรื่องแบ่งเป็นบทๆ ว่าพระเอกจะไปตกหลุมรักสาวคนไหน และแต่ละช่วงก็ทำได้สนุกทั้งหมด ทั้งที่การ์ตูนที่แบ่งเป็นบทแบบนี้ ส่วนมากจะมีตอนที่ไม่สนุกปนมาบ้าง แต่สำหรับเรื่องนี้ผมว่าทำได้ดีเกือบหมดเลย (ยกเว้นเล่มสุดท้าย เพราะมันดราม่าไปนิด)

ปริมาณตัวหนังสือต่อหนึ่งหน้า และการแบ่งช่องต่อหนึ่งหน้า ทำได้เป๊ะมาก เวลาอ่านเรื่องนี้จึงอ่านแล้วลื่นไหลสุดๆ

ข้อดี
- เนื้อเรื่องไม่หนักไม่เบา กำลังดี และน่าติดตามทุกบท
- มีสาวๆมากหน้าหลายตา
- สาวๆในเรื่อง ถูกออกแบบให้ดูค่อนข้างสมจริง  แต่ก็ยังมีเสน่ห์แบบสาวๆในโลกการ์ตูนปนอยู่บ้าง
- ฉากตลก ฉากเสียหน้าของพระเอก ทำได้ทั้งตลกและน่าเห็นใจ
- พระเอกไม่น่าหมั่นไส้ ไม่ใช่แนว 'ฉันไม่อยากได้แฟนนะ' แล้วมีผู้หญิงมามะรุมมะตุ้มรุมรัก หรือเป็นคนสมบูรณ์แบบจนคนอ่านไม่มีอารมณ์ร่วม
- กระดาษดี

ข้อเสีย
- เล่มสุดท้าย ดราม่าไปนิด
- ไม่มีฉากเซอร์วิส (แต่ก็ไม่จำเป็นสำหรับเรื่องนี้เลย)

8/10 ครับ  เป็นเรื่องที่หยิบมาอ่านได้หลายรอบเลยแหละ

Monday, May 9, 2016

Pumpkin Scissors


รีวิว หน่วยพิทักษ์ธรณิน Pumpkin Scissors(สนพ. วิบูลกิจย์ ออกถึงเล่ม 17 ญี่ปุ่น 20)


เรื่องนี้ตอนแรกผมนึกว่าจะเป็นการ์ตูนเกี่ยวกับหน่วยงานหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ของตัวเองเป็นตอนๆไม่มีอะไรซับซ้อนซะอีก
แต่พออ่านไปหลายเล่มก็เลยได้รู้ว่า เป็นการ์ตูนที่เนื้อหาลึกมาก โลกและตัวละครในเรื่องเต็มไปด้วยรายละเอียด  ฉากต่อสู้ก็รุนแรงสะใจ แขนขาดขาขาด คนตายเกลื่อน และมีการคอยแทรกความรู้ในแง่มุมต่างๆเป็นระยะๆ
แต่ต้องเตือนไว้ก่อนว่าพอเล่ม 10 ขึ้นไป ฉากแอ๊คชั่นจะลดน้อยลง จนแทบไม่มีเลย เพราะคนวาดไปเน้นด้านเนื้อเรื่องอย่างเดียวแทน และในเรื่องก็ไม่มีพวกเวทย์มนต์ หรือพลังพิเศษด้วย

ก่อนเล่ม10 จะมีสัดส่วนราวๆ เนื้่อเรื่อง 70%  ฉากต่อสู้ 30%
พอเล่ม 10 กลายเป็น เนื้อเรื่องล้วนๆ 95% จนกระทั่งผ่านไป 4-5 เล่ม ฉากต่อสู้ถึงจะเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้ง แต่พอถึงตอนนี้ เนื้อเรื่องก็จะไม่อ่านง่ายเหมือนเล่มแรกๆแล้ว เวลาอ่านเลยไม่ค่อยไหลลื่นเท่าเดิม

Pumpkin Scissors  เกิดขึ้นในโลกหลังสงคราม  (ที่มีระดับเทคโนโลยีประมาณสงครามโลกครั้งที่1)
เนื้อเรื่องกล่าวถึงสงครามระหว่าง 2 ประเทศใหญ่ที่พึ่งจบไปทำให้ประชาชนต้องอยู่อย่างแร้นแค้น ไร้อาหาร ไม่มีงานทำ และข้าราชการบางกลุ่มก็ถือโอกาสที่รัฐมีงานล้นมือ เข้ามาปกครองกดขี่ประชาชน หรือมามอมเมาด้วยยาเสพติด
แม้ปัญหาในโลกหลังสงครามจะมีมากมาย แต่ทางรัฐก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เป็นเพราะงานล้นมือ หรือไม่ก็แกล้งเป็นมองไม่เห็น กระนั้นก็มีการตั้งหน่วยเล็กๆหน่วยนึง ให้มาแก้ปัญหาและบรรเทาปัญหาที่กล่าวมา ซึ่งก็คือหน่วย พัมพ์คิน ซิสเซอร์ นั่นเอง

แต่เรื่องนี้จะไม่มีอะไรเลย ถ้ามันเป็นแค่เรื่องเกี่ยวกับหน่วยพัมพ์คิน ซิสเซอร์ มาแก้ไขความทุกข์ร้อนของคนในยุคหลังสงครามอย่างเดียว
เพราะทุกอย่างเริ่มซับซ้อนขึ้น ตั้งแต่ที่หน่วยนี้รับพระเอกเข้ามาอยู่ด้วย เนื่องจากเขาเกี่ยวพันกับโครงการมนุษย์ทดลองลับที่รัฐบาลสร้างไว้ตั้งแต่ช่วงที่สองประเทศยังรบกัน
ทำให้คนในหน่วยที่ถือพระเอกเป็นเพื่อน พยายามเสาะสืบให้ได้ว่ารัฐบาลได้ทดลองทำอะไรกับร่างกายของชายคนนี้บ้าง เพราะแม้แต่เจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าเขาถูกทำอะไรไปเหมือนกัน แต่ยิ่งพวกเขาสืบเรื่องเกี่ยวกับพระเอกมากเท่าไหร่ หน่วยพัมพ์คิน ซิสเซอร์ ก็พบเรื่องลับๆที่รัฐบาลหมดเม็ดไว้มากขึ้นเท่านั้น

