Friday, December 30, 2016

มูโกะ หมาน้อยกวนป่วนฮา



รีวิว มูโกะ หมาน้อย กวน ป่วน ฮา  (itoshi no muco)  สนพ SIC ออกถึงเล่ม 6 ญี่ปุ่นออกถึงเล่ม 10

บางคนอาจจะเคยมีความฝันว่า ซักวันอยากจะมีบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ อยู่บนเนินเขาที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า มีทิวทัศน์ที่เป็นเทือกเขาอยู่ไกลๆ เหมือนในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ (นึกตัวอย่างออกแค่ประเทศนี้ แฮ่ ) แต่ละวันก็ใช้ชีวิตที่สุขสงบกับครอบครัว หรือ สัตว์เลี้ยงแสนรัก ได้ทำงานที่เรียบง่ายอยู่ที่บ้าน อย่างการทำสวนไร่ฟาร์มเล็กๆ ทำงานฝีมือขาย หรือ เปิดร้านกาแฟ

บรรยากาศในเรื่อง มูโกะ ก็ประมาณที่กล่าวมาข้างบนครับ หมาน้อยมูโกะกับเจ้านายของเธอ อาศัยอยู่ในบ้านที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาห่างไกลจากผู้คน โคมัตสึที่เป็นเจ้านายของมูโกะเป็นช่างเป่าแก้ว เปิดร้านอยู่ที่บ้าน ตัวเรื่องจะดำเนินผ่านมุมมองของมูโกะ ว่าชีวิตของเธอกับเจ้านายแต่ละวันเป็นยังไง

ในเรื่อง มูโกะจะมีความคิดความอ่านของตัวเอง มีบทพูดที่มีแต่คนอ่านจะเข้าใจ เสมือนมีคนเขียนคอยทำหน้าที่แปลความคิดของหมาน้อยตัวนี้ให้
แม้ว่ามูโกะจะพอเข้าใจคำพูดและการสื่อสารของตัวละครคนในเรื่อง แต่เธอก็ตีความทุกอย่างออกมาในระดับสติปัญญาของหมาน้อยๆตัวหนึ่งเท่านั้น ทุกการกระทำของเธอจึงอยู่ในขอบเขตการกระทำของสุนัขตัวหนึ่งจริงๆ ไม่เหมือนกับภาพยนต์อนิเมชั่นของฝรั่งที่มักจะทำให้ตัวละครสัตว์มีบุคลิกของคนแฝงอยู่ (เช่น Nemo,The lion King)
เพราะอย่างนี้ ในเรื่องจึงเต็มไปด้วยฉากน่ารักๆของมูโกะใช้ตรรกะระดับสุนัขของเธอมาปฏิบัติกับสิ่งต่างๆรอบตัว อย่างเช่นตอนที่มูโกะเห็นเจ้านายขว้างลูกบอลไปที่หลังคา พอลูกบอลกลิ้งกลับลงมา เธอก็คิดว่ามีคนกำลังเล่นด้วยอยู่อีกฟากของบ้านและดีใจจนเนื้อเต้น
หรือตอนที่มูโกะพยายามหักห้ามใจตัวเองไม่ให้กระโดดลงไปเล่นในบ่อเลี้ยงปลาหน้าบ้าน ไม่อย่างนั้นจะโดนเจ้านายโกรธและเอามือบีบปาก สุดท้ายเธอก็สรรหาเหตุผลแบบสุนัขๆ เพื่อหาเรื่องกระโดดลงไปอยู่ดี จนถูกบีบปากตามระเบียบ

ส่วนด้านตัวละครที่เป็นคน ก็ทำให้เนื้อเรื่องสนุกได้ไม่แพ้กัน เพราะสัตว์ในเรื่องนี้มีแค่มูโกะเท่านั้น คนเขียนจึงใช้ตัวละครคนมาช่วยสร้างสีสรรให้กับเรื่องจนเป็นปัจจัยสำคัญพอๆกับมูโกะ แต่ละคนก็จะมีบุคลิกฮาๆต่างกันไป เวลาตัวละครไหนออกมา ก็จะสร้างความสนุกให้กับเรื่องด้วยวิธีต่างกันตามบุคลิกและบทของคนๆนั้น

ความสนุกของเรื่องจึงมาจากชีวิตประจำวันใสๆ ได้เห็นพฤติกรรมสัตว์เลี้ยงน่ารักๆที่ไม่มีการใส่บุคลิกของคนมาปนกับความเป็นสุนัขของมูโกะ ตัวละครคนแต่ละคนมีบุคลิกน่าสนุก แม้จะมีภาพวาดไม่สวย แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนได้เสพบรรยกาศของชีวิตในบ้านท่ามกลางภูเขาอย่างเต็มที่ มีฉากตลกอยู่บ้าง แต่ส่วนมากจะนำเสนอฉากชีวิตประจำวันอันเรียบง่ายไร้สิ่งปนเปื้อนที่ดูแล้วชื่นใจมากกว่า

ทางด้านความไหลลื่นเวลาอ่าน เรื่องนี้อ่านได้ไหลลื่นมากครับ เพราะแต่ละหน้ามีจำนวนกรอบ และคำพูดค่อนข้างน้อย แป๊ปเดียวก็อ่านจบแล้ว

ข้อดี
- เนื้อเรื่องใสๆ ดูแล้วสดชื่นอบอุ่นใจ บางตอนตลก
- แม้จะภาพวาดจะไม่สวย แต่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้เสพบรรยากาศการใช้ชีวิตในบ้านสงบๆท่ามกลางธรรมชาติที่รายล้อมด้วยภูเขา

- การนำเสนอความนึกคิดของสัตว์ในเรื่อง ทำได้น่าสนใจ  แม้คนอ่านจะเข้าใจความนึกคิดของมูโกะ แต่มุมมองของเธอต่อโลกใบนี้ก็อยู่ในระดับสุนัขตัวหนึ่งเท่านั้น เราจึงได้เห็นการเปรียบเทียบมุมมองของคนและสัตว์ในเรื่องบ่อยๆ

- ตัวละครคนมีบุคลิกสนุกๆต่างกัน และสร้างสีสรรให้กับเรื่องมาก
- มีหน้าสีทุกเล่ม
- แปลได้ดี  บทพูดของมูโกะ อ่านแล้วรู้สึกน่ารักไร้เดียงสาเหมือนเป็นการแปลคำพูดของหมาตัวหนึ่งจริงๆ ไม่รู้สึกว่าพยายามฝืนทำให้ดูน่ารัก
(เวลา เรนะ เรียกพ่อตัวเอง ก็ไม่ได้เรียกว่า พ่อจ๋า ตามกระแสการแปลช่วงหลังด้วย เวลาเห็นเรื่องไหนใช้คำว่า พี่จ๋า พ่อจ๋า แบบนี้ ผมจะรู้สึกเหมือนคนแปลพยายามยัดความน่ารักใส่ตัวละครนั้นเกินไป จนน่าขนลุก)

- ไม่มีตัวละครสัตว์ตัวอื่นเลย ผมชอบตรงจุดนี้ เพราะถ้ามูโกะมีสัตว์ตัวอื่นให้คุยด้วย ผมว่ามูโกะจะดูเหมือนเป็นหมาน้อยลง และกลายเป็นการ์ตูนแนวสัตว์เลี้ยงทั่วไป ที่มีสัตว์ต่างๆพูดคุยกัน จนรู้สึกไม่ต่างจากตัวละครคน

ข้อเสีย
- ภาพวาดอาจจะไม่ค่อยสวยนัก
- จำนวนหน้าต่อหนึ่งเล่มค่อนข้างน้อย
- บางเล่ม แปลให้มูโกะพูดว่า ครับ ไม่รู้ว่าผิดพลาด หรืออาจเป็นเพราะ ในสถานการณ์นั้นให้มูโกะพูดครับ จะดูน่ารักกว่าก็ได้ (ที่สงสัยว่าเป็นการจงใจ เพราะตอนที่มูโกะพูดครับ มันดูตอบรับกับเรื่องราวในฉากบ้างเหมือนกัน)

7/10 ครับ ชอบบรรยากาศในเรื่อง

Friday, December 23, 2016

ตัวแสบแอบเกรียน อูมารุจัง


รีวิว ตัวแสบแอบเกรียน อูมารุจัง (Himouto! Umaru-chan) สนพ SIC ออกถึงเล่ม 8 ญี่ปุ่นออกถึงเล่ม 9

เป็นการ์ตูนใสๆ เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของสาวน้อย อูมารุ  เรื่องนี้มีจุดขายอยู่ที่อุปนิสัยของตัวเอกสาว กับ ชีวิตของเธอในห้องเช่าเล็กๆกับพี่ชายครับ

เริ่มเรื่อง จะกล่าวถึงว่า อูมารุ คือสาวน้อยที่ท่าทางภายนอกเหมือนคุณหนูสุดแสนสมบูรณ์แบบในสายตาเพื่อนที่โรงเรียนและคนอื่นๆ ระดับผลการเรียนของเธอและทักษะกีฬาไร้ที่ติทุกเรื่อง และเธอก็คอยรักษาภาพลักษณ์นั้นไว้เป็นอย่างดี
แต่เมื่อไหร่ที่เธออยู่ในบ้าน เธอจะแสดงบุคลิกที่แท้จริงออกมา ว่าจริงๆแล้วอูมารุเป็นเด็กขี้เกียจ ชอบเล่นเกม อ่านการ์ตูนกับนิยาย กินขนมน้ำอัดลมเลอะเทอะทั่วบ้าน และเอาแต่ใจสุดๆ ซึ่งมีแต่พี่ชายของเธอเท่านั้นที่มีโอกาสเห็นเธอในสภาพนี้

ในเรื่องจะใช้พล็อตที่กล่าวข้างบนมาเป็นพื้นฐานหลัก ส่วนเนื้อหาแต่ละตอน ก็จะเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของอูมารุในแต่ละวัน บางตอนก็เกี่ยวกับชีวิตของเธอในห้องเช่าเล็กๆกับพี่ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัว บางตอนก็เกี่ยวกับชีวิตในโรงเรียนของอูมารุและเพื่อนๆที่ชื่นชมภาพลักษณ์คุณหนูของเธอ
แต่ละตอน ส่วนมากจะพูดถึงวิธีการหาความสุขใส่ตัวในแต่ละวันของอูมารุ เช่น เล่นเกม กินขนมน้ำอัดลมให้สะใจ หรือถลุงเงินซื้อของเล่นและสินค้าน่ารักๆเข้าบ้าน
หลายครั้งเธอก็จะใช้การอ้อนพี่ชายหรือใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ เช่น ให้พี่ทำอาหารที่ชอบ ซื้อโน่นนี่ให้ เก็บกวาดห้องให้ และส่วนมากแผนของเธอก็มักจะสำเร็จด้วย

นอกจากเรื่องราวภายในบ้านแล้ว ตัวเรื่องก็นำเสนอเรื่องราวระหว่างอูมารุและเพื่อนสาวของเธอตอนออกมานอกบ้านด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นองค์ประกอบของเรื่องที่ทำได้น่าสนใจ เพราะเราจะได้เห็นคนอื่นๆปฏิบัติกับอูมารุ จากภาพลักษณ์ภายนอก ซึ่งไม่เหมือนตัวตนที่แท้จริงตอนเธออยู่บ้านซักนิด

ภาพคร่าวๆของเรื่องอาจดูเป็นเรื่องชีวิตของเด็กสาวกับพี่ชายและเพื่อนๆที่ดูน่าอบอุ่น ได้เห็นเด็กสาวคนหนึ่งใช้ชีวิตใสๆที่ซับซ้อนนิดหน่อย และชอบงองแงดูน่ารัก มีเนื้อเรื่องที่อ่านได้เรื่อยๆน่าสนใจ
แต่ผมและผู้อ่านต่างประเทศบางคนก็เจอจุดที่ไม่ค่อยชอบเหมือนกันครับ (ประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นส่วนตัวด้วยแหละ) ซึ่งก็คือ นิสัยของตัวละครสำคัญนั่นเอง

ตัวละครเรื่องนี้ สร้างมาได้น่าสนใจหมด ไม่ว่าจะเป็น อูมารุ พี่ชายของเธอ ตัวละครเสริมที่เป็นเพื่อนๆ
โดยเฉพาะอูมารุ ที่สร้างได้มีมิติมากๆ จนเป็นตัวละครที่ดูเหมือนมีชีวิตจริงที่สุดในเรื่องเลย
ด้านหนึ่งของอูเธอคือสาวน้อยสมบูรณ์แบบ ซึ่งมีแต่คนภายนอกเท่านั้นที่จะได้เห็น  ส่วนด้านนิสัยที่แท้จริง ที่เอาแต่ใจ คิดแต่เรื่องความสุขและความสะดวกของตัวเอง จะเอาไว้ใช้กับพี่ชายเท่านั้น
เวลาอยู่บ้าน นิสัยของอูมารุจะมีความสลับซับซ้อนมากกว่าตัวละครอื่น เพราะเธอมีทั้งมุมน่ารักขี้อ้อน มุมดื้อเอาแต่ใจ มุมขี้เกียจ และมุมที่แสดงความรักและเป็นห่วงพี่ชาย(นานๆที)
ส่วนด้านแนวคิดและความต้องการก็เหมือนคนจริงๆ คือ ชอบหาความสุขสั้นๆใส่ตัว อย่างการเล่นเกม กินขนมน้ำอัดลม ซื้อของมาตอบสนองความอยากแล้วก็ทิ้งขว้างทีหลัง ตามกระแสทุกอย่างที่เห็นจากในเน็ตหรือโทรทัศน์
คนอ่านสามารถจินตนาการอูมารุออกมาเป็นคนจริงๆที่รู้จักเคยเห็นบุคลิกราวๆนี้จากในเน็ต
ถ้านับเฉพาะรสนิยม ตัดเรื่องนิสัยทุกอย่างออกไป ผมจินตนาการอูมารุออกมาประมาณสาวๆเกมเมอร์ในเน็ต ที่ตามกระแสดังๆ ได้ทันทุกเรื่องล่ะมั้ง
เพราะอย่างนี้อูมารุ จึงนับเป็นจุดแข็งของเรื่อง เพราะเธอเป็นตัวละครที่ทำออกมาได้ซับซ้อนมาก

แต่เธอก็เป็นจุดด้อยของเรื่องในสายตาผู้อ่านบางคนเช่นกันครับ

ตามความคิดผม และผู้อ่านในต่างประเทศ มีหลายคนที่ทนพฤติกรรมสักแต่จะเรียกร้องจะเอาๆโน่นนี่แบบนี้ไม่ได้ เวลาอยู่บ้านอูมารุจะแทบไม่ช่วยพี่ชายทำอะไรเลย พออ้าปากที่ ก็จะเป็นการขอให้พี่ทำธุระอย่างใดอย่างหนึ่งให้แทบทุกตอน
อีกเรื่องก็คือ เธอเป็นคนที่วัตถุนิยมสุดๆ อูมารุจะคอยใช้เงินพี่ชายซื้อสิ่งของต่างๆจากในเน็ตหรือนอกบ้านมาตอบสนองความสุขชั่วครั้งชั่วคราวของเธอแทบทุกตอน ความสุขของเธอจะขึ้นอยู่กับสินค้าที่ซื้อมาใหม่เท่านั้น
บางทีเธออาจจะกำลังใช้ปรัชญาชีวิตแบบสังคมยุคใหม่ก็ได้ คือ เธอเรียนเก่งมาก จึงสมควรได้รางวัลตอบแทนความพยายาม
แบบวลีที่ว่า Work Hard, Play hard ให้รางวัลกับตัวเอง บลาๆ ที่เราเห็นโทรทัศน์พูดกันบ่อยๆ

ตอนที่อ่านแรกๆ ผมก็นึกว่าตัวเองมองโลกในแง่ร้ายไปรึเปล่า ที่ไม่ชอบนิสัยของอูมารุ เลยลองไปค้นหาใน Google ดูเพราะอยากรู้ว่าคนอ่านเมืองนอกคิดยังไง ปรากฏว่าก็มีคนเห็นด้วยกับผมเยอะเหมือนกัน

แต่ใครจะชอบหรือไม่ชอบนิสัยของอูมารุ  ก็เป็นแค่รสนิยมส่วนบุคคลเท่านั้นครับ บางคนอาจจะชอบที่เธอเหมือนคนจริงๆดีก็ได้ และการซื้อของมากมายมาตอบสนองความสุข ก็เป็นเรื่องที่หลายคนทำกันเป็นธรรมดาเช่นกัน

เรื่องนี้ อ่านไม่ค่อยไหลลื่นนัก ต้องตั้งใจอ่านถึงจะสนุก ตัวหนังสือและจำนวนช่องต่อหน้ามีอยู่ปานกลางค่อนข้างสูง (ระดับ7)

ข้อดี
-ตัวละครหลักอย่างอูมารุ ทำได้ซับซ้อนและมีมิติมาก มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี
ต่างกับการ์ตูนหลายเรื่อง ที่สร้างตัวละครผู้หญิงให้มีนิสัยตอบสนองกับความต้องการของคนอ่านชาย เช่นผู้หญิงแนวเรียบร้อย หรือ แนวร่าเริง รักตัวละครเอกแบบไม่ลืมหูลืมตา มีงานอดิเรกน่ารักๆอย่างการทำขนม ทำงานบ้าน เล่นกับเด็กๆ(แต่ที่กล่าวมานี่ ก็เป็นแนวที่ผมชอบนะ)
ส่วนอูมารุจะต่างกับตัวละครข้างบนตรงที่เธอเอาอารมณ์ของตัวเองเป็นหลัก และใช้ประโยชน์จากทุกอย่างเพื่อความสุขของตัวเอง ไขว่คว้าหาความสะดวกสบาย ซึ่งก็ดูเหมือนคนจริงๆดี

- เนื้อเรื่องให้รายละเอียดเกี่ยวกับการหาความสุขจากสิ่งรอบตัวเยอะมาก เช่น กินขนมกับน้ำอัดลมยังไงให้อร่อย กินขนมในห้องน้ำยังไง ของเล่นชนิดนี้สนุกตรงไหน เมื่อก่อนมีสินค้าสนุกๆแบบไหน
- เนื้อเรื่องอบอุ่น (ขึ้นอยู่กับว่าคนอ่านจะปล่อยวางนิสัยของนางเอกได้มากแค่ไหน)
- แม้จะเป็นเรื่องราวชีวิตประจำวันธรรมดาๆ แต่ก็ทำได้น่าสนใจทุกตอน
- ตัวละครเสริมทำให้เรื่องสนุกขึ้นพอสมควร

ข้อเสีย
- บางคนอาจจะรับนิสัยของนางเอกไม่ได้
- ความสนุกของเรื่องอยู่ในระดับกลางๆ ไม่น่าเบื่อ แต่ก็ไม่มีอะไรหวือหวา
- ไม่มีฉากเซอร์วิสจ้า

7/10 ครับ  ไม่ได้หักคะแนนเรื่องนิสัยของอูมารุเลย
จุดเด่น  สร้างตัวเอกเหมือนเป็นสาวน้อยที่มีตัวตนจริงๆ  และเขียนข้อมูลเกี่ยวกับการหาความสนุกจากรอบตัวเราได้ละเอียดมาก


