Friday, December 23, 2016
ตัวแสบแอบเกรียน อูมารุจัง
รีวิว ตัวแสบแอบเกรียน อูมารุจัง (Himouto! Umaru-chan) สนพ SIC ออกถึงเล่ม 8 ญี่ปุ่นออกถึงเล่ม 9
เป็นการ์ตูนใสๆ เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของสาวน้อย อูมารุ เรื่องนี้มีจุดขายอยู่ที่อุปนิสัยของตัวเอกสาว กับ ชีวิตของเธอในห้องเช่าเล็กๆกับพี่ชายครับ
เริ่มเรื่อง จะกล่าวถึงว่า อูมารุ คือสาวน้อยที่ท่าทางภายนอกเหมือนคุณหนูสุดแสนสมบูรณ์แบบในสายตาเพื่อนที่โรงเรียนและคนอื่นๆ ระดับผลการเรียนของเธอและทักษะกีฬาไร้ที่ติทุกเรื่อง และเธอก็คอยรักษาภาพลักษณ์นั้นไว้เป็นอย่างดี
แต่เมื่อไหร่ที่เธออยู่ในบ้าน เธอจะแสดงบุคลิกที่แท้จริงออกมา ว่าจริงๆแล้วอูมารุเป็นเด็กขี้เกียจ ชอบเล่นเกม อ่านการ์ตูนกับนิยาย กินขนมน้ำอัดลมเลอะเทอะทั่วบ้าน และเอาแต่ใจสุดๆ ซึ่งมีแต่พี่ชายของเธอเท่านั้นที่มีโอกาสเห็นเธอในสภาพนี้
ในเรื่องจะใช้พล็อตที่กล่าวข้างบนมาเป็นพื้นฐานหลัก ส่วนเนื้อหาแต่ละตอน ก็จะเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของอูมารุในแต่ละวัน บางตอนก็เกี่ยวกับชีวิตของเธอในห้องเช่าเล็กๆกับพี่ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัว บางตอนก็เกี่ยวกับชีวิตในโรงเรียนของอูมารุและเพื่อนๆที่ชื่นชมภาพลักษณ์คุณหนูของเธอ
แต่ละตอน ส่วนมากจะพูดถึงวิธีการหาความสุขใส่ตัวในแต่ละวันของอูมารุ เช่น เล่นเกม กินขนมน้ำอัดลมให้สะใจ หรือถลุงเงินซื้อของเล่นและสินค้าน่ารักๆเข้าบ้าน
หลายครั้งเธอก็จะใช้การอ้อนพี่ชายหรือใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ เช่น ให้พี่ทำอาหารที่ชอบ ซื้อโน่นนี่ให้ เก็บกวาดห้องให้ และส่วนมากแผนของเธอก็มักจะสำเร็จด้วย
นอกจากเรื่องราวภายในบ้านแล้ว ตัวเรื่องก็นำเสนอเรื่องราวระหว่างอูมารุและเพื่อนสาวของเธอตอนออกมานอกบ้านด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นองค์ประกอบของเรื่องที่ทำได้น่าสนใจ เพราะเราจะได้เห็นคนอื่นๆปฏิบัติกับอูมารุ จากภาพลักษณ์ภายนอก ซึ่งไม่เหมือนตัวตนที่แท้จริงตอนเธออยู่บ้านซักนิด
ภาพคร่าวๆของเรื่องอาจดูเป็นเรื่องชีวิตของเด็กสาวกับพี่ชายและเพื่อนๆที่ดูน่าอบอุ่น ได้เห็นเด็กสาวคนหนึ่งใช้ชีวิตใสๆที่ซับซ้อนนิดหน่อย และชอบงองแงดูน่ารัก มีเนื้อเรื่องที่อ่านได้เรื่อยๆน่าสนใจ
แต่ผมและผู้อ่านต่างประเทศบางคนก็เจอจุดที่ไม่ค่อยชอบเหมือนกันครับ (ประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นส่วนตัวด้วยแหละ) ซึ่งก็คือ นิสัยของตัวละครสำคัญนั่นเอง