แม้ว่าเรื่องราวในอดีตที่กำลังถูกขุดคุ้ยจะเต็มไปด้วยอันตราย ความร้ายกาจอีกเรื่องก็กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันเช่นกัน องค์กรลึกลับแห่งหนึ่ง กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ดิน เพื่อทำบางอย่างกับประเทศที่ยังไม่ฟื้นจากพิษสงครามนี้

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือภาพรวมคร่าวๆของ Pumpkin Scissors ครับ เนื้อหาของเรื่องนี้ทั้งลึกและละเอียด เป็นการ์ตูนที่ตอนแรกดูเหมือนจะบู๊ แต่จริงๆเน้นการดำเนินเรื่องมากกว่า แบบพวก Full metal Alchemist หรือ Evangelion อะไรแบบนี้

นอกจากเนื้อเรื่องที่จริงจังและน่าติดตามแล้ว ข้อมูลที่แทรกเข้ามาในเรื่องก็น่าสนใจเหมือนกัน ส่วนมากจะเป็นข้อมูลกว้างๆเกี่ยวกับ การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาพรวมของวงการเทคโนโลยี ผลกระทบของสิทธิบัตร
พูดง่ายๆว่า  ข้อมูลที่ได้จากการ์ตูนเรื่องนี้ จะทำให้เราเข้าใจขึ้นมาหน่อย เวลาดูข่าวในโทรทัศน์เกี่ยวกับต่างประเทศ หรือ เทคโนโลยี เพราะมันจะสอนภาพรวมให้เราเข้าใจข่าวที่อยู่ไกลตัวพวกนั้นขึ้นมานิดนึง

ทางด้านความไหลลื่นของการอ่านเรื่องนี้ เล่มแรกๆยังอ่านไหลลื่นกลางๆ  ส่วนเล่มที่เน้นเนื้อเรื่อง จะไม่ไหลลื่นเลยครับ ต้องตั้งใจอ่านประมาณนิยายเรื่องหนึ่งเลย  เพราะช่วงหลังตัวหนังสือเยอะ จำนวนช่องต่อหนึ่งหน้าก็พอสมควร

ข้อดี
- เนื้อเรื่องลึก ละเอียด มีเอกลักษณ์  หาคนแต่งเรื่องให้ดีแบบนี้ได้ยาก อ่านแล้วรู้สึกว่าคนแต่งมีความรู้รอบตัวสูง
- ตัวละครก็ลึก มีแนวคิดน่าสนใจ  จิตวิทยาที่มาจากตัวละครบางตัวอ่านสนุกดี
- ข้อมูลมีประโยชน์ ส่วนมากเป็นข้อมูลเชิงเอาไว้ประดับสมองเล่น และเอามาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดในโลกจริงๆได้
แต่ไม่ใช่ข้อมูลแนวที่เอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันทีเลยแบบไอ้หนุ่มราเม็งเปิปพิสดาร
- ฉากต่อสู้มันส์  รุนแรง แต่ไม่ค่อยมีนัก
- บางฉากก็เรียกอารมณ์ให้คนอ่านคล้อยตามได้ดี

ข้อเสีย
- หลังๆเน้นเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองมากไป  ไม่มีอาหารที่เคี้ยวง่ายๆแบบ ฉากต่อสู้ ฉากตลก หรือฉากอื่นเลย  เน้นความเข้มข้นของเรื่องอย่างเดียว
- ฉากวับๆแวมๆ ถูกเซนฯเกลี้ยง

7.5/10 ครับ
เป็นการ์ตูนที่เนื้อหาดีมาก เอกลักษณ์สูง แต่ต้องเพ่งสมาธิอ่านสุดๆ ถ้านับเนื้อเรื่องอย่างเดียวคงได้คะแนนเกือบเต็ม  แต่ถูกปัจจัยหลายๆอย่างหักคะแนนไป เช่น ความไหลลื่นในการอ่าน ฉากต่อสู้ที่มีน้อยไปหน่อย
ถ้าใครชอบอ่านการ์ตูนหรือนิยายที่เน้นเนื้อเรื่องเครียดๆ และน่าติดตาม แต่ไม่ค่อยมีฉากสะใจ เรื่องนี้เป็นตัวเลือกที่ดีเลยครับ ไม่ใช่อะไรที่ธรรมดาๆแน่ๆ

Monday, April 11, 2016

One Punch Man


รีวิว  One Punch Man
จริงแล้วๆผมไม่อยากรีวิวเรื่องที่ดังๆซักเท่าไหร่ เพราะยังไงคนก็รู้จักกันเยอะอยู่แล้ว แต่เดี๋ยวคนอ่านบล็อคจะนึกว่าผมเป็นพวกอินดี้ที่อ่านแต่การ์ตูนที่คนไม่รู้จัก เลยเขียนๆซักหน่อยครับ

เรื่องนี้้เป็นการ์ตูนที่อ่านง่ายมาก ประมาณว่าหยิบมาอ่านปุ๊ปก็มันส์ปั๊ป จุดเด่นคือเนื้อเรื่องที่เข้าใจง่ายแต่ออกแบบมาอย่างฉลาด การสร้างอารมณ์ร่วมก่อนต่อสู้ทำได้ดี และฉากอัดกันก็มันส์พอควร

เนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับฮีโร่คนหนึ่งชื่อว่า ไซตามะ เขาเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่ก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย เขาคอยปราบศัตรูที่ฮีโร่คนอื่นสู้ไม่ไหวโดยไม่มีใครรู้ว่าเป็นฝีมือของเขา ขณะเดียวกันเจ้าพวกตัวที่ร้ายกว่าก็โผล่มาในเนื้อเรื่องเรื่อยๆ ทำให้การต่อสู้แต่ละครั้งมีความซับซ้อนขึ้น แม้ว่าทุกครั้งเขาจะชนะด้วยหมัดเดียวจอดก็ตามแต่ตัวเรื่องก็พยายามสร้างกลิ่นอายชวนน่าสงสัยว่า สุดท้ายแล้วชายที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ฮีโร่คนนี้ จะได้เจอปรปักษ์ที่ร้ายกาจกว่าเขารึเปล่า
และความยุ่งยากก็ไม่จบแค่นั้น หลังจากต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวได้ไม่นาน ไซตามะก็ดันมีเอี่ยวไปรับลูกศิษย์คนหนึ่ง ที่อาจลากเขาให้ไปเปิดศึกกับศัตรูที่ร้ายกาจด้วย ไหนจะเรื่องความขัดแย้งของสมาคมฮีโร่ที่เขาพึ่งไปสมัครอีก

แม้ว่าการ์ตูนเรื่องนี้จะเดินในรูปแบบ Villain of the week ซึ่งประมาณว่าพระเอกจะต้องสู้กับผู้ร้ายแต่ละตัวแล้วจบเป็นตอนๆ
แต่เนื้อหากลับมีความซับซ้อนแฝงไว้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นที่มาของพวกสัตว์ประหลาด(แต่ผู้แต่งอาจตั้งใจละไว้ก็ได้) อดีตของฮีโร่ต่างๆรวมทั้งลูกศิษย์ของไซตามะ ปมลึกลับอื่นๆในสมาคมฮีโร่ หรือความสงสัยว่าจะมีใครเก่งทัดเทียมกับพระเอกรึเปล่า
One Punch Man จึงเป็นการ์ตูนที่มีโครงเรื่องใหญ่แอบแฝงไว้ระหว่างตอนปรกติที่พระเอกไปบู๊กับสัตว์ประหลาด ขณะที่เนื่้อหาที่เป็นผิวหน้า คือการปราบฝ่ายร้าย ก็ทำได้น่าสนใจทุกตอน ความสนุกที่มาจากเนื้อเรื่องจึงไม่มีข้อบกพร่องเลย ไม่ว่าโครงเรื่องโดยรวม หรือเนื้อหาที่เป็นตอนๆ

จุดโดดเด่นที่สุดของเรื่องนี้คือการสร้างอารมณ์ร่วม ให้คนอ่านอยากเห็นการต่อสู้ระหว่างตัวเอกกับตัวร้ายเกิดขึ้น เพราะว่าพระเอกเก่งมาก การต่อสู้จึงจบเพียงในพริบตาเดียว ตัวพล็อตจึงเน้นไปที่การสร้างบริบทก่อนที่การต่อสู้ตัดสินจะเริ่ม เช่น กว่าไซตามะจะได้สู้กับตัวร้ายตัวนี้ มันได้สร้างความเสียหายให้แก่เมืองแค่ไหน และขยี้ฮีโร่คนอื่นๆไปกี่คน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำได้ดีมากๆและเป็นเอกลักษณ์เด่นของเรื่องนี้

ความไหลลื่นในการอ่านแต่ละหน้าของเรื่องนี้ค่อนข้างสูงครับ ช่องใหญ่ คำพูดพอดีๆ ช่วงหลังการ์ตูนจากจั๊มป์จะไม่ค่อยมีการแบ่งช่องให้อ่านลื่นๆแบบนี้แล้ว

ข้อดี
- พล็อตไม่ซ้ำใคร แทนที่จะให้พระเอกสูสีกับคนอื่น ก็สร้างให้พระเอกเก่งเกินเอื้อมสำหรับคู่ต่อสู้ไปเลย
- มีความสนุกจากฉากต่อสู้ และฉากสร้างอารมณ์ร่วมให้อยากเห็นพระเอกสอยตัวร้ายซะ
- ลายเส้นสวย
- กระดาษของไพเรทดี  ของNED ก็เกือบดี
- เนื้อเรื่องอ่านได้ลื่นมาก

ข้อเสีย
- ปกของฉบับที่ NED พิมพ์บางมาก จับแล้วรู้สึกไม่ค่อยเข้าคู่กับตัวหนังสือ

9.5/10 ครับ  
เรื่องนี้ได้คะแนนน้อยกว่า DoroheDoro ครึ่งคะแนน ทั้งที่ One Punch Man สนุกกว่า อ่านง่ายกว่า เป็นเพราะผมชอบเทคะแนนให้เรื่องที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แบบ DoroheDoro น่ะครับ
เพราะการจะวาดเรื่องให้ออกมาสไตล์นั้นได้ คนเขียนต้องมีมุมมองต่อโลกแบบเฉพาะตัวสุดๆ กระทั่งมีชีวิตที่แปลกกว่าชาวบ้าน ซึ่งผมคิดว่านักวาดประเภทนี้หาได้ยากกว่าคนที่แต่งเรื่องเก่งๆ แบบคนแต่ง One Punch Man ครับ แต่ก็เป็นแค่รสนิยมส่วนตัวที่แปลกๆของผมแหละ