Thursday, November 17, 2016

เนตรสยบมาร


Review เนตรสยบมาร (Basilisk) 5 เล่มจบ สนพ NED

ความสนุกของ X-men คือการเอาผู้มีพลังพิเศษฝ่ายดีและฝ่ายร้ายมาจัดเป็นทีมแล้วให้สู้กันจนกว่าจะตายกันไปข้าง เรื่องเนตรสยบมารก็มีพล็อตคล้ายๆแบบนี้ครับ แต่มีฉากฆ่าฟันกันที่รุนแรงกว่า และมีฉากติดเรทอยู่พอสมควร เป็นการ์ตูนที่เน้นฉากบู๊และการลอบสังหารมันส์ๆตลอดเรื่องเลย

การ์ตูนเรื่องนี้อยู่ในยุคโบราณสมัยที่นินจากำลังเฟื่องฟู เนื้อหาคือการต่อสู้ระหว่างนินจาสองกลุ่ม
ในเรื่องจะไม่มีการปล่อยพลังยิงกันตูมตามแบบการ์ตูนนินจาดังๆอย่างนารุโตะ เพราะความสามารถของนินจาแต่ละคนในเรื่อง จะไม่ค่อยอลังการมาก เช่น บางคนยืดแขนขาได้  บางคนสามารถเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาเพื่อเข้าแทรกซึมศัตรู มีนินจาที่พ่นไยเหนียวๆเป็นอาวุธ หรือนินจาสาวที่ทำให้คนที่กำลังทำอะไรกับเธอเสียชีวิต เรื่องนี้จึงสนุกตรงที่ว่า ทุกคนมีโอกาสฆ่าศัตรูเท่าเทียมกันหมด ไม่มีใครเก่งกว่าใครเกินไป แม้แต่ทหารธรรมดาก็สามารถฆ่านินจาได้

พล็อตเรื่อง: ผู้มีอำนาจในญี่ปุ่นยุคนั้น ต้องการตัดสินใจว่าหลานคนไหนของ โทคุคาว่า อิเอยาสุ จะได้รับตำแหน่งโชกุนคนต่อไป พวกเขาจึงสั่งให้นินจาสองขั้วใหญ่ส่งตัวแทนสิบคนเข้ามาสู้กัน เพื่อหาผลลัพธ์ว่าฝ่ายไหนจะชนะ แล้วหลานที่ถือหางนินจาฝ่ายนั้นก็จะได้รับตำแหน่งไป ด้วยเหตุนี้สงครามของนินจาฝีมือฉกาจ 10ต่อ10 คน จึงเริ่มขึ้น

ทั้งเรื่องเน้นฉากต่อสู้ และการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ต่างๆเพื่อลอบสังหารศัตรู นอกจากนี้ก็มีประเด็นความรักบ้างนิดหน่อย ส่วนฉากติดเรทถูกเซนเซอร์ด้วยวิธีถมสีขาวที่ส่วนของร่างกายแทน
เรื่องนี้บทพูดมีปริมาณกลางๆค่อนไปทางน้อย จึงอ่านได้ไหลลื่นสุดๆครับ

ข้อดี

- การต่อสู้มีลุ้นตลอด ไม่มีใครเหนือกว่าใคร พลังของนินจาอยู่ในระดับเหนือคนธรรมดา แต่ไม่ถึงกับระเบิดภูเขาเผากระท่อมได้
- พลังพิเศษของแต่ละคนเข้าใจง่าย ไม่ต้องอธิบายเป็นสิบตอนถึงจะรู้ว่ามันสามารถทำอะไร
- ไม่เน้นแค่การต่อสู้ซึ่งๆหน้า มีการใช้สถานการณ์ให้เป็นประโยชน์ในการลอบสังหารด้วย
- ล่ากันทั้งเรื่อง แทบไม่มีประเด็นอื่นเลย
- เดาไม่ถูกว่าคนไหนจะได้ฆ่าคนไหน
- นินจาทั้งสองฝ่าย เลือดเย็นพอๆกัน ไม่รู้สึกว่าเป็นการต่อสู้ของคนดีกับคนร้าย
- อ่านได้ไหลลื่นสุดๆ
- แม้จะแค่ 5 เล่มจบ แต่ผมว่าปริมาณเนื้อหากำลังพอดีกับพล็อตเลย

ข้อเสีย
- กระดาษอยู่ในเกรดพอทน
- เซนเซอร์

7.5/10  เป็นการ์ตูนที่บางครั้งบางคราว ก็หยิบมาเพื่ออ่านเอามันส์ได้ครับ

Monday, November 14, 2016

พลิกชะตาชำระบาป


รีวิว พลิกชะตาชำระบาป (Rengoku no Karma)
สนพ Luckpim 5 เล่มจบ

เป็นการ์ตูนที่คนอ่านทั่วไปสามารถอ่านได้อีกเรื่องหนึ่งของ Luckpim ครับ

ถ้าเปิดอ่านเพียงแค่ตอนแรกๆ พลิกชะตาชำระบาป อาจจะดูเหมือนการ์ตูนแนว 'จับคนมาเล่นเกมส์เอาชีวิตรอด' ซึ่งเป็นแนวที่กำลังนิยมในตลาดตอนนี้ แต่พออ่านจริงๆ ก็จะพบว่าสิ่งที่ถูกเน้น คือการดำเนินเรื่องที่เข้มข้น กับ การตัดสินใจของตัวละครหลักที่มีผลกับเนื้อเรื่องซะมากกว่า

การ์ตูนเรื่องนี้เริ่มด้วยการสร้างปมหลายๆปมตั้งแต่ต้นเรื่องผ่านชีวิตของตัวละครเอกและบุคคลรอบกาย หลังจากนั้นจึงค่อยคลายปมต่างๆผ่านสายตาตัวเอก ซึ่งคนอ่านจะเรียนรู้เหตุการณ์ทุกอย่างผ่านตัวละครนี้ตลอดทั้งเรื่อง
ต้องขอชมว่าปมปริศนาต่างๆในเรื่องทำได้เข้มข้น และซึ้งดี อ่านเข้าใจง่ายด้วย

ภาพในเรื่องดูหนักแน่น และสื่ออารมณ์ผ่านหน้าตาของตัวละครได้ดีมาก ฉากไหนอยากเรียกอารมณ์อะไร คนวาดก็สร้างออกมาได้ตามความตั้งใจจริงๆ
ตัวละครหลายตัวดูมีมิติ ทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจเมื่อเรื่องเดินไปถึงจุดหนึ่ง ส่วนตัวร้ายก็ทำได้น่ารังเกียจดีครับ

สิ่งที่เป็นจุดเด่นคือ ความเข้มข้นของเนื้อเรื่อง การกระทำของตัวละคร ปัญหาที่ตัวเอกต้องแก้ ฉากคนใช้ความรุนแรง และความเกลียดชังของตัวละคร มีเนื้อหาติดเรทนิดหน่อย แต่ก็ถูกนำเสนอแบบอ้อมๆ ไม่มีอะไรที่ต้องเซนเซอร์
ส่วนฉากอื่นๆ เช่นฉากตลก ประเด็นความรัก หรือ ตอนสนุกสนานเบาๆไม่มีเลยครับ เน้นดำเนินเรื่องไปข้างหน้าอย่างเดียว (แต่การ์ตูนแถม 4 ช่องจบท้ายเล่ม ฮาใช้ได้นะ)

เรื่องนี้แบ่งเป็น 2 บท 2 ตัวเอก แต่เนื้อหาเกี่ยวข้องกัน
พล็อตของบทแรกคร่าวๆคือ ตัวเอกได้ฆ่าตัวตายเพื่อหนีการกลั่นแกล้งในโรงเรียน ทว่าหลังจากเสียชีวิตเขาก็ไม่ได้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก แต่กลับถูกลงโทษจากยมทูตสาวให้ชดใช้บาป เพราะการฆ่าตัวตายของเขาทำให้คนรอบกายเขาอีก 6 คน ต้องทุกข์ทรมานโดยที่เขาคาดไม่ถึง

ด้วยเหตุนี้ตัวเอกจึงต้องรับภารกิจชดใช้กรรมในร่างวิญญาณ เขาต้องกลับไปช่วยเหลือคนที่มีชีวิตลำบากเพราะการฆ่าตัวตายของเขาภายใต้ข้อจำกัดของกฏที่ยมทูตตั้งไว้จนเหมือนเป็นเกมส์อย่างหนึ่ง ในใจก็เฝ้าสงสัยว่า ความตายของเขาจะทำให้คนอื่นลำบากซักแค่ไหนกันเชียว

ส่วนบทที่สองก็คล้ายๆกัน แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันนิดหน่อย

เรื่องนี้อ่านไหลลื่นมากครับ ทั้งตัวหนังสือและจำนวนช่องต่อหนึ่งหน้า ทำออกมาได้เป๊ะมาก ทั้งที่เป็นการ์ตูนเน้นเนื้อเรื่อง ซึ่งน่าจะมีตัวหนังสือยุ่บยั่บจนอ่านได้ช้ากว่านี้


ข้อดี
- เนื้อเรื่องเข้มข้น อ่านแล้วยิ่งอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บางฉากก็ซึ้งสุดๆ
- ภูมิหลังตัวละคร ทำได้น่าสนใจทุกตัว
- ลายเส้นสวย และหนักแน่น  เลยสื่ออารมณ์ในฉากต่างๆได้ดี
- มีติดเรทนิดหน่อย(แบบอ้อมๆ)
- ข้อคิดเรื่องการฆ่าตัวตาย ว่ามันจะมีผลกระทบกับคนอื่นๆที่แม้แต่เราก็คาดไม่ถึง เหมือนทฤษฏี Butterfly Effect
- อ่านไหลลื่นมากๆ ทั้งที่เป็นการ์ตูนแนวเน้นเนื้อเรื่องซึ่งน่าจะอ่านได้ฝืดกว่านี้

ข้อเสีย
- นอกจากเนื้อเรื่องเข้มข้น กับลายเส้นที่สื่ออารมณ์ออกมาได้ดี ก็ไม่มีประเด็นอื่นให้ชมอีก (แต่ก็ไม่มีให้ติเช่นกัน) เหมือนเป็นร้านอาหารที่ขายแต่เมนูอร่อยๆเมนูเดียว

- บทที่2 ตอนท้ายๆ ค่อนข้างรวบรัดไปหน่อย   แต่ยังนับได้ว่าจบอย่างลงตัว

7/10 ครับ  จะสนุกมากสำหรับคนที่ชอบอ่านการ์ตูนแนวเน้นเนื้อเรื่องล้วนๆเลย

Thursday, November 3, 2016

เมื่อแรกรักผลิบาน


รีวิว เมื่อแรกรักผลิบาน (Sakurasaku Shoukougun) 4 เล่มจบ สนพ Luckpim

ช่วงหลัง Luckpim เริ่มเอาการ์ตูนแนวรักๆใคร่ๆ ที่ 'ผู้อ่านทั่วไป' อ่านได้ มาขายมากขึ้น เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ

เนื้อหาเกี่ยวกับ พระเอกที่เป็นเด็กเรียนไม่สนใจใคร ได้มีโอกาสมาใกล้ชิดกับกับเพื่อนสาวสมัยเด็กอีกครั้ง หลังจากเธอมาขอให้เขาติวหนังสือให้ เพราะเธอต้องการจะสอบเข้าโรงเรียนเดียวกับผู้ชายที่เธอแอบชอบ
แรกๆพระเอกก็ไม่ได้คิดอะไรกับการช่วยเหลือนี้ แต่พอนานๆเข้า เขาก็รู้ตัวว่าเขาตกหลุมรักเพื่อนตัวเองซะแล้ว แต่ก็รู้ว่าในใจเธอมีคนอื่นอยู่

จะเห็นว่าเรื่องนี้พล็อตไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก แต่การนำเสนอเนื้อหาทำได้ดี ทุกอย่างสื่อออกมาตรงๆ พล็อตเดินตลอด ไม่ค่อยมีตอนย่อยที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาหลัก อ่านแล้วไม่รู้สึกเบื่อ หรือเข้าไม่ถึง

ความสนุกของเรื่องจะมาจากความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลัก เช่นพระเอกคิดกับเพื่อนสาวของเขายังไง กำลังดีหรือกำลังทะเลาะกับเธอ และจะเรียกร้องความสนใจจากเธอยังไง เพราะเขาเป็นฝ่ายที่ตกหลุมรัก
ส่วนฝ่ายหญิงก็ถูกนำเสนอในรูปแบบคล้ายๆกัน แต่จะมีส่วนแตกต่างบ้าง เพราะความรู้สึกของเธอไม่เหมือนกับเขา

นอกจากนี้ ความสนุกอีกอย่างของเรื่อง ก็มาจากตัวละครหญิงหลักที่สร้างออกมาได้มีบุคลิกน่าสนใจและมีมิติ
เพื่อนสาวสมัยเด็กของพระเอกเป็นสาวผมทองนิสัยม้าดีดกระโหลก และออกทึ่มนิดๆ ชอบใช้แรงอันมหาศาลมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะสู้กับคนโน้น ต่อยคนนี้ จนทำให้พระเอกต้องปวดเศียรเวียนเกล้าบ่อยๆ
แต่นิสัยห้าวๆบ๊องๆของเธอ ก็สร้างเหตุการณ์น่าสนใจต่างๆให้กับเรื่องนี้มากมาย เช่นตอนที่จะเอาตัวเป็นเดิมพันเพื่อจะหาเศษตังค์หยอดตู้

ที่น่าสนใจคือ เธอเป็นตัวละครเดียวที่ดูมีมิติกว่าใครๆ เพราะในเรื่องจะสื่อให้เห็นการพัฒนาทางความคิด และความสับสนในใจเธอ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
ทางด้านปัจจัยภายนอก การยืนการนั่งของเธอจะเหมือนกับผู้ชาย และไม่ระวังตัวเลย ขณะที่ตัวละครหญิงอื่นๆในเรื่องจะไม่มีท่าทางแบบนี้ แต่โชคดี(?)ที่เธอใส่กางเกงขาสั้นตลอด จึงช่วยปกปิดใต้กระโปรงไว้ได้หลายฉาก  นอกจากนี้ชุดที่ใส่ก็ดูทะมัดทะแมงเข้ากับคาแรคเตอร์ แต่ก็คับติ้วไปหน่อยแม้เจ้าตัวจะไม่ได้ตั้งใจจะโชว์ส่วนสัดก็ตาม

จำนวนช่องรูปภาพและตัวหนังสือต่อหนึ่งหน้ากระดาษ อยู่ในระดับกลางๆค่อนไปทางสูง อาจอ่านไม่ค่อยไหลลื่นนัก
ถ้าการ์ตูนอ่านลื่นๆอย่างบากิ มีปริมาณเนื้อหาต่อหนึ่งหน้ากระดาษเท่ากับ 1  ส่วนเรื่องที่ช่องเยอะๆตัวหนังสือเยอะๆ แบบวันพีซมีปริมาณเท่ากับ 10
เรื่องนี้ปริมาณเนื้อหาต่อหนึ่งหน้าอยู่ราวๆระดับ 7 ครับ

ข้อดี
- กระดาษดีตามประสาค่าย Luckpim
- ลายเส้นหนักแน่น ทำให้สื่ออารมณ์ของฉากต่างๆได้ดี
- คนอ่านทั่วไปอ่านแล้วรู้เรื่อง ไม่ได้เน้นเจาะกลุ่มคนอ่านที่ชอบอ่านการ์ตูนแนวตัวละครหญิงเยอะๆอย่างเดียว
- แม้จะไม่มีฉากเซอร์วิส แต่นางเอกก็ชอบใส่เสื้อผ้าสั้นๆและนั่งอ้าซ่าบ่อยเหลือเกิน
- ไม่มีตัวละครเยอะจนเกินความจำเป็น และไม่มีตัวละครที่มีบทให้รู้สึกน่ารำคาญ

ข้อเสีย
- มีแต่ประเด็นรักๆใคร่ๆอย่างเดียว ไม่มีฉากตลกหรือฉากที่ให้อารมณ์อื่น  ไม่มีเนื้อหาย่อยที่น่าสนใจ  เหมือนกินอาหารรสเดียวทั้งเรื่อง

6/10 ครับ
อาจจะดูคะแนนไม่มาก แต่ขอบอกว่า เรื่องที่ผมอ่านไม่ได้เลย จะได้คะแนนราวๆ 4 ลงมา  มีเยอะมากด้วย ประมาณ 60% ของการ์ตูนในตลาด
ส่วนเรื่องที่ได้ 5 คะแนน จะเป็นการ์ตูนที่อ่านแล้วเข้าใจ แต่ไม่สนุกจนรู้สึกอยากติดตาม(เช่นโทริโกะในช่วงหลังๆ)

เรื่องไหนอยู่ในช่วง 6 คะแนน คือเรื่องที่สนุกจนผมสามารถอ่านได้จนจบ และน่าสนใจพอจนอยากเขียนรีวิวครับ


Friday, October 28, 2016

Vikings

รีวิว ซีรี่ย์ Vikings (ถึง season 4a ล่าสุด )



ช่วงนี้ Game of Thrones ซีซั่นใหม่ยังไม่มา ก็เลยหาอะไรมาดูแก้ขัดก่อนครับ
ผมได้ยินคำแนะนำมาซักพักแล้วว่า ถ้าอยากดูอะไรแนว GoT แต่เนื้อหาเบากว่า และโฟกัสตัวละครน้อยกว่า ให้ดูเรื่อง Vikings
ตอนแรกนึกว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ผมเอาไว้ดูกล้อมแกล้มแก้ขัดรอ GoT  พอดูจบแล้วก็ลืมๆไป เหมือนซีรี่ย์ฝรั่งหลายเรื่อง
แต่ไปๆมาๆ Vikings กลับเป็น หนึ่งในเรื่องหลักที่ผมต้องตามดูเลย

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของพระเอก แรคนาร์ และครอบครัวของเขาที่เป็นชาวไวกิ้ง ตอนแรกแรคน่าร์เป็นแค่ชาวไวกิ้งธรรมดาๆ ที่ทำงานรับใช้เอิร์ลของตัวเองเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ค่อยๆมีอิทธิพลและอำนาจขึ้นเรื่อยๆจากวีรกรรมอันไร้ศีลธรรม(แต่เป็นเรื่องที่ปรกติสำหรับเผ่านี้) ขณะเดียวกันความขัดแย้งกับฝ่ายต่างๆ ก็ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจากคนในเผ่าพันธุ์เดียวกันเอง หรือ จากคนที่อยู่ต่างแดน กระทั่งการทรยศหักหลังจากคนใกล้ชิด
เรื่องนี้จะดำเนินไปเรื่อยๆตั้งแต่แรคน่าร์ยังหนุ่ม จนถึงวัยปลายๆ จิตใจของเขาเปลี่ยนแปลงไปตามอายุและเหตุการณ์ที่ได้พบเจอ มีทั้งยุครุ่งเรืองและยุคที่ตกต่ำสุดๆจนไม่รู้ว่าจะขึ้นมาอยู่ที่เดิมได้รึไม่ เราจะได้เห็นลูกๆของแรคน่าร์เติบโตขึ้น และเตรียมพร้อมจะสร้างเรื่องยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นจริงตามประวัติศาสตร์(ในชีวิตจริง ลูกชายของแรคน่าร์ และโรโล่ที่เป็นพี่ชาย สร้างวีรกรรมดังๆไว้มากกว่าพระเอก)