ตัวละครเรื่องนี้ สร้างมาได้น่าสนใจหมด ไม่ว่าจะเป็น อูมารุ พี่ชายของเธอ ตัวละครเสริมที่เป็นเพื่อนๆ
โดยเฉพาะอูมารุ ที่สร้างได้มีมิติมากๆ จนเป็นตัวละครที่ดูเหมือนมีชีวิตจริงที่สุดในเรื่องเลย
ด้านหนึ่งของอูเธอคือสาวน้อยสมบูรณ์แบบ ซึ่งมีแต่คนภายนอกเท่านั้นที่จะได้เห็น ส่วนด้านนิสัยที่แท้จริง ที่เอาแต่ใจ คิดแต่เรื่องความสุขและความสะดวกของตัวเอง จะเอาไว้ใช้กับพี่ชายเท่านั้น
เวลาอยู่บ้าน นิสัยของอูมารุจะมีความสลับซับซ้อนมากกว่าตัวละครอื่น เพราะเธอมีทั้งมุมน่ารักขี้อ้อน มุมดื้อเอาแต่ใจ มุมขี้เกียจ และมุมที่แสดงความรักและเป็นห่วงพี่ชาย(นานๆที)
ส่วนด้านแนวคิดและความต้องการก็เหมือนคนจริงๆ คือ ชอบหาความสุขสั้นๆใส่ตัว อย่างการเล่นเกม กินขนมน้ำอัดลม ซื้อของมาตอบสนองความอยากแล้วก็ทิ้งขว้างทีหลัง ตามกระแสทุกอย่างที่เห็นจากในเน็ตหรือโทรทัศน์
คนอ่านสามารถจินตนาการอูมารุออกมาเป็นคนจริงๆที่รู้จักเคยเห็นบุคลิกราวๆนี้จากในเน็ต
ถ้านับเฉพาะรสนิยม ตัดเรื่องนิสัยทุกอย่างออกไป ผมจินตนาการอูมารุออกมาประมาณสาวๆเกมเมอร์ในเน็ต ที่ตามกระแสดังๆ ได้ทันทุกเรื่องล่ะมั้ง
เพราะอย่างนี้อูมารุ จึงนับเป็นจุดแข็งของเรื่อง เพราะเธอเป็นตัวละครที่ทำออกมาได้ซับซ้อนมาก
แต่เธอก็เป็นจุดด้อยของเรื่องในสายตาผู้อ่านบางคนเช่นกันครับ
ตามความคิดผม และผู้อ่านในต่างประเทศ มีหลายคนที่ทนพฤติกรรมสักแต่จะเรียกร้องจะเอาๆโน่นนี่แบบนี้ไม่ได้ เวลาอยู่บ้านอูมารุจะแทบไม่ช่วยพี่ชายทำอะไรเลย พออ้าปากที่ ก็จะเป็นการขอให้พี่ทำธุระอย่างใดอย่างหนึ่งให้แทบทุกตอน
อีกเรื่องก็คือ เธอเป็นคนที่วัตถุนิยมสุดๆ อูมารุจะคอยใช้เงินพี่ชายซื้อสิ่งของต่างๆจากในเน็ตหรือนอกบ้านมาตอบสนองความสุขชั่วครั้งชั่วคราวของเธอแทบทุกตอน ความสุขของเธอจะขึ้นอยู่กับสินค้าที่ซื้อมาใหม่เท่านั้น
บางทีเธออาจจะกำลังใช้ปรัชญาชีวิตแบบสังคมยุคใหม่ก็ได้ คือ เธอเรียนเก่งมาก จึงสมควรได้รางวัลตอบแทนความพยายาม
แบบวลีที่ว่า Work Hard, Play hard ให้รางวัลกับตัวเอง บลาๆ ที่เราเห็นโทรทัศน์พูดกันบ่อยๆ
ตอนที่อ่านแรกๆ ผมก็นึกว่าตัวเองมองโลกในแง่ร้ายไปรึเปล่า ที่ไม่ชอบนิสัยของอูมารุ เลยลองไปค้นหาใน Google ดูเพราะอยากรู้ว่าคนอ่านเมืองนอกคิดยังไง ปรากฏว่าก็มีคนเห็นด้วยกับผมเยอะเหมือนกัน
แต่ใครจะชอบหรือไม่ชอบนิสัยของอูมารุ ก็เป็นแค่รสนิยมส่วนบุคคลเท่านั้นครับ บางคนอาจจะชอบที่เธอเหมือนคนจริงๆดีก็ได้ และการซื้อของมากมายมาตอบสนองความสุข ก็เป็นเรื่องที่หลายคนทำกันเป็นธรรมดาเช่นกัน