Saturday, March 12, 2016

Assassination Classroom



Assassination Classroom เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ผมได้อ่านเพียงเล่มแรกๆ แล้วรู้สึกไม่ชอบ จนเลิกอ่านไปหลายปี จากนั้นพอได้กลับมาลองอ่านอีกที ก็ค่อยรู้ว่าตัวเองเกือบพลาดเรื่องสนุกๆนี้ไปแล้ว
ที่ผ่านมาก็มีการ์ตูนที่ผมมารู้สึกชอบทีหลังแบบนี้เหมือนกัน อย่าง หงสาจอมราชันย์,  วากาบอนด์, Claymore, Gundam Origin

เรื่องนี้เป็นการ์ตูนแนวชีวิตในโรงเรียนที่ผสมกับเนื้อหาเกี่ยวกับนักฆ่า ซึ่งคำว่านักฆ่าในที่นี้ก็ไม่ใช่อะไรโหดๆเลย แต่จะออกมาในแนวเก๋ๆอย่าง หนังสายลับแบบ เจมส์ บอนด์ ซะมากกว่า  คือคนอ่านจะรู้ว่าตัวละครนี้เป็นนักฆ่า แต่ก็ไม่รู้สึกจริงจังอะไรมาก นอกจากคิดว่า เก่งและเท่ดีเท่านั้น

เนื้อเรื่องคร่าวๆคือ นักเรียนม.3 ในห้อง E ของโรงเรียนคุนุกิงาโอกะ ได้ถูกมอบหมายภารกิจสำคัญจากรัฐบาลให้ฆ่าครูประจำชั้นคนใหม่ของพวกเขา ซึ่งเป็นสัตว์ประหลาดมีความสามารถและความเร็วเหนือมนุษย์ ชื่อโคโระ โดยมีเงินหนึ่งหมื่นล้านเยนเป็นรางวัล ถ้าพวกเขาฆ่ามันได้
ด้วยเหตุนี้ เหล่าเด็กนักเรียน จึงต้องไปเข้าเรียนกับ อ.โคโระ เหมือนกับเวลาเรียนปรกติ ขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องหาทางฆ่าสิ่งมีชีวิตที่มีพลังเหนือโลกตัวนี้ให้ได้ด้วย

ความสนุกของตัวเรื่อง จะมาจากการได้ชมชีวิตประจำวันระหว่างนักเรียนกับอาจารย์ ที่ฝ่ายหนึ่งคิดจะฆ่าอีกฝ่าย ส่วนฝ่ายที่จะถูกฆ่า ก็พยายามทำตัวเป็นอาจารย์ที่รักนักเรียนแบบจริงจังสุดขีด

เนื้อหาเรื่องนี้จึงเต็มไปด้วย ฉากตลกๆ ฉากความสัมพันธ์ระหว่างทุกคนในชั้นเรียน และก็มีเนื้อหาตอนยาวๆที่เข้มข้นแทรกมาเป็นระยะ ซึ่งตอนยาวๆพวกนี้ มักจะเกี่ยวกับ การพยายามฆ่า อ.โคโระ จากบุคคลภายนอก หรือไม่ก็ การแข่งขันระหว่างห้อง E กับ ห้องนักเรียนหัวกะทิ รวมทั้งดราม่าจากอดีตของตัวละครในเรื่อง เรียกว่ามาครบเลยครับ ทั้งฉากตลก ฉากต่อสู้ หรือตอนที่เนื้อเรื่องดีๆ
และฉากต่อสู้ก็ไม่ใช่แนวใช้พลังใส่กันตู้มๆบึ้มๆ ด้วย แต่จะออกมาในแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมแทน ยกเว้นบางฉากที่ออกแนวพลังปะทะพลังบ้าง

ทางด้านการกำกับเรื่อง ก็ทำได้เยี่ยม ไม่มีตอนไหนที่รู้สึกว่ายืดยาวเกินไป ทุกช่วงของเนื้อหาจะจบก่อนที่คนดูจะเบื่อหมด แล้วจึงขึ้นเนื้อหาใหม่ จัดว่าเป็นนักวาดที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ไม่มีการออกทะเลใดๆเลย

ทางด้านตัวละคร  ปกติแล้วผมจะไม่ค่อยชอบตัวละครที่เก่งเวอร์แบบตัวละครหลักอย่างอาจารย์โคโระ ที่เคลื่อนไหวได้เหนือมนุษย์ ไหวพริบดี สอนหนังสือได้แทบทุกวิชา ซักเท่าไหร่ เพราะรู้สึกเหมือนตัวละครประเภทเก่งสมบูรณ์แบบนี้ถูกสร้างมาเพื่อให้ถูกชื่นชมเท่านั้น

แต่คนวาดเรื่องนี้กลับทำให้ตัวละครอย่าง อ.โคโระ ดูไม่น่าอึดอัดเลย เพราะนอกจากคุณสมบัติเก่งกาจแล้ว ข้อด้อยของอาจารย์ก็มีเพียบ ไม่ว่าจะจิตใจเปราะบาง รักนักเรียนมากๆ ลามก แถมยังมีบทให้ถูกคนโน้นคนนี้รังแกบ่อยๆแม้จะมีพลังมากกว่าคนอื่นก็ตาม
และเป็นตัวละครที่เล่นมุขได้ฮาสุดในเรื่องด้วย จึงเป็นตัวละครหลักที่สมควรได้รับบทเป็นผู้ขับเคลื่อนเนื้อเรื่องมากที่สุด