ความป่าเถื่อน ความขัดแย้ง ฉากติดเรท พล็อตที่น่าสนใจ มีครบในเรื่องนี้ครับ
เพลงเปิดก็เพราะและให้บรรยากาศน่ากลัวดี (Fever Ray 'If I Had A Heart')


จุดเด่นในเรื่อง

เสน่ห์อย่างแรกของเรื่องนี้อยู่ที่ฉากต่อสู้แบบสงครามย่อมๆ ที่มีให้ดูบ่อย สงครามจะมีคนสู้กันแค่ฝ่ายละ 40-50 คน ไม่รู้ว่าที่จำนวนคนน้อย เป็นเพราะอ้างอิงตามประวัติศาสตร์ หรือ งบประมาณกันแน่ แต่ยังไงฉากต่อสู้ก็ทำได้มันส์ ไม่มีใครดูแล้วเก่งไร้เทียมทานเลย และไม่มีตัวละครนักรบที่บุคลิกซ้ำๆซากๆด้วย (ตอนแรกนึกว่ามี จนกระทั่งตัวละครแนวนั้นตายหมด) เราจะได้เห็นฉากต่อสู้ที่สะใจเกิดขึ้นทุกซีซั่น

นอกจากนี้ เนื่องจากพระเอก คือพวกไวกิ้ง ดังนั้นฝ่ายของเขาเลยมีลักษณะเป็นคนโหดร้ายป่าเถื่อน ทุกคน ปล้น ฆ่า ข่มขืน ทุกอย่างที่ขวางหน้าหมด เพราะวัฒนธรรมและศาสนาของพวกเขาอนุญาตให้ทำอย่างนั้น

จุดเด่นที่สอง ก็คือพล็อตความขัดแย้งการทรยศหักหลังที่เกิดขึ้นในเรื่อง ในช่วงแรกความขัดแย้งยังไม่มีเท่าไหร่ เพราะเน้นเรื่องการบุกปล้นสะดมของตัวเอกมากกว่า แต่พอซีซั่น2 เรื่องนี้ก็เริ่มเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการหักหลังของตัวละครต่างๆ ที่มีความเข้มข้นไม่แพ้เรื่องดังๆเลย
แต่การสร้างพล็อตของเรื่องนี้ ไม่ค่อยประณีตเหมือน Game of thrones หรือ Breaking Bad คือจะดูออกอย่างชัดเจนว่าขาดๆเกินๆ
เช่น หลายครั้งในเรื่องจะมีตัวละคร ที่มีปมที่จะสร้างปัญหาให้กับหลายคน  แต่จู่ๆคนพวกนี้ก็จะถูกฆ่าทิ้งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หรือหายสาบสูญ เพราะคนเขียนบทคิดไม่ออกว่า จะให้ทำยังไงต่อหลังจากเกิดปมขัดแย้งขึ้น(อันนี้ทางทีมงานยอมรับเองเลย) ในเรื่องจึงมีตัวละครที่ถูกกำจัดทิ้งให้คนดูงงเพียบ แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องดี เพราะคนที่ถูกกำจัดส่วนมากจะเป็นตัวละครที่มีบทบาทไม่น่าสนใจ และปมที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ทำให้เรื่องสนุกเลย

แต่ความไม่ประณีตของพล็อตย่อย ก็ไม่ได้ทำให้เรื่องนี้เสียหายอะไร เพราะเนื้อหาหลักของเรื่องยังน่าสนุกน่าติดตามตลอด เรื่องนี้ชีวิตของตัวละครผกผันไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะพระเอก ไม่มีใครที่มีชีวิตหยุดอยู่กับที่ซักคนในเรื่องไวกิ้ง

จุดเด่นที่สาม คือ พระเอก แรคน่าร์ เป็นตัวละครที่มีบุคลิกและบทบาทที่มีมิติมาก แม้ช่วงแรกเขาจะมีมาดกวนๆ สามารถคิดแผนฉลาดล้ำลึกมาจัดการศัตรูได้ตลอด จนดูเหมือนจะเป็นพระเอกแบบเฝือๆเหมือนในภาพยนต์หลายเรื่อง ที่มักจะพลิกล็อคทุกอย่างด้วยกลยุทธ์วิจิตรพิสดารไม่มีใครคิดได้ (คล้ายกับการ์ตูนญี่ปุ่นช่วงหลัง ที่ชอบให้พระเอกท่าทางอ่อนแอแต่เก่งเรื่องการใช้สมองจัดการศัตรู)

โชคดีที่เรื่องนี้ คนเขียนบทออกแบบตัวละครเอกมาได้ดี แรคน่าร์เลยไม่ใช่ตัวละครที่มีคุณสมบัติเลิศหรูเหนือคนอื่นตลอดเวลา เขามีทั้งความโกรธเกลียด ความมัวเมา โรคซึมเศร้า ซึ่งมีสาเหตุจากสิ่งร้ายๆที่เขาเจอมาระหว่างดำเนินเรื่อง
แผนที่เขาคิดก็ใช่ว่าจะสำเร็จทุกครั้ง และบางทีก็เห็นแก่ตัวสุดๆ คาดเดาไม่ได้เลยว่าพระเอกของเราจะดีหรือจะร้ายตอนไหน จนรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟันเพืองหลักที่ทำให้เรื่องเดินเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงของทรงผมและรอยสักของแรคน่าร์ที่ดูเถื่อนขึ้นเรื่อยๆตามอายุ ก็เท่ดีอีกต่างหาก


จุดด้อย
ฉากบางฉาก ทำได้แย่ยิ่งกว่าหนังเกรดบี เช่น ฉากเล่าตำนาน Ragnarok ในซีซั่นแรก ฉากนี้ทีมงานพยายามทำให้การเล่าตำนานในห้องโถงดูไม่น่าเบื่อ แต่ไปๆมาๆ การแสดงประกอบตอนเล่าตำนานกลับทำออกมาได้เละเทะมากเหมือนการแสดงละครของเด็กประถม จนผมเกือบเลิกดูไปเลย แต่พอหลังจากนั้นก็ทำได้ออกมาน่าสนใจเหมือนเดิม

ฉากหนังเกรดบีอีกฉากคือฉากคนสู้กับหมีในซีซั่น4 ผมเข้าใจว่าผู้กำกับอยากให้ตัวละครตัวนี้ดูเก่ง เพราะสู้กับหมีได้ แต่ถ้าจะนำเสนอออกมาได้อนาถแบบนี้ สู้เขียนบทให้ตัวละครนั้นพุ่งใส่หมี แล้วตัดฉากสรุปผลการต่อสู้ไปเลยดีกว่า

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวละครที่อยู่ในเรื่องนี้ ส่วนมากเป็นตัวละครที่อยู่ในประวัติศาสตร์จริง และการรู้ว่าพวกเขาจะทำวีรกรรมอะไรในประวัติศาตร์ ก็ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเวลาเห็นตัวละครพวกนี้ด้วย (แต่ควรจะหาข้อมูลหลังจากดู Season 4 มากกว่า)
อันนี้คือรายชื่อของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จริง ที่โยงกับเรื่องนี้ครับ
- Siege of Paris
- Duke of Normandy
- Great Heathen Army
และวีรกรรมอีกมากมายจากลูกของแรคน่าร์หลายคน

8/10 ครับ  ชอบบรรยากาศและฉากรบในเรื่องมาก

Wednesday, October 26, 2016

Van Helsing - Darkness Blood



รีวิว Van Helsing - Darkness Blood (สนพ SIC  3 เล่มจบ)

แม้เรื่องนี้เป็นการ์ตูนที่เนื้อหามีแค่ 3 เล่มจบ แต่กลับสามารถจับจองพื้นที่ดีๆในความทรงจำของผมได้เลย
Van Helsing - Darkness Blood เป็นการ์ตูนตลก ที่คนเขียนเริ่มเล่นมุขใส่คนอ่านตั้งแต่หน้าปก ด้วยภาพของตัวเอกที่ดูเคร่งขรึม ทั้งที่จริงๆแล้วเรื่องนี้คือการ์ตูนตลกบ้าบอคอแตกภายใต้ลายเส้นที่ดูซีเรียสจริงจังต่างหาก

วิธีการนำเสนอทั้งเล่มเป็นการ์ตูนที่จบในตอน  เนื้อหาเกี่ยวกับตัวเอกที่เป็นนักล่าแวมไพร์และเหยื่อแต่ละรายของเขา อ่านพล็อตถึงตรงนี้แล้วอาจจะดูไม่มีปัญหาอะไร ก็เหมือนการ์ตูนแนวคนตามล่าสัตว์ประหลาดเรื่องอื่นๆ
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างในเรื่องนี้ผิดเพี้ยนต่างไป คือการที่พระเอกไม่มีทักษะต่อสู้อะไรเลย แถมสติสตังก็ไม่ค่อยเต็มเต็งด้วย โชคดีที่เขายังมีความเจ้าเล่ห์ปะปนอยู่ในความเพี้ยนอยู่บ้าง และพกดวงมาเต็มกระเป๋า ทำให้เขาสามารถเอาตัวรอดมาได้(แบบงงๆ)ตลอด บางทีอาจต้องให้เครดิตอาวุธพิลึกๆที่สมองระดับเด็กประถมของเขาสร้างขึ้นมาต่อสู้แวมไพร์ด้วยก็ได้

เนื่องจากเรื่องนี้เป็นการ์ตูนตลก อาหารจานหลักของมันจึงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากความฮาที่อยู่ในเรื่อง ซึ่งผมว่าส่วนนี้ทำได้ดีพอสมควร มุขที่อยู่ในเรื่องนี้ส่วนมากจะเป็นการล้อเลียนฉากต่างๆในการ์ตูนเรื่องอื่น เช่นฉากพูดเท่ๆที่ตัวละครในเรื่องอื่นมักจะเก็กก่อนพูดว่า 'ฮึ ชั้นทิ้งอดีตไปนานแล้ว' ก็จะถูกตัวเอกเรื่องนี้เอามาใช้อย่างไม่ถูกกาละเทศะ จนความเท่ของฉากพวกนี้ที่อยู่ในใจเราหายไปหมด หรือฉากคนใกล้ตายสั่งเสียที่สามารถเรียกน้ำตาจากคนอ่าน ก็จะถูกตัวเอกเรื่องนี้เอามาใช้แบบพร่ำเพรื่อจนไม่เหลือคุณค่าอะไรอีกเลย
ดังนั้น คนที่จะรู้สึกตลกกับมุขของเรื่องนี้ได้ ต้องเป็นคนที่อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมามากหน่อย เพื่อจะได้มีภาพฉากเท่ๆซึ้งๆ จากการ์ตูนพวกนั้นอยู่ในหัว แล้วค่อยมาดูว่ามันจะถูกปู้ยี้ปู้ยำยังไง
โชคดีที่มุขในเรื่องนี้ไม่ได้เน้นการอ้างอิงจากเอกลักษณ์ของการ์ตูนเรื่องดังๆอย่างกันดั้ม ดราก้อนบอล หรือ Initial D เหมือนที่การ์ตูนตลกมักจะทำกัน แต่จะใช้วิธีการอ้างอิงฉากเหตุการณ์ที่ใช้กันบ่อยๆในการ์ตูนทั่วไปแทน ดังนั้นคนอ่านจึงไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์กับการ์ตูนเรื่องใดเรื่องหนึ่งแบบเจาะจงเลย

ทางด้านประเด็นเรื่องความไหลลื่นในการอ่าน เรื่องนี้ค่อนข้างมีตัวหนังสือเยอะ เวลาอ่านอาจต้องตั้งใจหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับต้องเพ่งสมาธิอ่านแบบสุดๆถึงจะสนุกได้

ข้อดี
- ภาพสวย วาดบรรยากาศในโทนจริงจัง ขัดกับแนวของเรื่องได้ดี
- มุขฮาและล้อเลียนเนื้อหาการ์ตูนแบบกว้างๆ เลยเข้าใจง่ายกว่าการ์ตูนที่เน้นล้อเลียนการ์ตูนแบบเจาะจงเรื่องและเจาะจงฉาก จนกลายเป็นมุขวงในเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
- สาวๆในเรื่องก็วาดใช้ได้นะ
- สร้างตัวละครเอกได้โดดเด่นสุดๆ ทั้งเพี้ยนและมีอดีตที่น่าสนใจ ชวนให้คาดเดาว่าสมัยเด็กเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ตอนโตถึงได้กลายเป็นแบบนี้
- หน้าสุดท้ายที่เป็นบทสรุปของเรื่อง นึกไม่ถึงว่าจะทำออกมาดูตลกปนเหงาๆ

ข้อเสีย
- สั้นไปหน่อย อยากให้มีซัก5เล่ม  แต่ถ้ายาวกว่านี้ ก็อาจจะมีแต่มุขซ้ำๆจนทำให้ภาพรวมของเรื่องแย่ลงจนไม่ประทับใจเท่านี้ ก็ถือว่าจบได้พอดีๆเหมือนกัน

ให้ 7.5/10 ครับ  ไม่ใช่เรื่องระดับสุดยอด  แต่ชอบมุขและบรรยากาศทมึนๆในเรื่องมาก เป็นเรื่องที่มีเอกลักษณ์ในตัวสูงพอสมควร ยังไงก็รู้สึกภูมิใจที่ได้ซื้อเก็บ
แต่คะแนนที่ผมให้การ์ตูนตลก อาจจะมีคนเห็นด้วยไม่เห็นด้วยต่างกันมากกว่าปรกติ  เพราะผมสังเกตุว่า ความชอบการ์ตูนตลกของแต่ละคนในอินเตอร์เน็ต คาดเดาได้ยากกว่าการ์ตูนแนวอื่นมาก
ดังนั้นถ้าจะซื้อมาอ่านเพราะรีวิวนี้ ก็ควรเอาเรื่องข้างบนมาบวกลบด้วยครับ


Friday, August 26, 2016

WORLD WITHOUT END(นิยาย)


งวดนี้ขอย้ายมารีวิวนิยายสนุกๆที่กำลังอ่านบ้างครับ
WORLD WITHOUT END เป็นนิยายที่โด่งดังเนื้อหาอยู่ในยุคกลาง มีชื่อไทยยาวๆว่า 'ไม่มีวันสิ้นโลก พิภพจะสถิตตราบชั่วนิรันดร์'
จัดทำโดย สนพ นกฮูก เล่มหนา 1300 กว่าหน้า ราคา 820 บาท  แต่งโดย Ken Follett มี ดร. กุลธิดา บุณยะกุล-ดันนากิ้น เป็นผู้แปล

 เป็นเรื่องที่เนื้อหาอยู่ในยุคกลาง ในช่วงที่มี อัศวิน ลอร์ด เอิร์ล สงครามร้อยปี โจร โรคระบาด และการล่าแม่มด ซึงตัวเรื่องกล่าวถึงองค์ประกอบพวกนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในแง่การบริหารบ้านเมืองของเอิร์ล และลอร์ด ที่มีทั้งเข้มงวดหรือทรราช การแก่งแย่งชิงดีของพระในโบสถ์ หรืออ้างพระเจ้าเพื่อทำอะไรผิดๆ ชาวบ้านที่ถูกยุยงปลุกปั่นได้ง่าย ฉากรบของสงครามร้อยปีที่ดึงทุกชีวิตให้เป็นเหยื่อ โรคระบาดที่ทำให้ผู้คนตายยกเมือง การล่าแม่มดที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้จากข้อหาลอยๆ แม้จะเนื้อหาเรื่องนี้จะยาวมาก แต่แทบไม่มีตอนน่าเบื่อเลย ทุกช่วงน่าสนใจตลอด

พล็อตเรื่องจะเล่าถึงชีวิตของตัวละครหลักๆกลุ่มหนึ่งตั้งแต่เด็ก ไปจนโต ที่แต่ละคนต่างแยกกันไปมีชีวิตได้น่าสนใจมาก บางคนก็ตกตระกรรมลำบาก บางคนก็กลายเป็นคนเลวไปเลย บางคนก็กลายเป็นความหวังของคนอ่านที่จะช่วยกำจัดตัวร้ายให้ แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่เด่นจะมีแค่ตัวละครพวกนี้อย่างเดียว เพราะที่เด่นไม่แพ้กันก็คือเมืองเล็กๆชื่อคิงส์บริดส์ ที่พวกเขาอาศัยอยู่ เราจะเห็นการพัฒนาหรือการทรุดโทรมของมันไปพร้อมกับตัวละครหลัก เพราะทุกอย่างที่ผู้อาศัยในเมืองตัดสินใจทำ ล้วนก่อผลกับสภาพของเมืองคิงส์บริดจ์ทั้งสิ้น และคนในเมืองนี้ก็มักจะตัดสินใจทำอะไรไม่เข้าท่าซะด้วยสิ

ในเรื่องเต็มไปด้วยการขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนที่มีอำนาจในคิงส์บริดจ์ ไม่ว่าจะเป็นพระและผู้ปกครองเมือง กับชาวบ้านบางกลุ่มที่พยายามทำให้เมืองดีขึ้น ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างก็ใช้วิธีการทางการเมืองต่อสู้กัน เช่นปลุกปั่นให้คนส่วนใหญ่เห็นด้วย ใส่ร้ายกัน หรือไม่ก็ไปฟ้องผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า(ซึ่งมักจะใช้การตัดสินใจด้วยวิธีการเก่าคร่ำครึ) ต่างฝ่ายต่างผลัดกันแพ้ชนะไป และส่งให้สภาพของเมืองคิงส์บริดจ์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
แต่ก็ใช่ว่าในเรื่องจะไม่มอบความหวังให้กับเมืองคิงบริดจ์ที่เต็มไปด้วยพวกฉ้อฉลกับชาวบ้านหูเบา เพราะยังมีตัวละครเด่นบางตัวที่สะสมความเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆเพื่อมาต่อกรกับคนพวกนี้อยู่เหมือนกัน

ฉากที่อยู่ในเรื่องนี้มีทุกรสชาติ  มีทั้งความรู้สึกเกลียดตัวร้าย ที่คอยครอบงำความคิดคนอื่นด้วยวิธีการฉลาดหลักแหลม  มีฉากเถื่อนๆของการฆ่ากันในสงคราม หรือความคิดป่าเถื่อนของชาวบ้าน ฉากร่วมรักกัน หรือกระทั่งการคุกคามทางเพศ (ผู้หญิงถูกในเรื่องนี้ถูกจับหน้าอกกันเยอะเหลือเกิ๊น) เรื่องราวที่น่าสงสารของตัวละครบางตัว การปะทะคารมณ์ที่มันส์ดุเดือดแต่เข้าใจง่าย ความรักที่ของคู่รักบางคู่ที่ไม่รู้ว่าจะลงเอยยังไง
วิธีการเล่าเรื่องของKen Follet ทำได้ไหลลื่น เข้าใจง่ายมาก รวมถึงผู้แปลก็แปลได้ดีมากด้วย ผมอ่าน Game of throne ไม่กี่หน้าแล้วรู้สึกว่าไม่เพลินเท่าเรื่องนี้เลย แม้ว่าผมจะชอบซีรี่ย์GoTมากก็ตาม

ข้อดี
- อ่านไหลลื่น ไม่รู้สึกอ่านยาก หรือน่าเบื่อเลย  มีเรื่องเข้มข้นในประเด็นใหม่เกิดขึ้นตลอด ไม่เจาะจงแค่ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง
- ตัวร้ายในเรื่อง ทำได้ดีมากทุกตัว  แต่ละตัวก็ร้ายคนละแบบ อ่านแล้วรู้สึกเกลียดจนอยากเห็นว่ามันจะรับกรรมตอนไหน
- ให้ความรู้เกี่ยวกับยุคกลางมากมาย ใครเล่นเกม Crusader King 2 จะรู้สึกได้อรรถรสมากขึ้น เพราะเกมนี้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในยุคกลางเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยเน้นเรื่องชนชั้นปกครองอย่าง เอิร์ล ลอร์ด เท่าไหร่ มาเน้นอันดับที่ต่ำลงมาอย่าง เจ้าอาวาส แทน(ซึ่งเป็นผู้ปกครองเมืองประเภทหนึ่งเช่นกัน)
- บรรยายถึงความเกลียดชังของผู้คนในสังคมได้ดี อ่านแล้วรู้สึกว่าคนสมัยก่อนไม่ต่างกับยุคปัจจุบันนัก
- บางช่วงก็ได้อารมณ์เถื่อนหรือติดเรท
-ช่วงที่กล่าวถึงสงคราม ทำได้สนุกมาก แม้จะไม่ได้เน้นช่วงนี้นัก แต่ก็ทำเอาอยากเล่นเกมแนวสงครามยุคกลางขึ้นมาเลย

ข้อเสีย
- ประเด็นความรักของบางคู่น่ารำคาญนิดนึง  แต่ยังดีที่ชายหญิงสองคนนี้ มีบททำให้ส่วนอื่นของเรื่องเข้มข้นขึ้น

10/10 ครับ สมกับเป็นนิยายที่โด่งดังเรื่องหนึ่ง โชคดีที่ผมหาซื้อเล่มมือ 1  ในราคาครึ่งนึงได้ แต่ต่อให้จ่ายเต็มก็ยังรู้สึกคุ้ม

Sunday, June 12, 2016

โอโตยัง


รีวิว โอโตยัง หนุ่มข้าวปั้นพันธุ์นักสู้ สนพ Zenshu ออกถึง 12 เล่ม  (ญี่ปุ่น 20 เล่ม ยังไม่จบ แต่ไม่ออกเล่มใหม่นานแล้ว)

การ์ตูนร้านซูชิเรื่องนี้ ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในไทยซักเท่าไหร่ แม้จะออกมานานแล้ว คงเป็นเพราะเนื้อเรื่องในเล่ม 1-4 ยังไม่ค่อยเข้มข้น เรื่อยเปื่อยเกินไป ไม่เน้นฉากทำซูชิหรือฉากรับประทาน ทำให้คนอ่านเลิกสนใจกันซะก่อน
แต่ถ้าใครอดทนผ่านเล่มแรกๆไปได้ (หรือข้ามมาอ่านเล่ม 5 เลย) ก็จะพบว่า เรื่องนี้เป็นการ์ตูนทำอาหารที่สนุกและดูอร่อยพอๆกับเรื่องดังๆเรื่องอื่นเลยครับ มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่นหลายอย่างแทรกมาให้อ่านเป็นระยะๆ เนื้อหาก็ดูสมจริง ไม่มีซูชิที่รสชาติเหนือปาฎิหาริย์อะไรเลย

เนื้อหาย่อคือ ชายหนุ่มชื่อ โอโตยัง ได้ย้ายจากโอซาก้าเข้ามาทำงานในร้านซูชิที่โตเกียว เพื่อจะลืมคนรักเก่า แม้ว่านิสัยจะดูเหมือนหนุ่มลูกทุ่งเพี้ยนๆ แต่ฝีมือการทำซูชิของเขาจัดว่าสูงมาก ชีวิตใหม่บทใหม่ของเขากำลังจะเริ่มขึ้น ทว่าขณะเดียวกัน ความวุ่นวายทั้งจากลูกค้า จากร้านซูชิร้านอื่น และองค์กรลึกลับที่มีแผนชั่วร้าย ก็กำลังรอเขาอยู่เช่นกัน

ในเล่มแรกๆ ส่วนมากเนื้อหาจะจบในตอน เกี่ยวกับชิวิตของคนในร้านซูชิกับบรรดาลูกค้าต่างๆ ที่มีความต้องการต่างกัน ทำให้พระเอกและคนในร้านต้องหาทางตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าเหล่านั้นให้ได้ เนื้อหาในช่วงนี้จะค่อนข้างเรื่อยเปื่อยตามประสาการ์ตูนจบในตอน ฉากทำอาหารหรือฉากกินจึงไม่ได้ถูกเน้นนัก  คนที่เคยชินกับการ์ตูนทำอาหารเนื้อหาเข้มข้น เต็มไปด้วยภาพชวนหิว อย่าง จอมโหดกระทะเหล็ก ไอ้หนูซูชิ จะรู้สึกว่าไม่ชอบการดำเนินเรื่องแบบนี้เท่าไหร่ และจะถอดใจกันไปซะก่อน

แต่พอเล่ม5 เป็นต้นไป เรื่องเรื่องจะเข้มข้นขึ้น พระเอกจะถูกคนจากร้านอื่นมาหาเรื่องบ่อยๆและจบที่การประลองทำซูชิ ฉากทำอาหารและฉากกินจะถูกเน้นมากกว่าเดิม แต่ก็ไม่ลากยาวเป็นการแข่งขันทัวร์นาเม้นแบบที่หลายเรื่องชอบทำ เวลาอ่านเลยรู้สึกเหมือนเป็นการประลองแนวนักสู้ข้างถนนที่เกิดขึ้นแล้วจบไป ไม่ใช่การประลองที่ยืดจนกลายเป็นพล็อตใหญ่

และสิ่งที่ผมชอบอีกก็คือ ฉากทำอาหารในโอโตยัง ไม่มีการอ้อมค้อมแทรกดราม่าเหมือนการ์ตูนทำซูชิเรื่องอื่น ไม่มีฉากย้อนความหลัง ไม่ค่อยเสนอว่าตัวละครกำลังคิดอะไรอยู่
แต่จะเน้นไปที่ฉากของการทำซูชิ  ฉากรับประทานอาหารแทน รวมถึงเกร็ดความรู้ที่แทรกเข้ามาในตอนนั้น พอทำอาหารเสร็จ กรรมการก็จะชิมทันที ไม่มีการดึงเรื่องให้ช้าเสียจังหวะ การดำเนินเรื่องเลยดูกระชับ และรู้สึกว่ามันเป็นการแข่งขันที่สมจริง
มีฉากตามหาวัตถุดิบบ้าง แต่ก็เป็นเพียงฉากสั้นๆ และชนวนเหตุที่ชักนำให้เกิดการประลองขึ้นก็ไม่อ้อมค้อมหรือซับซ้อน พูดง่ายๆว่า เรื่องนี้ตัดเข้าฉากทำอาหารเร็วกว่าไอ้หนูซูชิครับ เพราะเนื้อหาไม่มีฉากดราม่าหรือฉากความสัมพันธ์ของตัวละครเข้ามาแทรกมากนัก

นอกจากนี้ คู่ต่อสู้ต่างๆของพระเอก ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ส่วนมากจะได้แข่งกับพระเอก เพราะการ 'ทะเลาะ' กันเฉยๆมากกว่า พอจบการประลองก็ต่างคนต่างไป ไม่มีการเคียดแค้นพยาบาทกัน
แต่ก็ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีตัวละครฝ่ายร้ายที่ดูหวือหวา เพราะในพล็อตมีการกล่าวถึงองค์กรที่เรียกว่าสำนักอิตเทชินริวเป็นพักๆ ซึ่งมีชายสูงวัยใส่หน้ากากดูน่ากลัวเป็นหัวหน้า เป้าหมายขององค์กรนี้คือการกำจัดร้านซูชิที่ไม่อยู่ในเครือข่ายของตัวเองให้หมดสิ้นไป
แม้จะดูเป็นองค์กรชั่วร้ายธรรมดาๆเหมือนเรื่องอื่น แต่เนื่องจากในเรื่องนี้ มีบรรยากาศที่ดูสมจริงมาตลอด เลยน่าสนใจว่าเจ้าของเรื่องจะเอาความจริงจังที่อยู่ในเรื่องมาผสมกับตัวร้ายที่ดูเหมือนหลุดจากการ์ตูนแอ๊คชั่นยังไงเหมือนกัน

ฉากในเรื่องโอโตยังจะให้ความรู้สึกของปีในช่วง 1980-1990 กลางๆ  แฟชั่นการแต่งตัวและทรงผมของผู้คนจะเหมือนกับในมิวสิควิดิโอช่วงที่เบิร์ด ธงชัย กับ ตู่นันทิดา กำลังดังๆ และเพราะเป็นการ์ตูนที่นำเสนอเรื่องราวในยุคนั้น บุคลิกของตัวละครหลายตัวจึงดู ซื่อๆง่ายๆ มีน้ำใจ หรือ ฝ่ายที่เกเรหน่อยก็จะดูห่ามๆแบบนักเลงลูกทุ่ง ได้อารมณ์ตัวละครในหนังยุคเก่าดี

ทางด้านจำนวนตัวหนังสือและจำนวนช่องของภาพ ต่อหนึ่งหน้ากระดาษ ทำได้ออกมาพอดีๆเลยครับ อ่านได้ไหลลื่นกว่าไอ้หนูซูชิ แต่ก็ไม่ถึงขนาดจอมโหดกระทะเหล็กที่หน้านึงมีแค่ช่องสองช่อง แป๊ปเดียวก็อ่านจบ

ข้อดี
- ฉากทำอาหาร ฉากชิมอาหาร ทำได้น่ากินตั้งแต่เล่ม 5 ขึ้นไป (ใครไม่เคยอ่าน ลองข้ามมาเล่ม 5 เลยก็ได้ เพราะเล่มแรกๆเนื้อเรื่องก็ไม่ได้เดินอะไรนัก)
- ฉากและตัวละครให้ความรู้สึกของยุค 80-90 ซึ่งแฟชั่นและนิสัยใจคอ ต่างกับคนในสมัยนี้มากมาย ได้อารมณ์ไปอีกแบบดี
- ไม่เน้นฉากซึ้ง ตัวละครมีความหลังเศร้า หรือเล่าความหลังเยอะๆแบบไอ้หนูซูชิ หรือ ไอ้หนุ่มซูชิของบูรพัฒน์
- มีฉากเกี่ยวกับอาหารบ่อยกว่าไอ้หนูซูชิ (หรืออาจจะมีเท่ากัน แต่เรื่องนี้ไม่เวิ่นเว้อ ก็เลยรู้สึกว่าเนื้อหาเดินมาถึงฉากเกี่ยวกับอาหารเร็วกว่าก็ได้)
- กระดาษดี
- แปลบุคลิกของพระเอกให้ดูลูกทุ่งได้ดีมาก เวลาเห็นพระเอกพูดแล้วลงท้ายว่า 'จ้า' ดูเข้ากันดี
- ตัวละครอื่นๆก็แปลคำพูดเหมือนคนยุคก่อนพูดคุยกัน เหมาะกับบรรยากาศในเรื่อง
- พล็อตเรื่อง หรือความขัดแย้ง ที่เป็นชนวนให้พระเอกได้ประลองฝีมือกับคนอื่น อ่านแล้วได้อารมณ์ร่วมอยากเห็นการแข่งขันระหว่างทั้งสองฝ่าย (เพราะถ้าฝ่ายตรงข้ามมันดูไม่น่าต่อสู้ด้วย คนอ่านคงไม่อยากอ่านต่อหรอกเนาะ)
- แทรกสาระน่ารู้หลายอย่างเกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่เรื่องของซูชิ แม้ว่าจะไม่ใช่ความรู้ที่เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆแบบ ไอ้หนุ่มราเม็งเปิปพิสดาร ก็ตาม สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้ก็ยังน่าสนใจอยู่ดี

ข้อเสีย
- ออกเล่มใหม่ช้ามาก แต่ Zenshu บอกว่าไม่ลอยแพแน่ (ปี2016)
- เล่ม 1-4 อาจจะมีคนไม่ชอบอยู่บ้าง เพราะมันเรื่อยเปื่อยเกิน
- สถานะของเล่ม 21 ในญี่ปุ่น   จะหยุดแค่เล่ม 20 เลยมั้ยเพราะเล่มใหม่ไม่ออกที่ญี่ปุ่นนานแล้ว  (แต่ผมไม่ซีเรียสเรื่องนี้ มีให้อ่านแค่ไหน ก็สนุกเท่าที่หาอ่านได้ก็พอแล้ว)

8.5/10 ครับ   อ่านง่าย ตัวละครมีบุคลิกแตกต่างจากการ์ตูนยุคนี้ ภาพอาหารดูแล้วกระตุ้นความหิวดี


Sunday, June 5, 2016

ซามูไร โซลเยอร์


รีวิว: ซามูไร โซลเยอร์  Samurai Soldier
สนพ SIC  27 เล่มจบ (รีวิวถึงเล่ม23)

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในการ์ตูนแนววัยรุ่นตีกันไม่กี่เรื่อง ที่ผมอ่านแล้วชอบครับ (ที่ชอบสุดคือจอมเกบูลส์)
ภาพรวมของเนื้อเรื่องจะออกแนวแก๊งค์นี้ปะทะแก๊งค์โน้น ตีกันมั่วซั่ว แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นการ์ตูนที่เน้นฉากต่อสู้ไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมาย เพราะในเรื่องมีพล็อตใหญ่เรื่องหนึ่งครอบครุมเอาไว้ตลอดด้วย ซึ่งก็คือความสัมพันธ์ของพระเอก กับอดีตเพื่อนรักที่เป็นหัวหน้าแก๊งค์เด็กวัยรุ่นที่เก่งกาจที่สุด ทั้งสองคนแตกหักกันด้วยเรื่องหนึ่ง และพระเอกต้องหยุดยั้งเพื่อนของเขาคนนี้ให้ได้

การต่อสู้ใน ซามูไร โซลเยอร์ มีการกระจายบทได้ดีมาก อ่านแล้วไม่รู้สึกเหมือนคนแต่งพยายามฝืนดันตัวละครไหนให้กลายเป็นตัวหลักเลย ไม่เหมือนการ์ตูนโชเนนจั๊มป์ที่จะกำหนดตัวละครหลักไว้ชุดนึง แล้วโยนฉากต่อสู้ให้กับตัวละครชุดนี้ไปเรื่อยๆ คนอ่านเรื่องนี้จะเดาได้ยากว่าใครจะได้จับคู่ต่อยกับใคร และไม่เกี่ยงด้วยว่าจะเป็นการต่อสู้แบบเดี่ยวๆหรือรุมกัน แถมตัวละครทุกตัวยังสามารถแพ้ได้ทุกเมื่อด้วย หากสถานการณ์ไม่เอ้ออำนวย แม้จะดูเทพแค่ไหนก็ตาม

ถ้าไม่นับฉากตีกันแล้ว การดำเนินเนื้อเรื่องของ ซามูไร โซลเยอร์ ก็ทำได้น่าสนใจครับ ทั้งพล็อตใหญ่หรือพล็อตย่อย อ่านแล้วไม่รู้สึกเหมือนว่ามีเนื้อเรื่องเอาไว้ประดับ เพื่อจะได้เข้าสู่ฉากสู้กันเท่านั้น
ในเรื่องมีฉากย้อนประวัติของตัวละครอยู่หลายตัว ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาได้ทำอะไรต่อสู้กับใครมาบ้าง หรือทำไมถึงกลายมาเป็นวัยรุ่นอันธพาล แม้จะไม่ถึงกับสร้างอารมณ์ร่วมให้รู้สึกซึ้งได้ หรือมีสิ่งให้น่าประหลาดใจ แต่ฉากย้อนความในเรื่องนี้อ่านแล้วเพลิดเพลินดี ทำให้เห็นตัวละครแต่งละคนลึกยิ่งขึ้น และเข้าใจการกระทำของพวกเขาขึ้นมาบ้าง

ฉากที่เสนอในเรื่องจะอยู่ในเมืองหรือตามร้านรวงต่างๆ คงเพราะตัวละครอยู่ในช่วงอายุราวๆ 18-20กลางๆ เลยไม่มีการกล่าวถึงโรงเรียนครับ และเนื่องจากเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากในเมืองยามค่ำคืนด้วยมั้ง ผมเลยรู้สึกไม่อึดอัดเหมือนตอนอ่านการ์ตูนแนววัยรุ่นตีกันหลายเรื่องที่เน้นฉากภายในโรงเรียนล้วนๆ

นอกจากนี้ในการ์ตูนวัยรุ่นอันธพาลช่วงหลังๆ นอกจากฉากบู๊และการดำเนินเรื่องแล้ว ก็มีองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่ง ที่เพิ่มมามีบทบาทสำคัญสำหรับการ์ตูนแนวนี้ ซึ่งก็คือแฟชั่นการแต่งกายหรือทรงผมของวัยรุ่นที่ออกแนวจิ๊กโก๋เท่ๆ
ในประเด็นนี้น่าเสียดายว่า คนวาดใส่ใจกับแฟชั่นจิ๊กโก๋แค่ตัวละครจากบทแรกเท่านั้น บทหลังๆตัวละครใหม่ๆจะแต่งตัวธรรมดา ไม่ค่อยดูเท่อะไรนัก

เนื้อเรื่องของ ซามูไร โซลเยอร์ จนถึงเล่ม 23 แบ่งออกเป็น 3 บท  ทุกบทอยู่ภายใต้พล็อตหลักที่กล่าวไว้ข้างต้น คือพระเอกกลับมาที่ชิบุยะหลังจากหายตัวไปนาน เพื่อมาหยุดยั้งแผนของเพื่อนรักในอดีตที่หลงผิด เพราะเขารู้ว่าแผนดังกล่าวจะทำให้ทุกอย่างมีจุดจบไม่สวยแน่

บทแรกของเรื่องจะเน้นการตะลุมบอนของแก๊งค์ต่างๆในชิบุยะ เพื่อชิงการเป็นแก๊งค์อันดับหนึ่ง  ขณะที่พระเอกกลับต้องการจะหยุดยั้งความบ้าคลั่งของแก๊งค์พวกนี้
เป็นบทที่ตะลุมบอนกันได้สนุก มีตัวละครแต่งกายเท่ๆออกมามากมาย ช่วงแรกๆอาจจะเน้นการต่อสู้ของพระเอกไปหน่อย แต่พอหลังๆเริ่มกระจายบทให้ตัวละครของแก๊งค์ต่างๆมาฉะกันอย่างมั่วซั่วสะใจ จนไปถึงบทสรุปที่ลงตัว และยังบอกใบ้กลายๆว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แนวที่จะให้พระเอกมาแก้ปัญหาทุกอย่างหรอกนะ