นอกจากนี้เรื่องนี้ก็เต็มไปด้วยตัวละครเด็กหนุ่มๆสาวๆ เลยเป็นอาหารตากับคนที่ชอบตัวละครสาวๆน่ารักอย่างผมได้เป็นอย่างดี
โชคดีที่ในเรื่องไม่ค่อยมีตัวละครคุณสมบัติประหลาดเยอะนัก อย่างมากก็มีแค่พวกนักฆ่า หรือ[SPOIL นิดๆ]คนที่มีพลังบางอย่างเหมือน อ.โคโระ หรือที่ต่างไปจากพวกสุดก็คือ ริสึ สาวน้อยสมองกลที่มีชีวิตอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่เธอก็ไม่ได้ดึงเรื่องให้พิสดารอะไรมาก เพราะริสึมีหน้าที่เป็นอุปกรณ์แสนสะดวกที่ทำให้เรื่องเดินไปโดยไม่ต้องอธิบายอะไรซะมากกว่า เช่น แฮกคอมพิวเตอร์ แฮกมือถือเพื่อแจกจ่ายข้อความให้นักเรียน

เพราะอย่างนี้เราจึงไม่ได้เห็นตัวละครที่ออกมากันเกร่อในการ์ตูนเรื่องอื่น เช่น มิโกะ นินจา สาวน้อยใส่ผ้าคาดปิดตา สาวไอดอล สาวอัจฉริยะIQ180 ใน Assassination Classroom และมันก็เป็นเรื่องดี เพราะตัวละครที่มีคุณสมบัติหลากหลายมากๆ จะทำให้เรื่องดูเละเทะเกินไป และรู้สึกเหมือนพยายามยัดเยียดให้คนอ่านชายชอบด้วย

แต่ก็ต้องเตือนไว้ก่อนว่า เรื่องนี้ไม่ได้เจาะจงตัวละครสาวๆมากนัก ส่วนมากจะได้บทแบบเบาบางกันทั้งหมดไม่ว่าหญิงหรือชาย เพราะคนวาดเน้นการนำเสนอภาพรวมของเนื้อเรื่อง มากกว่าจะเอานิสัยและชีวิตของตัวละครมาเป็นเนื้อหาหลัก
ผมชอบการนำเสนอแบบนี้มาก เพราะมันเหลือพื้นที่ให้คนอ่านจินตนาการเอาเองว่าตัวละครแต่ละตัวเป็นยังไง
ถึง AC จะไม่ได้มีฉากเซอร์วิส หรือเรื่องราวทะลึ่งตึงตังเลย แต่คนวาดก็แอบใส่มันในการ์ตูนอย่างจางๆ เพื่อตอนสนองนี้ดให้คนอ่านชายด้วยนิดหน่อย เช่นฉากยั่วยวนของอ.บิซ  การพูดถึงเรื่องไซส์หน้าอกของสาวๆ แต่ก็อย่างที่บอก มีฉากแบบนี้ในเรื่องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ในเรื่องจะมี 'เกร็ด' ความรู้เข้ามาสอดแทรกในบางครั้งบางคราว ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และอื่นๆ แต่ออกแนวเอาไว้รู้ประดับสมองเท่านั้น
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เด่นกว่าความรู้พวกนี้ คือสิ่งที่โคโระสอนนักเรียนเรื่องสังคมภายนอก ว่าโลกที่รอพวกเขาอยู่หลังจากเรียนจบ จะเต็มไปด้วยคน(น่ารังเกียจ)ประเภทใดบ้าง และเขาก็พยายามทำให้นักเรียนไม่เป็นคนแบบนั้น
แม้ในเรื่องจะเอ่ยถึงความน่ากลัวของสังคมอยู่บ่อยๆ แต่คนวาดก็ไม่ได้ให้รายละเอียดลงลึกอะไรนัก คงเป็นเพราะไม่อยากให้เรื่องมันหนักไป หรือไม่ก็ถูกฝ่าย บก เบรคไว้ก็ได้

จำนวนตัวอักษรและจำนวนกรอบภาพต่อหนึ่งหน้า อยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงนิดนึง แต่ก็ยังอ่านได้ค่อนข้างไหลลื่น
สมมุติว่า เรื่องที่ตัวหนังสือน้อยๆกรอบน้อยๆต่อหนึ่งหน้าอย่างบากิ กับจอมโหดกะทะเหล็กได้ 1 คะแนน
ขณะที่เรื่องที่ตัวหนังสือเยอะ กรอบภาพหนาแน่นในหนึ่งหน้ากระดาษ อย่าง วันพีซ เนกิมะ ฮายาเตะ ได้ 10 คะแนน
เรื่องนี้จะอ่านไหลลื่นประมาณ 6 คะแนนครับ อ่านแล้วไม่ค่อยสะดุดอยู่หน้าใดหน้าหนึ่งนานๆ

สรุป: เป็นเรื่องที่อ่านได้เพลินๆ สำหรับคนที่อยากอ่านอะไรตลกๆ เนื้อเรื่องดี แต่ไม่หนักมาก ไม่เจาะจงเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครมากเกินไป และมีตัวละครสาวๆให้ดูเล่นบำรุงสายตาบ้าง

ข้อดี
- มีฉากตลกพอสมควร และค่อนข้างฮา
- เนื้อเรื่องดี และหลากหลาย แต่ละช่วงของเนื้อเรื่องไม่ค่อยยืด และไม่ออกทะเล ถ้าเป็นคนอื่นวาด ผมว่าคงมีการยัดฉากต่อสู้เข้ามามากกว่านี้จนเรื่องเละเทะแล้ว
- รักษาความหนักของเรื่องได้ดี ไม่มีอะไรให้เครียดมาก แต่ก็ไม่เฮฮาจนรู้สึกกลวงโบ๋