บทที่สอง  ต่างกับบทแรกที่เป็นสีเทาๆไม่มีใครผิดใครถูก เพราะบทนี้แบ่งเป็นฝ่ายร้ายฝ่ายดีชัดเจน ใครเป็นตัวร้าย ก็จะมีบทร้ายๆไปเลย แต่ก็ยังดูไม่ออกว่าใครจะได้สู้กับใครเหมือนเดิม การแต่งกายของฝ่ายร้ายในบทที่สอง ดูธรรมดาไปหน่อย ไม่ค่อยมีใครใส่ชุดวัยรุ่นอันธพาลเท่ๆแบบบทแรก
แม้บทนี้จะดูเป็นสงครามกลางเมือง ที่เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่มันกลับถูกเฉลยว่ามีความหมายมากกว่านั้นในบทที่สาม

บทที่สาม พึ่งเริ่มมาเพียงไม่กี่เล่ม แม้ว่ายังไม่มีฉากต่อสู้ แต่เนื้อเรื่องกลับเข้มข้นเท่าเดิมเพราะเกี่ยวกับการหักเหลี่ยมเฉือนคมภายในองค์กรยากุซ่า ที่เหล่าวัยรุ่นในเรื่องไปเกี่ยวข้องด้วย
บทนี้เริ่มเฉลยความลับในเรื่องหลายอย่าง และชี้ให้เห็นพล็อตหลักอย่างชัดๆ จนน่าสงสัยว่าบทนี้คือบทสุดท้ายหรือไม่ ถ้าใช่ก็นับว่าเป็นการจบที่ลงตัวเหมือนกัน
แต่ก็เสียดายว่าเรื่องนี้ยังขยายเนื้อหาไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ถึง 30-40 เล่มก็ยังไหว ถ้าไม่จบที่บทนี้ไปซะก่อน

จำนวนช่องต่อหนึ่งหน้าและจำนวนตัวหนังสือของ ซามูไร โซลเยอร์   ถือว่าอ่านได้ไหลลื่นมากครับ แม้บางช่วงตัวหนังสือเยอะหน่อย แต่ผมก็ยังถือว่าเป็นการ์ตูนที่อ่านได้โดยไม่ต้องเพ่งสมาธิซักเท่าไหร่

ข้อดี
- เนื้อเรื่องดี แม้ว่าจะไม่ถึงกับเยี่ยมยอด แต่อ่านแล้วไม่เบื่อแน่ๆ
- ฉากย้อนความหลัง ทำได้น่าสนใจ
- ฉากบู๊สนุก และคาดเดาได้ยาก ว่าใครจะได้สู้กับใคร
- ไม่เซนเซอร์ฉากติดเรทด้วยล่ะ
- กระจายบทต่อสู้ได้ดี  ไม่เจาะจงว่าตัวละครนู้นนี้ต้องได้สู้
- ไม่มีตัวละครเก่งเว่อร์ แม้กระทั่งพระเอกก็ตาม
- เน้นฉากในเมือง ไม่มีฉากเกี่ยวกับโรงเรียนเลย


ข้อเสีย
- แฟชั่นจิ๊กโก๋เท่ๆ มาจากตัวละครในบทแรกเท่านั้น
- ทิศทางของเรื่องในบทที่สาม ว่าจะเน้นการตีกันของวัยรุ่นอยู่หรือไม่ หรือจะเปลี่ยนมาเชือดเฉือนกันด้วยอำนาจ

7.5/10 ครับ  แต่คนอ่านที่ชอบแนววัยรุ่นอันธพาล อาจจะรู้สึกว่ามันสนุกระดับ 8-9/10 เลยก็ได้
แม้ผมจะให้คะแนนไม่สูงมาก แต่เท่าที่นึกออก ก็มีการ์ตูนในแนวเดียวกันเพียงไม่กี่เรื่อง ที่จะสนุกกว่า  ซามูไร โซลเยอร์ ได้

Saturday, May 28, 2016

กั๊ช!! (กัชเบล)


รีวิว: กั๊ช!! (กัชเบล Konjiki no Gash Bell!! ) สนพ SIC   33เล่มจบ

เรื่องนี้เป็นการ์ตูนแนวต่อสู้ ที่มีกลิ่นอายของโปเกมอนหรือเกมRPG หน่อยๆ คือตัวละครฝ่ายพระเอกจะเรียนรู้มนต์ใหม่ๆที่ละอย่างสองอย่าง ไม่ใช่ว่าจู่ๆก็คิดค้นพลังแบบใหม่มาใช้เองได้เลยทุกเวลา แต่จะมีการเกริ่นให้คนอ่านรู้ก่อนว่าพลังนี้เพิ่มมาตอนไหน เวลาอ่านจึงมีบรรยากาศเหมือนเราเล่นเกมที่ตัวละครของเราจะสะสมท่าใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การต่อสู้ในเรื่องกั๊ช!!ไม่ซับซ้อนมาก เวลาจะใช้พลังแต่ละทีจะไม่มีเงื่อนไขมากมายในการใช้ เหมือนการ์ตูนสมัยใหม่หลายเรื่อง(เช่น จะยิงลูกไฟออกมาที ต้องให้ศัตรูยืนทำมุม 85 องศากับเราก่อน อะไรแบบนี้) เรื่องนี้เน้นการยิงแลกใส่กัน แล้วคอยหลบเอา หรือไม่ก็ใช้เลห์เหลี่ยมหลอกศัตรูนิดหน่อยก่อนจะยิงใส่ซะมากกว่า
แรกๆการต่อสู้จะรุนแรงประมาณพังกำแพง โค่นต้นไม้ได้ แต่พอช่วงหลังๆของเรื่องสเกลพลังอาจจะขึ้นไปสูงเวอร์จนทำลายเกาะหรือภูเขาได้ ตอนแรกผมก็ไม่ชอบเรื่องที่ปล่อยพลังรุนแรงเว่อร์ๆแบบนี้เหมือนกัน แต่พอปล่อยวางจิตใจได้ ผมก็พบว่าตัวเองรู้สึกสนุกไปกับฉากแอ๊คชั่นแบบระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบนี้ได้เหมือนกันครับ

แม้ลายเส้นกั๊ช!! จะไม่ค่อยสวยแต่สื่อถึงความรุนแรงระหว่างต่อสู้ได้ดีมาก และนอกจากฉากต่อสู้ที่มันส์หยดแล้ว ฉากดราม่าก็ทำได้ซึ้งด้วย ฉากตลกที่มาแทรกเป็นระยะๆก็ดูเพี้ยนดี
การออกแบบตัวละครเด็กปิศาจหลายตัวทำได้ดูเท่มาก มีตัวที่เห็นแล้วทำให้อยากดูฉากต่อสู้ของตัวละครตัวนี้อยู่หลายตัว
แต่ที่น่าชมคือ ตัวละครในเรื่องนี้ทุกคนมีบุคลิกโดดเด่นมาก หลายคนยังมีภูมิหลังที่เรียกน้ำตาคนอ่านอีกต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายร้าย
หลายครั้งจากที่เกลียดๆตัวละครตัวนี้อยู่แบบสุดๆ ก็มารู้สึกสงสารแทนเมื่อได้รู้ความจริงว่าทำไมเขาหรือเธอถึงทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้

เนื้อหาคร่าวๆก็คือ ทุก 1000ปี โลกปิศาจจะส่งเด็กปิศาจหนึ่งร้อยคนมาบนโลกพร้อมกับหนังสือเวทย์มนต์ เพื่อให้พวกเขาต่อสู้กันในศึกราชาโลกปิศาจ ซึ่งผู้ชนะจะได้กลายเป็นราชาของโลกปิศาจต่อไป
โดยเด็กปิศาจทุกคนจะต้องมีคู่หู่เป็นมนุษย์ด้วย เพราะมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะใช้พลังที่แท้จริงของเด็กปิศาจพวกนี้ผ่านหนังสือเวทย์มนต์ได้
และกั๊ช ก็ได้จับคู่กับคิโยมาโระ เพื่อเข้าต่อสู้ในศึกนี้ เพื่อจะเป็นราชาที่ทำให้ทุกคนมีความสุข ระหว่างนั้นเขาก็ได้เพื่อนใหม่มากหน้าหลายตา และเรียนรู้มนต์ใหม่ๆเอาไว้ต่อสู้กับเด็กปิศาจคนอื่นที่มีความประสงค์จะเป็นราชาในรูปแบบที่แตกต่างจากเขา

จำนวนตัวหนังสือ กับจำนวนช่องในแต่ละหน้า เรื่องนี้อยู่ประมาณกลางๆ บางช่วงตัวหนังสือเยอะเหมือนกัน แต่ก็มีช่วงแบบที่ว่าไม่บ่อยนัก

ข้อดี

- ฉากต่อสู้สนุกและรุนแรงมาก
- มีฉากตลกเพี้ยนๆปนทะลึ่งแทรกในบางโอกาส
- การใช้พลัง ไม่ค่อยมีเงื่อนไขซับซ้อนแบบการ์ตูนยุคใหม่หลายๆเรื่อง
- ลายเส้นสื่อถึงความรุนแรงตอนต่อสู้ได้สะใจ
- ฉากดราม่า ทำได้ดีสุดๆ  แม้จะไม่ซับซ้อนแบบฉากดราม่าในวันพีซ หรือกินทามะ(แต่ผมชอบอะไรที่อ่านแล้วเข้าถึงง่ายๆแบบมากกว่า) ภูมิหลังของตัวละครหลายตัวไม่ว่าฝ่ายดีฝ่ายร้าย สอนให้คนอ่านรู้ว่า คนเราต่างคนต่างก็มีเรื่องลำบากยากเข็ญของตัวเองที่ต้องเจอ

- ฉากเกี่ยวกับชีวิตของตัวละครต่างๆอ่านแล้วเพลินดี
- การจับคู่ต่อสู้ หลายครั้งคาดเดาได้ยากว่าใครจะได้สู้กับใคร
- การออกแบบเด็กปิศาจหลายตัวดูเท่มีเอกลักษณ์ที่หาไม่ได้จากเรื่องอื่น และน่าต่อสู้ด้วย


ข้อเสีย
- ลายเส้นไม่สวยนิดนึง แต่ทดแทนด้วยการสื่อถึงอารมณ์ต่างๆ ที่ทำได้ดีมาก
- การต่อสู้บางคู่ก็สนุก บางคู่ก็ไม่
- กระดาษไม่ค่อยดี เป็นกระดาษของ SIC ยุคเก่า  ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พิมพ์เป็นกระดาษดีๆแบบเรื่องอื่นรึเปล่า
- มีช่วงที่สนุกประมาณ 80%  อีก 20% ไม่ค่อยสนุกสำหรับผม

9/10  แม้จะมีข้อติอยู่บ้าง แต่ถูกความเจิดจ้าของข้อดีกลบมิดเลยครับ

ทำไมโทโดอินเซยะ



รีวิว: ทำไมโทโดอิน เซยะ อายุ 16 รูปหล่อ พ่อรวย แต่ดวงซวยหาแฟนไม่ได้?
Naze Toudouin Seiya 16-sai wa Kanojo ga Dekinai no ka?

เรื่องนี้ความยาว 8 เล่มจบ ในไทยออกมาครบแล้ว
จัดว่าเป็นการ์ตูนรักใคร่ๆไม่กี่เรื่องของ Luckpim ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านทั่วไปได้ครับ เพราะปรกติแล้วการ์ตูนของค่ายนี้จะเล็งผู้อ่านเฉพาะกลุ่มมากกว่า ซึ่งคือแนวที่เน้นตัวละครสาวน้อยเป็นหลัก มีลายเส้นที่เห็นปั๊ปก็รู้เลยว่ามาจากค่ายนี้แน่ๆ

ถึงผมจะไม่ใช่ผู้อ่านที่เน้นอ่านการ์ตูนแนวสาวน้อยหรือฮาเร็ม แต่แน่นอนว่า ผมก็ชอบการ์ตูนที่มีตัวละครสาวๆ (ไม่งั้นคงไม่เขียนรีวิวเรื่องนี้หรอก) เพียงแต่การ์ตูนที่ผมอ่าน เนื้อหามันต้องอยู่ในขอบเขตของตลาดการ์ตูนปรกติหน่อย และความสนุกต้องมาก่อนด้วย ผมเลยมีตัวเลือกไม่มากนัก


ทำไมโทโดอิน เซยะฯ เป็นการ์ตูนที่อยู่ตรงกลางระหว่างการ์ตูนที่เต็มไปด้วยตัวละครสาวๆน่ารัก กับโลกแห่งความจริงที่สนุกเรื่องหนึ่ง และต่างกับการ์ตูนหลายเรื่อง ที่มักจะสร้างพระเอกที่ไม่ได้สนใจเรื่องรักๆใคร่ๆ แต่ดันมีผู้หญิงมากมายมาชอบ  เพราะพระเอกเรื่องนี้ พยายามทุกอย่างเพื่อหาคนที่จะรักตัวเองให้ได้ซักคน

ในเรื่องเต็มไปด้วยสาวๆมากหน้าหลายตาที่พระเอกจะได้เจอ แต่ขณะเดียวกันเรื่องนี้ก็ไม่ได้โอนอ่อนตามความต้องการของคนดูด้วยการให้พวกเธอมารุมรักตัวเอกแบบที่การ์ตูนหลายเรื่องทำกัน เพราะความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับสาวๆในเรื่อง ถูกสร้างให้เหมือนความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองเพศในชีวิตจริงซะมากกว่า คือ การที่ใครจะรักใครซักคน มันจะมีปัจจัยหลายๆอย่างมาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่า นิสัย บุคลิก หน้าตา ความเข้ากัน ฐานะ หรือปัจจัยอื่นๆ
ดังนั้นแม้พระเอกจะหล่อรวยนิสัยดี แต่เขาก็ต้องอกหักหลายครั้ง เพราะเขาขาดปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งข้างบนที่จะได้ครบครองหัวใจของสาวๆไป หรือบางครั้งก็เพราะสาวๆแค่อยากเป็นเพื่อนที่ดีกับเขาเท่านั้นเอง

ด้านการออกแบบตัวละครสาวๆในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะหน้าตา นิสัย บุคลิก การแต่งกาย รสนิยม จะเหมือนเด็กสาวๆในโลกแห่งความจริง มากกว่าสาวๆที่อยู่ในการ์ตูน
ระหว่างอ่านเราอาจรู้สึกว่าพวกเธอนิสัยเหมือนกับผู้หญิงที่เรารู้จักหน่อยๆ หรือในสมองอาจแว้บขึ้นมาว่าเราเคยเจอผู้หญิงท่าทางคล้ายๆแบบนี้ในชีวิตจริงมาแล้วก็ได้
การแต่งกายของสาวๆในเรื่อง ก็ดูเหมือนเสื้อผ้าที่ผู้หญิงจะเลือกใส่จริงๆและทันสมัย ดูแล้วไม่รู้สึกว่าชุดนี้ถูกออกแบบจากจินตนาการของนักวาดผู้ชายเอาเองเลย (ก็คนวาดเป็นผู้หญิงนี่เนาะ)
ตัวละครชายถ้าไม่นับพระเอก ก็ไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไหร่ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีสำหรับคนที่ไม่อยากอ่านการ์ตูนแนวรักๆใคร่ๆ ที่มีตัวละครชายตัวอื่นโผล่มาให้ขมลิ้นเล่น

ความสนุกของเรื่องนี้จึงมาจากพล็อตแนวความรักที่พระเอกพยายามจะหาแฟนให้ได้ กับตัวละครหญิงที่ดูสมจริง และฉากตลกเมื่อพระเอกทำอะไรเปิ่นๆจนเสียหน้า (โดยเฉพาะเล่ม7 ที่ฮามาก ทั้งที่ใกล้จะจบแล้ว) มีดราม่าบ้างแต่ก็อยู่ในระดับเบา ยกเว้นเล่มสุดท้ายที่เนื้อเรื่องจะหนักหน่อย

เรื่องนี้ดำเนินไปจากมุมมองของพระเอกที่ชื่อว่า เซยะ คนอ่านจะเห็นว่าเขาตกหลุมรักใครบ้าง เขาปฏิบัติกับผู้หญิงที่ชอบยังไง เขาทึกทักเอาว่าอีกฝ่ายคิดแบบไหนกับเขาอยู่ จากนั้นคนอ่านและเซยะ ก็จะร่วมกันเดินทางไปด้วยกันจนถึงบทสรุปว่า ตกลงแล้วสาวน้อยคนนั้นคิดยังไงกับเขาบ้าง
เราจะไม่มีทางรู้ความนึกคิดจากตัวละครอื่นเลย สิ่งที่คนอ่านจะรู้ได้ก็คือท่าทางของฝ่ายหญิงตามที่เซยะเห็นเท่านั้น เราจึงรู้สึกผูกพันธ์กับพระเอกเพราะได้เห็นสิ่งต่างๆผ่านมุมมองเดียวกัน
นอกจากนี้เซยะก็มีข้อบกพร่องที่ดูน่าสงสารหลายอย่าง เลยทำให้คนอ่านมีอารมณ์ร่วมไปกับเขาโดยไม่มีปัจจัยให้รู้สึกหมั่นใส้มาก

เนื้อเรื่องแบ่งเป็นบทๆ ว่าพระเอกจะไปตกหลุมรักสาวคนไหน และแต่ละช่วงก็ทำได้สนุกทั้งหมด ทั้งที่การ์ตูนที่แบ่งเป็นบทแบบนี้ ส่วนมากจะมีตอนที่ไม่สนุกปนมาบ้าง แต่สำหรับเรื่องนี้ผมว่าทำได้ดีเกือบหมดเลย (ยกเว้นเล่มสุดท้าย เพราะมันดราม่าไปนิด)

ปริมาณตัวหนังสือต่อหนึ่งหน้า และการแบ่งช่องต่อหนึ่งหน้า ทำได้เป๊ะมาก เวลาอ่านเรื่องนี้จึงอ่านแล้วลื่นไหลสุดๆ

ข้อดี
- เนื้อเรื่องไม่หนักไม่เบา กำลังดี และน่าติดตามทุกบท
- มีสาวๆมากหน้าหลายตา
- สาวๆในเรื่อง ถูกออกแบบให้ดูค่อนข้างสมจริง  แต่ก็ยังมีเสน่ห์แบบสาวๆในโลกการ์ตูนปนอยู่บ้าง
- ฉากตลก ฉากเสียหน้าของพระเอก ทำได้ทั้งตลกและน่าเห็นใจ
- พระเอกไม่น่าหมั่นไส้ ไม่ใช่แนว 'ฉันไม่อยากได้แฟนนะ' แล้วมีผู้หญิงมามะรุมมะตุ้มรุมรัก หรือเป็นคนสมบูรณ์แบบจนคนอ่านไม่มีอารมณ์ร่วม
- กระดาษดี

ข้อเสีย
- เล่มสุดท้าย ดราม่าไปนิด
- ไม่มีฉากเซอร์วิส (แต่ก็ไม่จำเป็นสำหรับเรื่องนี้เลย)

8/10 ครับ  เป็นเรื่องที่หยิบมาอ่านได้หลายรอบเลยแหละ

Monday, May 9, 2016

Pumpkin Scissors


รีวิว หน่วยพิทักษ์ธรณิน Pumpkin Scissors(สนพ. วิบูลกิจย์ ออกถึงเล่ม 17 ญี่ปุ่น 20)


เรื่องนี้ตอนแรกผมนึกว่าจะเป็นการ์ตูนเกี่ยวกับหน่วยงานหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ของตัวเองเป็นตอนๆไม่มีอะไรซับซ้อนซะอีก
แต่พออ่านไปหลายเล่มก็เลยได้รู้ว่า เป็นการ์ตูนที่เนื้อหาลึกมาก โลกและตัวละครในเรื่องเต็มไปด้วยรายละเอียด  ฉากต่อสู้ก็รุนแรงสะใจ แขนขาดขาขาด คนตายเกลื่อน และมีการคอยแทรกความรู้ในแง่มุมต่างๆเป็นระยะๆ
แต่ต้องเตือนไว้ก่อนว่าพอเล่ม 10 ขึ้นไป ฉากแอ๊คชั่นจะลดน้อยลง จนแทบไม่มีเลย เพราะคนวาดไปเน้นด้านเนื้อเรื่องอย่างเดียวแทน และในเรื่องก็ไม่มีพวกเวทย์มนต์ หรือพลังพิเศษด้วย

ก่อนเล่ม10 จะมีสัดส่วนราวๆ เนื้่อเรื่อง 70%  ฉากต่อสู้ 30%
พอเล่ม 10 กลายเป็น เนื้อเรื่องล้วนๆ 95% จนกระทั่งผ่านไป 4-5 เล่ม ฉากต่อสู้ถึงจะเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้ง แต่พอถึงตอนนี้ เนื้อเรื่องก็จะไม่อ่านง่ายเหมือนเล่มแรกๆแล้ว เวลาอ่านเลยไม่ค่อยไหลลื่นเท่าเดิม

Pumpkin Scissors  เกิดขึ้นในโลกหลังสงคราม  (ที่มีระดับเทคโนโลยีประมาณสงครามโลกครั้งที่1)
เนื้อเรื่องกล่าวถึงสงครามระหว่าง 2 ประเทศใหญ่ที่พึ่งจบไปทำให้ประชาชนต้องอยู่อย่างแร้นแค้น ไร้อาหาร ไม่มีงานทำ และข้าราชการบางกลุ่มก็ถือโอกาสที่รัฐมีงานล้นมือ เข้ามาปกครองกดขี่ประชาชน หรือมามอมเมาด้วยยาเสพติด
แม้ปัญหาในโลกหลังสงครามจะมีมากมาย แต่ทางรัฐก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เป็นเพราะงานล้นมือ หรือไม่ก็แกล้งเป็นมองไม่เห็น กระนั้นก็มีการตั้งหน่วยเล็กๆหน่วยนึง ให้มาแก้ปัญหาและบรรเทาปัญหาที่กล่าวมา ซึ่งก็คือหน่วย พัมพ์คิน ซิสเซอร์ นั่นเอง

แต่เรื่องนี้จะไม่มีอะไรเลย ถ้ามันเป็นแค่เรื่องเกี่ยวกับหน่วยพัมพ์คิน ซิสเซอร์ มาแก้ไขความทุกข์ร้อนของคนในยุคหลังสงครามอย่างเดียว
เพราะทุกอย่างเริ่มซับซ้อนขึ้น ตั้งแต่ที่หน่วยนี้รับพระเอกเข้ามาอยู่ด้วย เนื่องจากเขาเกี่ยวพันกับโครงการมนุษย์ทดลองลับที่รัฐบาลสร้างไว้ตั้งแต่ช่วงที่สองประเทศยังรบกัน
ทำให้คนในหน่วยที่ถือพระเอกเป็นเพื่อน พยายามเสาะสืบให้ได้ว่ารัฐบาลได้ทดลองทำอะไรกับร่างกายของชายคนนี้บ้าง เพราะแม้แต่เจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าเขาถูกทำอะไรไปเหมือนกัน แต่ยิ่งพวกเขาสืบเรื่องเกี่ยวกับพระเอกมากเท่าไหร่ หน่วยพัมพ์คิน ซิสเซอร์ ก็พบเรื่องลับๆที่รัฐบาลหมดเม็ดไว้มากขึ้นเท่านั้น

แม้ว่าเรื่องราวในอดีตที่กำลังถูกขุดคุ้ยจะเต็มไปด้วยอันตราย ความร้ายกาจอีกเรื่องก็กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันเช่นกัน องค์กรลึกลับแห่งหนึ่ง กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ดิน เพื่อทำบางอย่างกับประเทศที่ยังไม่ฟื้นจากพิษสงครามนี้

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือภาพรวมคร่าวๆของ Pumpkin Scissors ครับ เนื้อหาของเรื่องนี้ทั้งลึกและละเอียด เป็นการ์ตูนที่ตอนแรกดูเหมือนจะบู๊ แต่จริงๆเน้นการดำเนินเรื่องมากกว่า แบบพวก Full metal Alchemist หรือ Evangelion อะไรแบบนี้

นอกจากเนื้อเรื่องที่จริงจังและน่าติดตามแล้ว ข้อมูลที่แทรกเข้ามาในเรื่องก็น่าสนใจเหมือนกัน ส่วนมากจะเป็นข้อมูลกว้างๆเกี่ยวกับ การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาพรวมของวงการเทคโนโลยี ผลกระทบของสิทธิบัตร
พูดง่ายๆว่า  ข้อมูลที่ได้จากการ์ตูนเรื่องนี้ จะทำให้เราเข้าใจขึ้นมาหน่อย เวลาดูข่าวในโทรทัศน์เกี่ยวกับต่างประเทศ หรือ เทคโนโลยี เพราะมันจะสอนภาพรวมให้เราเข้าใจข่าวที่อยู่ไกลตัวพวกนั้นขึ้นมานิดนึง

ทางด้านความไหลลื่นของการอ่านเรื่องนี้ เล่มแรกๆยังอ่านไหลลื่นกลางๆ  ส่วนเล่มที่เน้นเนื้อเรื่อง จะไม่ไหลลื่นเลยครับ ต้องตั้งใจอ่านประมาณนิยายเรื่องหนึ่งเลย  เพราะช่วงหลังตัวหนังสือเยอะ จำนวนช่องต่อหนึ่งหน้าก็พอสมควร

ข้อดี
- เนื้อเรื่องลึก ละเอียด มีเอกลักษณ์  หาคนแต่งเรื่องให้ดีแบบนี้ได้ยาก อ่านแล้วรู้สึกว่าคนแต่งมีความรู้รอบตัวสูง
- ตัวละครก็ลึก มีแนวคิดน่าสนใจ  จิตวิทยาที่มาจากตัวละครบางตัวอ่านสนุกดี
- ข้อมูลมีประโยชน์ ส่วนมากเป็นข้อมูลเชิงเอาไว้ประดับสมองเล่น และเอามาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดในโลกจริงๆได้
แต่ไม่ใช่ข้อมูลแนวที่เอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันทีเลยแบบไอ้หนุ่มราเม็งเปิปพิสดาร
- ฉากต่อสู้มันส์  รุนแรง แต่ไม่ค่อยมีนัก
- บางฉากก็เรียกอารมณ์ให้คนอ่านคล้อยตามได้ดี

ข้อเสีย
- หลังๆเน้นเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองมากไป  ไม่มีอาหารที่เคี้ยวง่ายๆแบบ ฉากต่อสู้ ฉากตลก หรือฉากอื่นเลย  เน้นความเข้มข้นของเรื่องอย่างเดียว
- ฉากวับๆแวมๆ ถูกเซนฯเกลี้ยง

7.5/10 ครับ
เป็นการ์ตูนที่เนื้อหาดีมาก เอกลักษณ์สูง แต่ต้องเพ่งสมาธิอ่านสุดๆ ถ้านับเนื้อเรื่องอย่างเดียวคงได้คะแนนเกือบเต็ม  แต่ถูกปัจจัยหลายๆอย่างหักคะแนนไป เช่น ความไหลลื่นในการอ่าน ฉากต่อสู้ที่มีน้อยไปหน่อย
ถ้าใครชอบอ่านการ์ตูนหรือนิยายที่เน้นเนื้อเรื่องเครียดๆ และน่าติดตาม แต่ไม่ค่อยมีฉากสะใจ เรื่องนี้เป็นตัวเลือกที่ดีเลยครับ ไม่ใช่อะไรที่ธรรมดาๆแน่ๆ

Monday, April 11, 2016

One Punch Man


รีวิว  One Punch Man
จริงแล้วๆผมไม่อยากรีวิวเรื่องที่ดังๆซักเท่าไหร่ เพราะยังไงคนก็รู้จักกันเยอะอยู่แล้ว แต่เดี๋ยวคนอ่านบล็อคจะนึกว่าผมเป็นพวกอินดี้ที่อ่านแต่การ์ตูนที่คนไม่รู้จัก เลยเขียนๆซักหน่อยครับ

เรื่องนี้้เป็นการ์ตูนที่อ่านง่ายมาก ประมาณว่าหยิบมาอ่านปุ๊ปก็มันส์ปั๊ป จุดเด่นคือเนื้อเรื่องที่เข้าใจง่ายแต่ออกแบบมาอย่างฉลาด การสร้างอารมณ์ร่วมก่อนต่อสู้ทำได้ดี และฉากอัดกันก็มันส์พอควร

เนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับฮีโร่คนหนึ่งชื่อว่า ไซตามะ เขาเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่ก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย เขาคอยปราบศัตรูที่ฮีโร่คนอื่นสู้ไม่ไหวโดยไม่มีใครรู้ว่าเป็นฝีมือของเขา ขณะเดียวกันเจ้าพวกตัวที่ร้ายกว่าก็โผล่มาในเนื้อเรื่องเรื่อยๆ ทำให้การต่อสู้แต่ละครั้งมีความซับซ้อนขึ้น แม้ว่าทุกครั้งเขาจะชนะด้วยหมัดเดียวจอดก็ตามแต่ตัวเรื่องก็พยายามสร้างกลิ่นอายชวนน่าสงสัยว่า สุดท้ายแล้วชายที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ฮีโร่คนนี้ จะได้เจอปรปักษ์ที่ร้ายกาจกว่าเขารึเปล่า
และความยุ่งยากก็ไม่จบแค่นั้น หลังจากต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวได้ไม่นาน ไซตามะก็ดันมีเอี่ยวไปรับลูกศิษย์คนหนึ่ง ที่อาจลากเขาให้ไปเปิดศึกกับศัตรูที่ร้ายกาจด้วย ไหนจะเรื่องความขัดแย้งของสมาคมฮีโร่ที่เขาพึ่งไปสมัครอีก

แม้ว่าการ์ตูนเรื่องนี้จะเดินในรูปแบบ Villain of the week ซึ่งประมาณว่าพระเอกจะต้องสู้กับผู้ร้ายแต่ละตัวแล้วจบเป็นตอนๆ
แต่เนื้อหากลับมีความซับซ้อนแฝงไว้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นที่มาของพวกสัตว์ประหลาด(แต่ผู้แต่งอาจตั้งใจละไว้ก็ได้) อดีตของฮีโร่ต่างๆรวมทั้งลูกศิษย์ของไซตามะ ปมลึกลับอื่นๆในสมาคมฮีโร่ หรือความสงสัยว่าจะมีใครเก่งทัดเทียมกับพระเอกรึเปล่า
One Punch Man จึงเป็นการ์ตูนที่มีโครงเรื่องใหญ่แอบแฝงไว้ระหว่างตอนปรกติที่พระเอกไปบู๊กับสัตว์ประหลาด ขณะที่เนื่้อหาที่เป็นผิวหน้า คือการปราบฝ่ายร้าย ก็ทำได้น่าสนใจทุกตอน ความสนุกที่มาจากเนื้อเรื่องจึงไม่มีข้อบกพร่องเลย ไม่ว่าโครงเรื่องโดยรวม หรือเนื้อหาที่เป็นตอนๆ

จุดโดดเด่นที่สุดของเรื่องนี้คือการสร้างอารมณ์ร่วม ให้คนอ่านอยากเห็นการต่อสู้ระหว่างตัวเอกกับตัวร้ายเกิดขึ้น เพราะว่าพระเอกเก่งมาก การต่อสู้จึงจบเพียงในพริบตาเดียว ตัวพล็อตจึงเน้นไปที่การสร้างบริบทก่อนที่การต่อสู้ตัดสินจะเริ่ม เช่น กว่าไซตามะจะได้สู้กับตัวร้ายตัวนี้ มันได้สร้างความเสียหายให้แก่เมืองแค่ไหน และขยี้ฮีโร่คนอื่นๆไปกี่คน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำได้ดีมากๆและเป็นเอกลักษณ์เด่นของเรื่องนี้

ความไหลลื่นในการอ่านแต่ละหน้าของเรื่องนี้ค่อนข้างสูงครับ ช่องใหญ่ คำพูดพอดีๆ ช่วงหลังการ์ตูนจากจั๊มป์จะไม่ค่อยมีการแบ่งช่องให้อ่านลื่นๆแบบนี้แล้ว

ข้อดี
- พล็อตไม่ซ้ำใคร แทนที่จะให้พระเอกสูสีกับคนอื่น ก็สร้างให้พระเอกเก่งเกินเอื้อมสำหรับคู่ต่อสู้ไปเลย
- มีความสนุกจากฉากต่อสู้ และฉากสร้างอารมณ์ร่วมให้อยากเห็นพระเอกสอยตัวร้ายซะ
- ลายเส้นสวย
- กระดาษของไพเรทดี  ของNED ก็เกือบดี
- เนื้อเรื่องอ่านได้ลื่นมาก

ข้อเสีย
- ปกของฉบับที่ NED พิมพ์บางมาก จับแล้วรู้สึกไม่ค่อยเข้าคู่กับตัวหนังสือ

9.5/10 ครับ  
เรื่องนี้ได้คะแนนน้อยกว่า DoroheDoro ครึ่งคะแนน ทั้งที่ One Punch Man สนุกกว่า อ่านง่ายกว่า เป็นเพราะผมชอบเทคะแนนให้เรื่องที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แบบ DoroheDoro น่ะครับ
เพราะการจะวาดเรื่องให้ออกมาสไตล์นั้นได้ คนเขียนต้องมีมุมมองต่อโลกแบบเฉพาะตัวสุดๆ กระทั่งมีชีวิตที่แปลกกว่าชาวบ้าน ซึ่งผมคิดว่านักวาดประเภทนี้หาได้ยากกว่าคนที่แต่งเรื่องเก่งๆ แบบคนแต่ง One Punch Man ครับ แต่ก็เป็นแค่รสนิยมส่วนตัวที่แปลกๆของผมแหละ

Saturday, March 12, 2016

Assassination Classroom



Assassination Classroom เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ผมได้อ่านเพียงเล่มแรกๆ แล้วรู้สึกไม่ชอบ จนเลิกอ่านไปหลายปี จากนั้นพอได้กลับมาลองอ่านอีกที ก็ค่อยรู้ว่าตัวเองเกือบพลาดเรื่องสนุกๆนี้ไปแล้ว
ที่ผ่านมาก็มีการ์ตูนที่ผมมารู้สึกชอบทีหลังแบบนี้เหมือนกัน อย่าง หงสาจอมราชันย์,  วากาบอนด์, Claymore, Gundam Origin

เรื่องนี้เป็นการ์ตูนแนวชีวิตในโรงเรียนที่ผสมกับเนื้อหาเกี่ยวกับนักฆ่า ซึ่งคำว่านักฆ่าในที่นี้ก็ไม่ใช่อะไรโหดๆเลย แต่จะออกมาในแนวเก๋ๆอย่าง หนังสายลับแบบ เจมส์ บอนด์ ซะมากกว่า  คือคนอ่านจะรู้ว่าตัวละครนี้เป็นนักฆ่า แต่ก็ไม่รู้สึกจริงจังอะไรมาก นอกจากคิดว่า เก่งและเท่ดีเท่านั้น

เนื้อเรื่องคร่าวๆคือ นักเรียนม.3 ในห้อง E ของโรงเรียนคุนุกิงาโอกะ ได้ถูกมอบหมายภารกิจสำคัญจากรัฐบาลให้ฆ่าครูประจำชั้นคนใหม่ของพวกเขา ซึ่งเป็นสัตว์ประหลาดมีความสามารถและความเร็วเหนือมนุษย์ ชื่อโคโระ โดยมีเงินหนึ่งหมื่นล้านเยนเป็นรางวัล ถ้าพวกเขาฆ่ามันได้
ด้วยเหตุนี้ เหล่าเด็กนักเรียน จึงต้องไปเข้าเรียนกับ อ.โคโระ เหมือนกับเวลาเรียนปรกติ ขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องหาทางฆ่าสิ่งมีชีวิตที่มีพลังเหนือโลกตัวนี้ให้ได้ด้วย

ความสนุกของตัวเรื่อง จะมาจากการได้ชมชีวิตประจำวันระหว่างนักเรียนกับอาจารย์ ที่ฝ่ายหนึ่งคิดจะฆ่าอีกฝ่าย ส่วนฝ่ายที่จะถูกฆ่า ก็พยายามทำตัวเป็นอาจารย์ที่รักนักเรียนแบบจริงจังสุดขีด

เนื้อหาเรื่องนี้จึงเต็มไปด้วย ฉากตลกๆ ฉากความสัมพันธ์ระหว่างทุกคนในชั้นเรียน และก็มีเนื้อหาตอนยาวๆที่เข้มข้นแทรกมาเป็นระยะ ซึ่งตอนยาวๆพวกนี้ มักจะเกี่ยวกับ การพยายามฆ่า อ.โคโระ จากบุคคลภายนอก หรือไม่ก็ การแข่งขันระหว่างห้อง E กับ ห้องนักเรียนหัวกะทิ รวมทั้งดราม่าจากอดีตของตัวละครในเรื่อง เรียกว่ามาครบเลยครับ ทั้งฉากตลก ฉากต่อสู้ หรือตอนที่เนื้อเรื่องดีๆ
และฉากต่อสู้ก็ไม่ใช่แนวใช้พลังใส่กันตู้มๆบึ้มๆ ด้วย แต่จะออกมาในแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมแทน ยกเว้นบางฉากที่ออกแนวพลังปะทะพลังบ้าง

ทางด้านการกำกับเรื่อง ก็ทำได้เยี่ยม ไม่มีตอนไหนที่รู้สึกว่ายืดยาวเกินไป ทุกช่วงของเนื้อหาจะจบก่อนที่คนดูจะเบื่อหมด แล้วจึงขึ้นเนื้อหาใหม่ จัดว่าเป็นนักวาดที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ไม่มีการออกทะเลใดๆเลย