- ตัวละครหลักอย่าง อ.โคโระ ทำให้เรื่องนี้สนุกมาก ทั้งเก่งและอ่อนแอในเวลาเดียวกัน ในเรื่องอื่น ตัวละครเก่งๆแบบนี้มักจะได้บทโชว์ความเก่งและบทพูดซึ้งๆมากไปจนน่าหมั่นไส้
- ตัวละครสาวๆถูกออกแบบให้ดูเรียบๆไม่หวือหวา  และไม่มีบทโดดเด่น จนคนอ่านรู้สึกเหมือนถูกยัดเยียดให้ชอบ
แต่พวกเธอก็ยังมีเสน่ห์แบบธรรมชาติ จนเพิ่มความน่าสนใจให้กับการ์ตูนเรื่องนี้ได้เหมือนกัน
- กระดาษดีมาก  ข้างในปกมีสีด้วยแหละ


ข้อเสีย
- มีตัวละครแนวเก๊กๆอยู่บ้าง  แต่ก็ไม่ออกมาเยอะจนน่ารำคาญ
- บางครั้งตัวละครก็มีบทพูดแนวปรัชญาชีวิตที่เชื่อมโยงกับความเป็นนักฆ่าแบบดูฝืนๆขึ้นมา เหมือนกับคนวาดและฝ่ายบก.คิดว่าเรื่องนี้มีธีมนักฆ่า ก็เลยต้องใส่ปรัชญาให้ออกแนวนักฆ่าเข้ามาในเรื่องด้วย จะได้ไม่ดูเหมือนขาดอะไรไป
- ตอนยาวบางตอนไม่ค่อยสนุก แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ทนอ่านได้

8.5/10 ครับ  น่าจะเป็นเรื่องที่ผมสามารถหยิบมาอ่านได้บ่อยเลย  ถ้ามีตอนสั้นๆตลกๆมากกว่านี้ ก็จะให้ 9-9.5อยู่หรอก

Friday, March 4, 2016

The Shield


The Shield  (ซีรี่ย์ฝรั่ง 7 seasons จบ)

ถ้าใครอยากจะดูซีรี่ย์ ที่พระเอกโฉดๆแบบ Breaking Bad กับ Dexter ก็ขอแนะนำเรื่องนี้เลยครับ  เป็นเรื่องที่สนุกติด 1 ใน 4 สุดยอดซีรี่ย์ของผมเลย  (อันดับ1. Scrubs  2-3. Game of Thrones กับ The Wire คะแนนพอๆกัน  4. The Shield) เสียดายว่าเรื่องนี้ไม่มีซับไทย จึงเหมาะกับคนที่อ่านซับฝรั่งได้อย่างเดียว

เนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตตำรวจจอมวายร้ายของ วิก แม๊คกี้ และเพื่อนร่วมทีมอีกสามคม ที่ร่วมกันใช้อำนาจตำรวจ มาคุมเขตฟาร์มมิงตันด้วยวิธีที่ทั้งถูกกฏหมายและผิดกฏหมาย แม๊คกี้จะคอยกวาดล้างผู้ร้ายเลวๆ ขณะเดียวกันเขาก็ใช้พวกมันเป็นเครื่องมือหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองด้วย วิธีการต่อกรกับผู้ร้ายแบบไม่สนกฏหมายของเขา ทำให้สถิติการจับกุมจากทีมของวิกอยู่ในระดับเยี่ยม จนผู้หลักผู้ใหญ่ในกรมไม่กล้าว่าอะไร

แต่ใช่ว่าเรื่องนี้จะแสดงแต่ความชั่วร้ายของวิกอย่างเดียว เพราะอีกครึ่งของเรื่องที่วิกทำ ก็เป็นเรื่องดีด้วย เช่นแจกจ่ายเงินให้คนที่ไม่มีจะกิน และเขาก็ยังมีความอ่อนแออีกมากมายจนผู้ชมเกลียดเขาไม่ลงเหมือนกัน

แรกๆที่ดู คนดูอาจจะตีตราวิกไว้ว่า เป็นพระเอกชนิดที่เป็นตัวร้ายไปตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะวีรกรรมชั่วร้ายที่เขาทำไว้ตั้งแต่ตอนที่หนึ่ง แต่พอผ่านไปซักพัก เมื่อเนื้อเรื่องเริ่มมีตัวร้ายระดับเลวจริงๆปรากฏตัวขึ้นมา คนดูก็จะเริ่มเรียกหาตัวละครที่มีสีเทาเข้มแบบวิก ให้จัดการพวกมันซะ ซึ่งมันคือเอกลักษณ์ของเรื่องนี้ ใช้คนชั่วระดับที่ยอมรับได้ ไปจัดการคนชั่วที่เลวร้ายเกินทน วิกไม่ทำให้คนดูผิดหวังแน่นอน

นอกจากจะโฟกัสไปที่วิกและลูกทีมที่เป็นตำรวจเลวแล้ว ตัวเรื่องก็นำเสนอตำรวจคนอื่นๆในสถานีฟาร์มมิงตันด้วย เช่นตำรวจทั่วไปอย่าง แดนเนียล ตำรวจสาวที่เป็นกิ๊กกับใครบางคนในสถานี จูเลี่ยนตำรวจผิวดำที่มีความสับสนบางอย่างในใจ อเซเวดา สารวัตรใหญ่ประจำสถานี ที่อยากสร้างผลงานเพื่อสมัครเป็นผู้ว่า

แต่ตัวละครรองที่ดูแล้วสนุกสุดในเรื่องก็คือ  คู่หูนักสืบ ดัช กับ คลอเด็ต เนื้อเรื่องของทั้งคู่ได้อารมณ์คนละอย่างกับทีมของวิก ที่จะเน้นการรับมือกับพวกแก๊งต่างๆ  เพราะนักสืบคู่นี้จะเน้นรับคดีพวกฆาตรกรโรคจิต หรือไขคดียากๆ ซึ่งเน้นเนื้อหาทางจิตวิทยาเป็นหลัก ทำให้ The Shield  มีความสนุกหลายรสชาติเลย ไม่ว่าจะเป็นด้านบู๊ของพวกวิก ด้านดราม่าของตำรวจคนอื่น และการสืบสวนของดัช

อย่างไรก็ตาม ตัวละครรองต่างๆ ก็ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้เรื่องนี้ดูหลากหลายเท่านั้น เนื้อเรื่องของแต่ละคนจะเริ่มเข้ามาขมวดอยู่กับทีมของวิกจนเป็นปมเส้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเรื่องเดินไปพักหนึ่ง จนไปถึงบทสรุปสุดท้าย ที่จบได้อย่างลงตัว

ทางด้านตัวร้ายใน The Shield  ก็ทำได้ดีมาก แต่ละซีซั่นมีตัวร้ายเด่นๆต่างกัน พวกเขาแต่ละคนสร้างความเสียหายให้แก่ตัวละครหลักได้จริงจัง จนชีวิตของฝ่ายตำรวจเปลี่ยนไปหลังจากได้เจอวายร้ายเหล่านี้ การต่อสู้ในเรื่องไม่ใช่การเอาปืนยิงกันเปรี้ยงๆ แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะทำให้ชีวิตอีกฝ่ายเลวร้ายลงได้แค่ไหน (แต่ก็มีคนตายเกลื่อนอยู่ดีแหละ)

นอกจากเรื่องตัวร้ายแล้ว ความเข้มข้นของเรื่องก็มาจากสารพันปัญหาที่วิกเจอ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากที่ทำงาน เพราะมีคนเริ่มล่วงรู้ถึงเรื่องชั่วร้ายที่เขาทำ ปัญหาจากครอบครัว ซึ่งเขาสวมหน้ากากหลอกว่าเขาเป็นตำรวจที่ดี หรือปัญหาจากวีรกรรมเลวๆที่เขาเคยสร้างไว้  มีกระทั่งปัญหาจากคนอื่นที่โชคร้ายมาซวยถึงวิกด้วย
ปัญหารอบตัวของวิกใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และพอกพูนขึ้นทุกซีซั่น แม้วิกจะเป็นคนเลว แต่ผมก็ชื่นชมที่เขาไม่เจ็บแค้นโวยวายเรื่องปัญหาต่างๆที่รุมเร้าเข้ามาไม่หยุดไม่หย่อนเลย และการแก้ปัญหาของเขาก็ไม่ใช่วิธียอดมนุษย์ฉลาดเหนือชั้น แต่เป็นวิธีแก้ที่พอจะเอาตัวรอดไปได้อย่างครึ่งๆกลางๆ ซึ่งหลายครั้งก็ทำให้บางปัญหามันใหญ่กว่าเก่าอีก
สิ่งที่ผมได้จากเรื่องนี้มากสุด ก็คือการพยายามรับมือกับปัญหาต่างๆที่เข้ามาในชีวิตคนเราเรื่อยๆ
วิกไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ชีวิตจริงก็เช่นกัน มีหลายฉาก ที่วิกตีสีหน้าอดทนเมื่อเจอปัญหาใหม่ ก่อนจะบอกกับทุกคนว่า เขาจะรับภาระปัญหานี้เอง ถึงเขาจะแก้ปัญหาไม่ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็รู้วิธีที่จะอยู่กับมันอย่างสง่างามและไม่ให้เป็นภาระกับคนอื่น แม้ว่าชีวิตเขากำลังถูกกัดกร่อนด้วยปัญหาทีละน้อยก็ตาม

ถ้าจะเปรียบเทียบกับซีรี่ย์ดังๆอย่าง Breaking Bad  เรื่องนี้จะดูเป็นศิลปะน้อยกว่า แต่มีความดิบมากกว่า และไม่ยืดเยื้อเท่าครับ แต่ละตอนจะสนุกทันทีเลย ไม่ใช่ค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นเรื่อยๆจนกระทั่งมาระเบิดตอนสุดท้ายของซีซั่น แบบ Breaking Bad

ข้อดี
- ตัวละครหลักมีชีวิตและนิสัยน่าสนใจ (วิก ดัช)
- ตัวร้าย ออกแบบได้ร้ายกาจสุดๆ
- มีฉากที่ทำร้ายความรู้สึกเพียบ
- ปัญหาในเรื่องซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ และวางออกมาได้อย่างฉลาด
- มีความมันส์ของเรื่องราวระหว่าง ตำรวจ ปะทะ แก๊งค์ค้ายา
- ฉากวิเคราะห์ด้านจิตวิทยาของดัช
- หักเหลี่ยมเฉือนคม
- ไม่มีตอนที่อืดอาดน่าเบื่อ ทุกตอนเร่งเกียร์สูงหมด

ข้อเสีย
- ช่วงแรกกล้องถ่ายทำสั่นไปนิด  แต่เดี๋ยวก็ชิน และสั่นน้อยลงช่วงหลังๆ  คงเป็นเพราะผู้กำกับอยากทำให้ได้อารมณ์เหมือนว่าเรากำลังดูสารคดีการทำงานของตำรวจแบบสมจริงมั้ง
- ซีซั่นสุดท้าย อารมณ์ทึมๆเศร้าๆไปหน่อย  คงเป็นเพราะเห็นเค้าลางของฉากจบตั้งแต่ซีซั่นกลางๆแล้ว
- ปริศนาของดัชที่เฉลยออกมาไม่ค่อยกระจ่าง ซึ่งเป็นปมใหญ่และน่ากลัวพอๆกับเรื่องของวิก

10/10 ครับ

Saturday, February 27, 2016

ลูกผู้ชายหัวใจผยอง (All Rounder Meguru)


รีวิว ลูกผู้ชายหัวใจผยอง all rounder meguru  (ไทย 9 เล่ม ญี่ปุ่น 18 ยังไม่จบ)