ทางด้านตัวละคร  ปกติแล้วผมจะไม่ค่อยชอบตัวละครที่เก่งเวอร์แบบตัวละครหลักอย่างอาจารย์โคโระ ที่เคลื่อนไหวได้เหนือมนุษย์ ไหวพริบดี สอนหนังสือได้แทบทุกวิชา ซักเท่าไหร่ เพราะรู้สึกเหมือนตัวละครประเภทเก่งสมบูรณ์แบบนี้ถูกสร้างมาเพื่อให้ถูกชื่นชมเท่านั้น

แต่คนวาดเรื่องนี้กลับทำให้ตัวละครอย่าง อ.โคโระ ดูไม่น่าอึดอัดเลย เพราะนอกจากคุณสมบัติเก่งกาจแล้ว ข้อด้อยของอาจารย์ก็มีเพียบ ไม่ว่าจะจิตใจเปราะบาง รักนักเรียนมากๆ ลามก แถมยังมีบทให้ถูกคนโน้นคนนี้รังแกบ่อยๆแม้จะมีพลังมากกว่าคนอื่นก็ตาม
และเป็นตัวละครที่เล่นมุขได้ฮาสุดในเรื่องด้วย จึงเป็นตัวละครหลักที่สมควรได้รับบทเป็นผู้ขับเคลื่อนเนื้อเรื่องมากที่สุด

นอกจากนี้เรื่องนี้ก็เต็มไปด้วยตัวละครเด็กหนุ่มๆสาวๆ เลยเป็นอาหารตากับคนที่ชอบตัวละครสาวๆน่ารักอย่างผมได้เป็นอย่างดี
โชคดีที่ในเรื่องไม่ค่อยมีตัวละครคุณสมบัติประหลาดเยอะนัก อย่างมากก็มีแค่พวกนักฆ่า หรือ[SPOIL นิดๆ]คนที่มีพลังบางอย่างเหมือน อ.โคโระ หรือที่ต่างไปจากพวกสุดก็คือ ริสึ สาวน้อยสมองกลที่มีชีวิตอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่เธอก็ไม่ได้ดึงเรื่องให้พิสดารอะไรมาก เพราะริสึมีหน้าที่เป็นอุปกรณ์แสนสะดวกที่ทำให้เรื่องเดินไปโดยไม่ต้องอธิบายอะไรซะมากกว่า เช่น แฮกคอมพิวเตอร์ แฮกมือถือเพื่อแจกจ่ายข้อความให้นักเรียน

เพราะอย่างนี้เราจึงไม่ได้เห็นตัวละครที่ออกมากันเกร่อในการ์ตูนเรื่องอื่น เช่น มิโกะ นินจา สาวน้อยใส่ผ้าคาดปิดตา สาวไอดอล สาวอัจฉริยะIQ180 ใน Assassination Classroom และมันก็เป็นเรื่องดี เพราะตัวละครที่มีคุณสมบัติหลากหลายมากๆ จะทำให้เรื่องดูเละเทะเกินไป และรู้สึกเหมือนพยายามยัดเยียดให้คนอ่านชายชอบด้วย

แต่ก็ต้องเตือนไว้ก่อนว่า เรื่องนี้ไม่ได้เจาะจงตัวละครสาวๆมากนัก ส่วนมากจะได้บทแบบเบาบางกันทั้งหมดไม่ว่าหญิงหรือชาย เพราะคนวาดเน้นการนำเสนอภาพรวมของเนื้อเรื่อง มากกว่าจะเอานิสัยและชีวิตของตัวละครมาเป็นเนื้อหาหลัก
ผมชอบการนำเสนอแบบนี้มาก เพราะมันเหลือพื้นที่ให้คนอ่านจินตนาการเอาเองว่าตัวละครแต่ละตัวเป็นยังไง
ถึง AC จะไม่ได้มีฉากเซอร์วิส หรือเรื่องราวทะลึ่งตึงตังเลย แต่คนวาดก็แอบใส่มันในการ์ตูนอย่างจางๆ เพื่อตอนสนองนี้ดให้คนอ่านชายด้วยนิดหน่อย เช่นฉากยั่วยวนของอ.บิซ  การพูดถึงเรื่องไซส์หน้าอกของสาวๆ แต่ก็อย่างที่บอก มีฉากแบบนี้ในเรื่องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ในเรื่องจะมี 'เกร็ด' ความรู้เข้ามาสอดแทรกในบางครั้งบางคราว ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และอื่นๆ แต่ออกแนวเอาไว้รู้ประดับสมองเท่านั้น
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เด่นกว่าความรู้พวกนี้ คือสิ่งที่โคโระสอนนักเรียนเรื่องสังคมภายนอก ว่าโลกที่รอพวกเขาอยู่หลังจากเรียนจบ จะเต็มไปด้วยคน(น่ารังเกียจ)ประเภทใดบ้าง และเขาก็พยายามทำให้นักเรียนไม่เป็นคนแบบนั้น
แม้ในเรื่องจะเอ่ยถึงความน่ากลัวของสังคมอยู่บ่อยๆ แต่คนวาดก็ไม่ได้ให้รายละเอียดลงลึกอะไรนัก คงเป็นเพราะไม่อยากให้เรื่องมันหนักไป หรือไม่ก็ถูกฝ่าย บก เบรคไว้ก็ได้

จำนวนตัวอักษรและจำนวนกรอบภาพต่อหนึ่งหน้า อยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงนิดนึง แต่ก็ยังอ่านได้ค่อนข้างไหลลื่น
สมมุติว่า เรื่องที่ตัวหนังสือน้อยๆกรอบน้อยๆต่อหนึ่งหน้าอย่างบากิ กับจอมโหดกะทะเหล็กได้ 1 คะแนน
ขณะที่เรื่องที่ตัวหนังสือเยอะ กรอบภาพหนาแน่นในหนึ่งหน้ากระดาษ อย่าง วันพีซ เนกิมะ ฮายาเตะ ได้ 10 คะแนน
เรื่องนี้จะอ่านไหลลื่นประมาณ 6 คะแนนครับ อ่านแล้วไม่ค่อยสะดุดอยู่หน้าใดหน้าหนึ่งนานๆ

สรุป: เป็นเรื่องที่อ่านได้เพลินๆ สำหรับคนที่อยากอ่านอะไรตลกๆ เนื้อเรื่องดี แต่ไม่หนักมาก ไม่เจาะจงเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครมากเกินไป และมีตัวละครสาวๆให้ดูเล่นบำรุงสายตาบ้าง

ข้อดี
- มีฉากตลกพอสมควร และค่อนข้างฮา
- เนื้อเรื่องดี และหลากหลาย แต่ละช่วงของเนื้อเรื่องไม่ค่อยยืด และไม่ออกทะเล ถ้าเป็นคนอื่นวาด ผมว่าคงมีการยัดฉากต่อสู้เข้ามามากกว่านี้จนเรื่องเละเทะแล้ว
- รักษาความหนักของเรื่องได้ดี ไม่มีอะไรให้เครียดมาก แต่ก็ไม่เฮฮาจนรู้สึกกลวงโบ๋

- ตัวละครหลักอย่าง อ.โคโระ ทำให้เรื่องนี้สนุกมาก ทั้งเก่งและอ่อนแอในเวลาเดียวกัน ในเรื่องอื่น ตัวละครเก่งๆแบบนี้มักจะได้บทโชว์ความเก่งและบทพูดซึ้งๆมากไปจนน่าหมั่นไส้
- ตัวละครสาวๆถูกออกแบบให้ดูเรียบๆไม่หวือหวา  และไม่มีบทโดดเด่น จนคนอ่านรู้สึกเหมือนถูกยัดเยียดให้ชอบ
แต่พวกเธอก็ยังมีเสน่ห์แบบธรรมชาติ จนเพิ่มความน่าสนใจให้กับการ์ตูนเรื่องนี้ได้เหมือนกัน
- กระดาษดีมาก  ข้างในปกมีสีด้วยแหละ


ข้อเสีย
- มีตัวละครแนวเก๊กๆอยู่บ้าง  แต่ก็ไม่ออกมาเยอะจนน่ารำคาญ
- บางครั้งตัวละครก็มีบทพูดแนวปรัชญาชีวิตที่เชื่อมโยงกับความเป็นนักฆ่าแบบดูฝืนๆขึ้นมา เหมือนกับคนวาดและฝ่ายบก.คิดว่าเรื่องนี้มีธีมนักฆ่า ก็เลยต้องใส่ปรัชญาให้ออกแนวนักฆ่าเข้ามาในเรื่องด้วย จะได้ไม่ดูเหมือนขาดอะไรไป
- ตอนยาวบางตอนไม่ค่อยสนุก แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ทนอ่านได้

8.5/10 ครับ  น่าจะเป็นเรื่องที่ผมสามารถหยิบมาอ่านได้บ่อยเลย  ถ้ามีตอนสั้นๆตลกๆมากกว่านี้ ก็จะให้ 9-9.5อยู่หรอก

Friday, March 4, 2016

The Shield


The Shield  (ซีรี่ย์ฝรั่ง 7 seasons จบ)

ถ้าใครอยากจะดูซีรี่ย์ ที่พระเอกโฉดๆแบบ Breaking Bad กับ Dexter ก็ขอแนะนำเรื่องนี้เลยครับ  เป็นเรื่องที่สนุกติด 1 ใน 4 สุดยอดซีรี่ย์ของผมเลย  (อันดับ1. Scrubs  2-3. Game of Thrones กับ The Wire คะแนนพอๆกัน  4. The Shield) เสียดายว่าเรื่องนี้ไม่มีซับไทย จึงเหมาะกับคนที่อ่านซับฝรั่งได้อย่างเดียว

เนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตตำรวจจอมวายร้ายของ วิก แม๊คกี้ และเพื่อนร่วมทีมอีกสามคม ที่ร่วมกันใช้อำนาจตำรวจ มาคุมเขตฟาร์มมิงตันด้วยวิธีที่ทั้งถูกกฏหมายและผิดกฏหมาย แม๊คกี้จะคอยกวาดล้างผู้ร้ายเลวๆ ขณะเดียวกันเขาก็ใช้พวกมันเป็นเครื่องมือหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองด้วย วิธีการต่อกรกับผู้ร้ายแบบไม่สนกฏหมายของเขา ทำให้สถิติการจับกุมจากทีมของวิกอยู่ในระดับเยี่ยม จนผู้หลักผู้ใหญ่ในกรมไม่กล้าว่าอะไร

แต่ใช่ว่าเรื่องนี้จะแสดงแต่ความชั่วร้ายของวิกอย่างเดียว เพราะอีกครึ่งของเรื่องที่วิกทำ ก็เป็นเรื่องดีด้วย เช่นแจกจ่ายเงินให้คนที่ไม่มีจะกิน และเขาก็ยังมีความอ่อนแออีกมากมายจนผู้ชมเกลียดเขาไม่ลงเหมือนกัน

แรกๆที่ดู คนดูอาจจะตีตราวิกไว้ว่า เป็นพระเอกชนิดที่เป็นตัวร้ายไปตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะวีรกรรมชั่วร้ายที่เขาทำไว้ตั้งแต่ตอนที่หนึ่ง แต่พอผ่านไปซักพัก เมื่อเนื้อเรื่องเริ่มมีตัวร้ายระดับเลวจริงๆปรากฏตัวขึ้นมา คนดูก็จะเริ่มเรียกหาตัวละครที่มีสีเทาเข้มแบบวิก ให้จัดการพวกมันซะ ซึ่งมันคือเอกลักษณ์ของเรื่องนี้ ใช้คนชั่วระดับที่ยอมรับได้ ไปจัดการคนชั่วที่เลวร้ายเกินทน วิกไม่ทำให้คนดูผิดหวังแน่นอน

นอกจากจะโฟกัสไปที่วิกและลูกทีมที่เป็นตำรวจเลวแล้ว ตัวเรื่องก็นำเสนอตำรวจคนอื่นๆในสถานีฟาร์มมิงตันด้วย เช่นตำรวจทั่วไปอย่าง แดนเนียล ตำรวจสาวที่เป็นกิ๊กกับใครบางคนในสถานี จูเลี่ยนตำรวจผิวดำที่มีความสับสนบางอย่างในใจ อเซเวดา สารวัตรใหญ่ประจำสถานี ที่อยากสร้างผลงานเพื่อสมัครเป็นผู้ว่า

แต่ตัวละครรองที่ดูแล้วสนุกสุดในเรื่องก็คือ  คู่หูนักสืบ ดัช กับ คลอเด็ต เนื้อเรื่องของทั้งคู่ได้อารมณ์คนละอย่างกับทีมของวิก ที่จะเน้นการรับมือกับพวกแก๊งต่างๆ  เพราะนักสืบคู่นี้จะเน้นรับคดีพวกฆาตรกรโรคจิต หรือไขคดียากๆ ซึ่งเน้นเนื้อหาทางจิตวิทยาเป็นหลัก ทำให้ The Shield  มีความสนุกหลายรสชาติเลย ไม่ว่าจะเป็นด้านบู๊ของพวกวิก ด้านดราม่าของตำรวจคนอื่น และการสืบสวนของดัช

อย่างไรก็ตาม ตัวละครรองต่างๆ ก็ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้เรื่องนี้ดูหลากหลายเท่านั้น เนื้อเรื่องของแต่ละคนจะเริ่มเข้ามาขมวดอยู่กับทีมของวิกจนเป็นปมเส้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเรื่องเดินไปพักหนึ่ง จนไปถึงบทสรุปสุดท้าย ที่จบได้อย่างลงตัว

ทางด้านตัวร้ายใน The Shield  ก็ทำได้ดีมาก แต่ละซีซั่นมีตัวร้ายเด่นๆต่างกัน พวกเขาแต่ละคนสร้างความเสียหายให้แก่ตัวละครหลักได้จริงจัง จนชีวิตของฝ่ายตำรวจเปลี่ยนไปหลังจากได้เจอวายร้ายเหล่านี้ การต่อสู้ในเรื่องไม่ใช่การเอาปืนยิงกันเปรี้ยงๆ แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะทำให้ชีวิตอีกฝ่ายเลวร้ายลงได้แค่ไหน (แต่ก็มีคนตายเกลื่อนอยู่ดีแหละ)

นอกจากเรื่องตัวร้ายแล้ว ความเข้มข้นของเรื่องก็มาจากสารพันปัญหาที่วิกเจอ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากที่ทำงาน เพราะมีคนเริ่มล่วงรู้ถึงเรื่องชั่วร้ายที่เขาทำ ปัญหาจากครอบครัว ซึ่งเขาสวมหน้ากากหลอกว่าเขาเป็นตำรวจที่ดี หรือปัญหาจากวีรกรรมเลวๆที่เขาเคยสร้างไว้  มีกระทั่งปัญหาจากคนอื่นที่โชคร้ายมาซวยถึงวิกด้วย
ปัญหารอบตัวของวิกใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และพอกพูนขึ้นทุกซีซั่น แม้วิกจะเป็นคนเลว แต่ผมก็ชื่นชมที่เขาไม่เจ็บแค้นโวยวายเรื่องปัญหาต่างๆที่รุมเร้าเข้ามาไม่หยุดไม่หย่อนเลย และการแก้ปัญหาของเขาก็ไม่ใช่วิธียอดมนุษย์ฉลาดเหนือชั้น แต่เป็นวิธีแก้ที่พอจะเอาตัวรอดไปได้อย่างครึ่งๆกลางๆ ซึ่งหลายครั้งก็ทำให้บางปัญหามันใหญ่กว่าเก่าอีก
สิ่งที่ผมได้จากเรื่องนี้มากสุด ก็คือการพยายามรับมือกับปัญหาต่างๆที่เข้ามาในชีวิตคนเราเรื่อยๆ
วิกไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ชีวิตจริงก็เช่นกัน มีหลายฉาก ที่วิกตีสีหน้าอดทนเมื่อเจอปัญหาใหม่ ก่อนจะบอกกับทุกคนว่า เขาจะรับภาระปัญหานี้เอง ถึงเขาจะแก้ปัญหาไม่ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็รู้วิธีที่จะอยู่กับมันอย่างสง่างามและไม่ให้เป็นภาระกับคนอื่น แม้ว่าชีวิตเขากำลังถูกกัดกร่อนด้วยปัญหาทีละน้อยก็ตาม

ถ้าจะเปรียบเทียบกับซีรี่ย์ดังๆอย่าง Breaking Bad  เรื่องนี้จะดูเป็นศิลปะน้อยกว่า แต่มีความดิบมากกว่า และไม่ยืดเยื้อเท่าครับ แต่ละตอนจะสนุกทันทีเลย ไม่ใช่ค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นเรื่อยๆจนกระทั่งมาระเบิดตอนสุดท้ายของซีซั่น แบบ Breaking Bad

ข้อดี
- ตัวละครหลักมีชีวิตและนิสัยน่าสนใจ (วิก ดัช)
- ตัวร้าย ออกแบบได้ร้ายกาจสุดๆ
- มีฉากที่ทำร้ายความรู้สึกเพียบ
- ปัญหาในเรื่องซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ และวางออกมาได้อย่างฉลาด
- มีความมันส์ของเรื่องราวระหว่าง ตำรวจ ปะทะ แก๊งค์ค้ายา
- ฉากวิเคราะห์ด้านจิตวิทยาของดัช
- หักเหลี่ยมเฉือนคม
- ไม่มีตอนที่อืดอาดน่าเบื่อ ทุกตอนเร่งเกียร์สูงหมด

ข้อเสีย
- ช่วงแรกกล้องถ่ายทำสั่นไปนิด  แต่เดี๋ยวก็ชิน และสั่นน้อยลงช่วงหลังๆ  คงเป็นเพราะผู้กำกับอยากทำให้ได้อารมณ์เหมือนว่าเรากำลังดูสารคดีการทำงานของตำรวจแบบสมจริงมั้ง
- ซีซั่นสุดท้าย อารมณ์ทึมๆเศร้าๆไปหน่อย  คงเป็นเพราะเห็นเค้าลางของฉากจบตั้งแต่ซีซั่นกลางๆแล้ว
- ปริศนาของดัชที่เฉลยออกมาไม่ค่อยกระจ่าง ซึ่งเป็นปมใหญ่และน่ากลัวพอๆกับเรื่องของวิก

10/10 ครับ

Saturday, February 27, 2016

ลูกผู้ชายหัวใจผยอง (All Rounder Meguru)


รีวิว ลูกผู้ชายหัวใจผยอง all rounder meguru  (ไทย 9 เล่ม ญี่ปุ่น 18 ยังไม่จบ)