เรื่องนี้มาจากคนวาดการ์ตูนคลาสสิคอย่าง Eden: It's an Endless World! นั่นเอง

เป็นการ์ตูนเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) ที่เริ่มเป็นที่สนใจสำหรับชาวโลกตอนนี้
เนื้อเรื่องโฟกัสไปที่การเข้าสู่โลก MMA ของตัวเอกชื่อเมกุรุ กับคู่แข่งคนหนึ่ง ที่ได้เพิ่มพูนประสบการณ์จากการฝึกและการแข่งขันเรื่อยๆ
ฉากการต่อสู้ในเรื่อง เน้นความสมจริง และอัดแน่นไปด้วยความรู้กับศัพท์เทคนิคของท่าต่อสู้ต่างๆ
แต่การดำเนินเรื่องกลับไม่ค่อยมีอะไรหวือหวามากนอกจากบทของตัวละครบางตัวเท่านั้น ส่วนมากจะโฟกัสไปที่การแข่งขันธรรมดาๆของพระเอกกับคนฝ่ายเดียวกันมากกว่า
สิ่งที่เด่นคือ ปรกติแล้วฉากต่อสู้ในการ์ตูนเรื่องอื่นจะดูสนุกที่การเตะต่อย แต่เรื่องนี้สามารถทำให้การจับกดล็อค ดูน่าสนุกขึ้นมาได้

และเนื่องจากการ์ตูนเรื่องนี้เป็นการ์ตูนต่อสู้ การออกแบบคู่ต่อสู้จึงค่อนข้างสำคัญ เพราะคนอ่านต่างอยากเห็นฝ่ายตรงข้ามที่ดูน่าต่อกรด้วย (คงไม่มีใครอยากอ่านการ์ตูนต่อสู้ ที่มีคู่ต่อสู้เป็นตัวละครท่าทางจืดๆตั้งแต่ต้นยันจบอยู่แล้วแหละ)
น่าเสียดายว่าการออกแบบคู่ต่อสู้ในการ์ตูนเรื่องนี้ อยู่ในระดับธรรมดาไปนิด มีคู่ต่อสู้หน้าตาท่าทางเด่นๆบ้าง แต่ส่วนมากจะออกแนวจืดๆ ราวครึ่งต่อครึ่ง  คงเป็นเพราะตัวเรื่องเน้นความสมจริง การมีตัวละครเด่นๆ คุณสมบัติเจ๋งๆ ออกมาบ่อย อาจดูไม่ค่อยเหมาะสมก็ได้

ทางด้านความสนุก ก็มีฉากต่อสู้ที่มันส์ราว 70% (สำหรับผม) ส่วนมากตอนจืดๆ มักจะเป็นเวลาที่ตัวละครหญิงสู้กัน คงเป็นเพราะฝ่ายหญิงนานๆทีจะมีบทได้สู้ล่ะมั้ง ผมถึงไม่รู้สึกอิน  หรือเป็นเพราะคู่ต่อสู้ฝ่ายหญิงดูไม่ค่อยเด่นด้วยแหละ

การแบ่งช่องและจำนวนตัวหนังสือต่อหนึ่งหน้าอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูง อาจจะอ่านไม่ไหลลื่นมาก
สมมุติว่า การ์ตูนอ่านคล่องๆอย่าง บากิ จอมโหดกระทะเหล็ก มีจำนวนช่องกับตัวหนังสือ อยู่ที่ 1 แต้ม
และการ์ตูนที่อัดช่องกับตัวหนังสือเยอะๆใส่ทุกหน้า อย่าง วันพีซ ฮายาเตะ บ้านพักอลเวง อยู่ที่ 10 แต้ม

ความไหลลื่นของการอ่าน ลูกผู้ชายหัวใจผยอง จะอยู่ราวๆ 6.5-7 แต้ม ครับ

สรุป
ข้อดี
- ฉากต่อสู้ 'ส่วนมาก' สนุก และไม่เยิ่นเย้อ (ไม่มีแบบว่าสู้คนนึง กินเนื้อหาไปสองเล่มเต็มๆ)
- ไม่มีดราม่าตัวละครมาก  ไม่เน้นความสัมพันธ์ของตัวละคร การต่อสู้ทางด้านจิตใจ  เน้นด้านฉากต่อสู้หรือการฝึกมากกว่า เวลาอ่านเลยไม่ต้องจูนสมองให้อินกับเนื้อเรื่องนัก
- อัดแน่นไปด้วยความรู้เกี่ยวกับท่าต่างๆของ MMA แต่ก็เอามาประยุกต์ใช้จริงยาก ไม่เหมือนเรื่อง Holyland
- ตัวละครที่เป็นคู่แข่งหลักของพระเอก  ออกแบบได้ดุดัน น่าสนใจ
- มีฉากเซอร์วิสนิดหน่อย แต่ไม่แรงเท่าเรื่องเก่าของนักวาดท่านนี้

ข้อเสีย
- เนื้อเรื่องไม่มีความหวือหวา ไม่มีองค์กรร้าย ฝ่ายดีฝ่ายร้าย การต่อสู้ในเรื่องเกิดจากการแข่งขันปรกติประมาณ 90%
- บทพูดกับจำนวนช่องต่อหน้าใส่มากไปนิด ทำให้อ่านไม่ไหลลื่นซักเท่าไหร่
- ฉากต่อสู้ตัวละครหญิงไม่ค่อยสนุก
- การออกแบบคู่ต่อสู้ จืดชืดไปนิด
-ไม่ค่อยมีฉากเรียกอารมณ์หนักๆ

คะแนนโดยรวม 7/10 ครับ สนุกพอสมควร  อาจได้คะแนนเยอะกว่านี้จากคนอ่านที่ชอบแนวกีฬาต่อสู้