เรื่องนี้มาจากคนวาดการ์ตูนคลาสสิคอย่าง Eden: It's an Endless World! นั่นเอง

เป็นการ์ตูนเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) ที่เริ่มเป็นที่สนใจสำหรับชาวโลกตอนนี้
เนื้อเรื่องโฟกัสไปที่การเข้าสู่โลก MMA ของตัวเอกชื่อเมกุรุ กับคู่แข่งคนหนึ่ง ที่ได้เพิ่มพูนประสบการณ์จากการฝึกและการแข่งขันเรื่อยๆ
ฉากการต่อสู้ในเรื่อง เน้นความสมจริง และอัดแน่นไปด้วยความรู้กับศัพท์เทคนิคของท่าต่อสู้ต่างๆ
แต่การดำเนินเรื่องกลับไม่ค่อยมีอะไรหวือหวามากนอกจากบทของตัวละครบางตัวเท่านั้น ส่วนมากจะโฟกัสไปที่การแข่งขันธรรมดาๆของพระเอกกับคนฝ่ายเดียวกันมากกว่า
สิ่งที่เด่นคือ ปรกติแล้วฉากต่อสู้ในการ์ตูนเรื่องอื่นจะดูสนุกที่การเตะต่อย แต่เรื่องนี้สามารถทำให้การจับกดล็อค ดูน่าสนุกขึ้นมาได้

และเนื่องจากการ์ตูนเรื่องนี้เป็นการ์ตูนต่อสู้ การออกแบบคู่ต่อสู้จึงค่อนข้างสำคัญ เพราะคนอ่านต่างอยากเห็นฝ่ายตรงข้ามที่ดูน่าต่อกรด้วย (คงไม่มีใครอยากอ่านการ์ตูนต่อสู้ ที่มีคู่ต่อสู้เป็นตัวละครท่าทางจืดๆตั้งแต่ต้นยันจบอยู่แล้วแหละ)
น่าเสียดายว่าการออกแบบคู่ต่อสู้ในการ์ตูนเรื่องนี้ อยู่ในระดับธรรมดาไปนิด มีคู่ต่อสู้หน้าตาท่าทางเด่นๆบ้าง แต่ส่วนมากจะออกแนวจืดๆ ราวครึ่งต่อครึ่ง  คงเป็นเพราะตัวเรื่องเน้นความสมจริง การมีตัวละครเด่นๆ คุณสมบัติเจ๋งๆ ออกมาบ่อย อาจดูไม่ค่อยเหมาะสมก็ได้

ทางด้านความสนุก ก็มีฉากต่อสู้ที่มันส์ราว 70% (สำหรับผม) ส่วนมากตอนจืดๆ มักจะเป็นเวลาที่ตัวละครหญิงสู้กัน คงเป็นเพราะฝ่ายหญิงนานๆทีจะมีบทได้สู้ล่ะมั้ง ผมถึงไม่รู้สึกอิน  หรือเป็นเพราะคู่ต่อสู้ฝ่ายหญิงดูไม่ค่อยเด่นด้วยแหละ

การแบ่งช่องและจำนวนตัวหนังสือต่อหนึ่งหน้าอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูง อาจจะอ่านไม่ไหลลื่นมาก
สมมุติว่า การ์ตูนอ่านคล่องๆอย่าง บากิ จอมโหดกระทะเหล็ก มีจำนวนช่องกับตัวหนังสือ อยู่ที่ 1 แต้ม
และการ์ตูนที่อัดช่องกับตัวหนังสือเยอะๆใส่ทุกหน้า อย่าง วันพีซ ฮายาเตะ บ้านพักอลเวง อยู่ที่ 10 แต้ม

ความไหลลื่นของการอ่าน ลูกผู้ชายหัวใจผยอง จะอยู่ราวๆ 6.5-7 แต้ม ครับ

สรุป
ข้อดี
- ฉากต่อสู้ 'ส่วนมาก' สนุก และไม่เยิ่นเย้อ (ไม่มีแบบว่าสู้คนนึง กินเนื้อหาไปสองเล่มเต็มๆ)
- ไม่มีดราม่าตัวละครมาก  ไม่เน้นความสัมพันธ์ของตัวละคร การต่อสู้ทางด้านจิตใจ  เน้นด้านฉากต่อสู้หรือการฝึกมากกว่า เวลาอ่านเลยไม่ต้องจูนสมองให้อินกับเนื้อเรื่องนัก
- อัดแน่นไปด้วยความรู้เกี่ยวกับท่าต่างๆของ MMA แต่ก็เอามาประยุกต์ใช้จริงยาก ไม่เหมือนเรื่อง Holyland
- ตัวละครที่เป็นคู่แข่งหลักของพระเอก  ออกแบบได้ดุดัน น่าสนใจ
- มีฉากเซอร์วิสนิดหน่อย แต่ไม่แรงเท่าเรื่องเก่าของนักวาดท่านนี้

ข้อเสีย
- เนื้อเรื่องไม่มีความหวือหวา ไม่มีองค์กรร้าย ฝ่ายดีฝ่ายร้าย การต่อสู้ในเรื่องเกิดจากการแข่งขันปรกติประมาณ 90%
- บทพูดกับจำนวนช่องต่อหน้าใส่มากไปนิด ทำให้อ่านไม่ไหลลื่นซักเท่าไหร่
- ฉากต่อสู้ตัวละครหญิงไม่ค่อยสนุก
- การออกแบบคู่ต่อสู้ จืดชืดไปนิด
-ไม่ค่อยมีฉากเรียกอารมณ์หนักๆ

คะแนนโดยรวม 7/10 ครับ สนุกพอสมควร  อาจได้คะแนนเยอะกว่านี้จากคนอ่านที่ชอบแนวกีฬาต่อสู้

Sunday, February 21, 2016

Ane log พี่จ๋าอย่าจิ้น



Review: Ane log พี่จ๋าอย่าจิ้น (ค่าย Zenshu ออกถึงเล่ม 3  ญี่ปุ่นออกถึง 9 ยังไม่จบ)

ในตลาดการ์ตูนแนว ecchi (ทะลึ่ง , วับๆแวมๆ) เรื่องนี้เป็นหนึ่งในจำนวนไม่กี่เรื่องที่ผมพอจะอ่านได้สนุกครับ

เพราะส่วนมากเรื่องอื่น ถ้าไม่มีฉากเซอร์วิสมากเกินไป ก็จะมาพลาดตรงส่วนเนื้อเรื่องที่ทำออกมาไม่สนุก หรือบทพูดดูเละเทะเกินไป


ผมเลยตั้งเกณฑ์(ส่วนตัว)ไว้ว่า การ์ตูนแนว ecchi ที่ดีควรจะมีคุณสมบัติดังนี้
1. เนื้อเรื่องอ่านแล้วรู้เรื่อง ใส่จินตนาการออกมาอย่างพอดีๆ

(การ์ตูนเรื่องที่ใส่จินตนาการเยอะเกินไป จะออกมาราวๆว่า "ตัวเอกเป็นชายหนุ่มที่โชคร้ายไม่มีสาวเหลียวแล และเขาก็มีบุคลิคแปลกแยกในตัวสามบุคลิค วันหนึ่งก็มีเทพธิดาสาวตกมาจากฟ้ามาอาศัยอยู่ในบ้านเขา จากนั้นก็มีอสูรต่างมิติคิดจะทำลายโลกปรากฏตัวออกมา เทพธิดาสาวช่วยตัวเอกไว้จากอสูรเหล่านั้น พร้อมกับสอนวิธีใช้พลังพิเศษที่เรียกว่า 'เซ็น' เพื่อต่อสู้กับศัตรู ขณะเดียวกันเพื่อนสาวสมัยเด็กของเขาก็เผยตัวออกมาว่าเธอเป็นหุ่นยนต์จากโลกอนาคต มาในยุคนี้เพื่อปกป้องตัวเอกจากนินจาสาว ที่คิดเอาชีวิตของเขา พอกลางเรื่องตัวเอกก็พบว่าพ่อของเขาคือนักเวทย์ในตำนานจากต่างมิติ.....บลาๆ")

2.  มีการสร้างอารมณ์ร่วมกับคนอ่านได้ดีก่อนที่สถานการณ์ทะลึ่งจะเกิดขึ้น

3. ปัจจัยความสนุกของการ์ตูนปรกติซักอย่างจากตัวเลือกพวกนี้ - ตลก ฉากต่อสูมันส์ บรรยากาศน่ากลัว ให้อารมณ์โรแมนติก

และ Ane log ก็ผ่านเกณณฑ์ที่กล่าวมาทั้งหมด คืออ่านรู้เรื่อง เพราะเนื้อหามีอยู่แค่ว่านางเอกฟุ้งซ่านไปเองว่าน้องชายของเธอคิดจะรวบหัวรวบหางเพื่อแต่งงานกับเธอให้ได้ ซึ่งเธอไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นเด็ดขาด แต่ละตอนจึงโฟกัสอยู่แค่ความตลกและความทะลึ่งที่มาจากจินตนาการและพฤติกรรมของนางเอก

ส่วนฉาก ecchi ก็มีการสร้างอารมณ์ร่วมได้ดี ส่วนมากจะเริ่มจากความเพ้อเจ้อในหัวของนางเอกก่อน แล้วจินตนาการที่เกิดขึ้นก็จะผลักดันให้นางเอกทำอะไรเปิ่นๆจนสร้างเหตุการณ์ทะลึงกับน้องชายของเธอจริงๆ
หรือบางครั้งต่อให้ไม่มีอะไร ecchi เกิดขึ้น คนอ่านก็ยังได้ฮากับความซื่อของนางเอกอยู่ดี ซึ่งก็ตรงกับข้อ3 ข้างบน คือ เรื่องนี้ก็มีปัจจัยความตลกอยู่ด้วย ไม่ใช่เน้นทะลึ่งอย่างเดียว

ข้อเสียเรื่องนี้คือ ตัวละครเสริมค่อนข้างมุขฝืดไปหน่อย แม้คนวาดจะตั้งใจใส่บุคลิคแปลกๆให้ตัวละครพวกนี้เพื่อเอาไว้เล่นมุขก็ตาม อาหารจานเด่นของเรื่องนี้จึงมีแต่นางเอกกับน้องชายของเธอเท่านั้น ตอนที่เน้นตัวละครอื่นจึงไม่น่าสนใจ

ส่วนข้อเสียเล็กๆอีกข้อ คือบทพูดที่ไม่จำเป็นเยอะไป"ต่อหนึ่งหน้ากระดาษ" ทำให้เวลาอ่านไม่ไหลลื่นนัก แต่ก็ไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับเรื่องอื่นที่ใส่ตัวหนังสือมาเต็มเอี๊ยด

ให้คะแนนราวๆ 7/10 ครับ  ทะลึ่งปนฮานิดหน่อย  แต่ก็ยังสนุกกว่าการ์ตูนแนว ecchi ในตลาดหลายเรื่อง




Saturday, February 20, 2016

Vector Case File ผ่าคดีแมลงพิศวง




Vector Case File ผ่าคดีแมลงพิศวง (VBK 10 เล่มจบ)

สิ่งหลักๆที่ประกอบอยู่ในการ์ตูนเรื่องนี้ คือ ความรู้เกี่ยวกับแมลง และฉากเซอร์วิส(ที่ถูกเซนเซอร์)ครับ
เป็นการ์ตูนที่ทำให้ผมเริ่มสนใจในสิ่งมีชีวิตประเภทแมลงเลยก็ว่าได้ จากที่ไม่เคยใส่ใจอะไรกับแมลงซักนิด
และเนื่องจากตัวหนังสือไม่เยอะ กับจำนวนช่องของภาพวาดที่ออกมาพอดีๆ เลยทำให้เรื่องนี้เป็นการ์ตูนที่ผมหยิบมาอ่านบ่อยพอสมควร

Vector Case File ดำเนินเรื่องแบบจบในตอน เนื้อเรื่องเกี่ยวกับนางเอกที่มีความรู้เรื่องแมลง คอยไขปริศนาหรือแก้ปัญหาที่เกิดจากแมลงและธรรมชาติ คนอ่านจะได้เรียนรู้ว่า แมลงแต่ละอย่างมีผลอะไรต่อชีวิตเราบ้าง รวมถึงความสำคัญของระบบนิเวศต่างๆ
แต่ละตอนก็เกี่ยวกับเรื่องที่วนๆอยู่รอบตัวเราเท่านั้น ไม่ค่อยมีการใส่จินตนาการอะไรเว่อร์ๆนัก(ยกเว้นบางตอน ที่เว่อร์ไปไกลเหมือนกัน เช่นตอนเกี่ยวกับการชนด้วง ที่ไปโยงถึงองค์กรมืด)

เนื้อหาไม่ค่อยเน้นด้านความสัมพันธ์หรือดราม่าระหว่างตัวละคร แต่จะเจาะจงไปที่จุดสำคัญของเรื่องแทน คือความรู้เรื่องแมลงกับ ฉากวับๆแวมๆของตัวละครสาวๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะมันช่วยลดความเสี่ยงว่าเรื่องจะไม่สนุกจากดราม่าหรือบทพูดน่าเบื่อ ที่การ์ตูนหลายเรื่องมักจะเจอปัญหานี้กัน

ว่ากันง่ายๆคืออารมณ์สนุกที่จะได้จากการ์ตูนเรื่องนี้ จะอยู่ในระดับคงที่ตั้งแต่ต้นยันจบเลย
ในเรื่องมีปริศนาหลายอย่างเกี่ยวกับตัวละคร  แต่ส่วนมากก็ไม่ได้ถูกเฉลย และก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อความสนุกนัก

เสียดายที่เรื่องใหม่ของคนแต่งเรื่องนี้ไม่ค่อยน่าสนใจ แนวเอาตัวรอดจากแมลงยักษ์ เนื้อเรื่องธรรมดาๆฉากเซอร์วิสเยอะเหมือนเดิม

ข้อดี
- ความรู้เกี่ยวกับแมลงต่างๆรอบตัวเรา
- ฉากวับๆแวมๆ(เซนเซอร์)
- จำนวนตัวหนังสือและจำนวนกรอบต่อหน้าที่ใส่มาอย่างพอดี
- เนื้อเรื่องเบา แต่น่าสนใจ จนหยิบมาอ่านได้บ่อย

ข้อเสีย
- ปริศนาเกี่ยวกับตัวละคร ไม่ค่อยเคลียร์
- จบเร็วไปหน่อย
- เซนเซอร์...

8/10 ครับ  หักไป 1 เพราะเซนเซอร์

Monday, January 11, 2016

จอมซ่าราชานักหวด : King Golf


จอมซ่าราชานักหวด : King Golf   23เล่ม ยังไม่จบ ในไทยออกถึงเล่ม 19(ปี 2015) สำนักพิมพ์ Zenshu

เรื่องนี้เป็นการ์ตูนแนวตีกอล์ฟ ที่สนุกจนได้รับรางวัลการ์ตูนยอดเยี่ยมของ สำนักพิมพ์ โชงะกุกัง เมื่อปี 2011

ถ้ามีใครถามว่าการ์ตูนเกี่ยวกับกอล์ฟเรื่องไหนที่สนุกที่สุด คำตอบคือเรื่องนี้แหละครับ  ตัวหนังสือไม่เยอะ ขนาดช่องกำลังดี

เนื้อเรื่องคาดเดาได้ยากบางตอน ฉากหวดกอล์ฟ  ฉากลูกกลิ้งลงหลุมดังกร๊อก อ่านแล้วเหมือนได้ยินเสียงคนกำลังหวดออกมาจากหนังสือเลย

รายละเอียดของเรื่องแบบคร่าวๆก็คือ ตัวเอกที่เป็นอันธพาลประจำโรงเรียน และแข็งแกร่งสุดๆ ได้จับพลัดจับผลูมาสนใจในกีฬากอล์ฟ เพราะเหตุการณ์อย่างหนึ่ง และโชคดีที่โรงเรียนของเขามีโค้ชที่เคยเป็นโปรกอล์ฟระดับชาติมาสอนให้ด้วย

ทว่าสิงโตอหังการตัวนี้ กลับต้องมาเรียนรู้ว่า ทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างที่คิด แม้เขาจะเคยต่อสู้กับคนอื่นมามาก แต่เขาก็ไม่เคยต่อสู้กับความกดดันของการเล่นกีฬาเลยซักครั้ง ความอับอาย และความพ่ายแพ้กำลังรอเขาอยู่ในหนทางข้างหน้า

เนื้อหานอกจากจะเริ่มเรื่องตั้งแต่ตอนตัวเอกหัดเล่น จนได้แข่งทัวร์นาเมนต์ตามปรกติแล้ว
King Golf ก็นำเสนอเรื่องที่เกี่ยวกับกอล์ฟในแง่มุมอื่นด้วย  เช่นช่วงทัวร์นาเมนต์ตีไกล  ช่วงที่เกี่ยวกับแคดดี้  ช่วงที่เปรียบเทียบสนามของญี่ปุ่นกับเมืองนอก
ตลอดเรื่องจะสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับกอล์ฟรวมทั้งบุคลิคของคนประเภทต่างๆในสนามจริงๆให้เราได้เรียนรู้

ตัวละครคู่แข่งทั้งหลายในเรื่อง มีบุคลิคคล้ายคนจริง ไม่ออกเว่อร์ซักเท่าไหร่ ยกเว้นพระเอกกับนางเอก(?)ที่เฮฮาเกินไปนิด
บางช่วงก็พูดถึงชีวิตคนที่อยู่ในวงการกอล์ฟได้น่าสนใจ  แต่ตัวละครแนวน่ารำคาญก็มีบ้างเหมือนกัน โชคดีที่เรื่องนี้ไม่ค่อยกระจายบท เลยไม่ถูกตัวละครสมทบดึงเรื่องให้น่าเบื่อมากนัก

การแพ้ชนะการแข่งขันของเรื่องนี้  ไม่ได้มาจากพลังฮึด หรือการหวดลูกปาฏิหาริย์ในนาทีสุดท้าย แต่มากจากการปรับสภาพจิตใจและเทคนิคระหว่างแข่ง (ซึ่งการแข่งขันจริงๆ ก็น่าจะทำได้เท่านี้แหละ)

ดังนั้นเราจะเห็นว่าการที่โซสุเกะ(พระเอก)จะชนะ มันขึ้นอยู่กับว่า ระหว่างแข่ง เขาปรับจิตใจกับเทคนิคได้ถูกทางเหมือนกับพวกมือโปรได้แค่ไหน
แต่ก็ใช่ว่าพระเอกจะไร้เทียมทาน เพราะมีแพ้เยอะเหมือนกัน

ส่วนตัวแล้วคิดว่าสนุกทิ้งห่างการ์ตูนกอล์ฟของNED แบบไม่ติดฝุ่นเลย เพราะฝั่งนั้นออกแนวการ์ตูนกีฬาญี่ปุ่นทั่วไป ตัวละครก็มีบุคลิคเหมือนๆกับการ์ตูนเรื่องอื่นที่เคยอ่านมา ไม่มีอะไรแปลกใหม่ มีลูกปาฏิหาริย์ให้เห็นหลายครั้ง

King Golf เป็นการ์ตูนที่มีเอกลักษณ์ และสนุก ทักษะการกำกับภาพและเรื่องก็ทำได้ดีมาก แต่ละหน้านำเสนอข้อมูลและภาพได้พอดีๆ  ไม่อัดไปด้วยกรอบเล็กๆมากมายต่อหนึ่งหน้า จนอ่านยากเหมือนการ์ตูนหลายเรื่อง และค่าย Zenshu ก็ใช้กระดาษดี

สมบูรณ์แบบเลยครับ 10/10