เรื่องนี้ อ่านไม่ค่อยไหลลื่นนัก ต้องตั้งใจอ่านถึงจะสนุก ตัวหนังสือและจำนวนช่องต่อหน้ามีอยู่ปานกลางค่อนข้างสูง (ระดับ7)
ข้อดี
-ตัวละครหลักอย่างอูมารุ ทำได้ซับซ้อนและมีมิติมาก มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี
ต่างกับการ์ตูนหลายเรื่อง ที่สร้างตัวละครผู้หญิงให้มีนิสัยตอบสนองกับความต้องการของคนอ่านชาย เช่นผู้หญิงแนวเรียบร้อย หรือ แนวร่าเริง รักตัวละครเอกแบบไม่ลืมหูลืมตา มีงานอดิเรกน่ารักๆอย่างการทำขนม ทำงานบ้าน เล่นกับเด็กๆ(แต่ที่กล่าวมานี่ ก็เป็นแนวที่ผมชอบนะ)
ส่วนอูมารุจะต่างกับตัวละครข้างบนตรงที่เธอเอาอารมณ์ของตัวเองเป็นหลัก และใช้ประโยชน์จากทุกอย่างเพื่อความสุขของตัวเอง ไขว่คว้าหาความสะดวกสบาย ซึ่งก็ดูเหมือนคนจริงๆดี
- เนื้อเรื่องให้รายละเอียดเกี่ยวกับการหาความสุขจากสิ่งรอบตัวเยอะมาก เช่น กินขนมกับน้ำอัดลมยังไงให้อร่อย กินขนมในห้องน้ำยังไง ของเล่นชนิดนี้สนุกตรงไหน เมื่อก่อนมีสินค้าสนุกๆแบบไหน
- เนื้อเรื่องอบอุ่น (ขึ้นอยู่กับว่าคนอ่านจะปล่อยวางนิสัยของนางเอกได้มากแค่ไหน)
- แม้จะเป็นเรื่องราวชีวิตประจำวันธรรมดาๆ แต่ก็ทำได้น่าสนใจทุกตอน
- ตัวละครเสริมทำให้เรื่องสนุกขึ้นพอสมควร
ข้อเสีย
- บางคนอาจจะรับนิสัยของนางเอกไม่ได้
- ความสนุกของเรื่องอยู่ในระดับกลางๆ ไม่น่าเบื่อ แต่ก็ไม่มีอะไรหวือหวา
- ไม่มีฉากเซอร์วิสจ้า
7/10 ครับ ไม่ได้หักคะแนนเรื่องนิสัยของอูมารุเลย
จุดเด่น สร้างตัวเอกเหมือนเป็นสาวน้อยที่มีตัวตนจริงๆ และเขียนข้อมูลเกี่ยวกับการหาความสนุกจากรอบตัวเราได้ละเอียดมาก
Thursday, November 17, 2016
เนตรสยบมาร
Review เนตรสยบมาร (Basilisk) 5 เล่มจบ สนพ NED
ความสนุกของ X-men คือการเอาผู้มีพลังพิเศษฝ่ายดีและฝ่ายร้ายมาจัดเป็นทีมแล้วให้สู้กันจนกว่าจะตายกันไปข้าง เรื่องเนตรสยบมารก็มีพล็อตคล้ายๆแบบนี้ครับ แต่มีฉากฆ่าฟันกันที่รุนแรงกว่า และมีฉากติดเรทอยู่พอสมควร เป็นการ์ตูนที่เน้นฉากบู๊และการลอบสังหารมันส์ๆตลอดเรื่องเลย
การ์ตูนเรื่องนี้อยู่ในยุคโบราณสมัยที่นินจากำลังเฟื่องฟู เนื้อหาคือการต่อสู้ระหว่างนินจาสองกลุ่ม
ในเรื่องจะไม่มีการปล่อยพลังยิงกันตูมตามแบบการ์ตูนนินจาดังๆอย่างนารุโตะ เพราะความสามารถของนินจาแต่ละคนในเรื่อง จะไม่ค่อยอลังการมาก เช่น บางคนยืดแขนขาได้ บางคนสามารถเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาเพื่อเข้าแทรกซึมศัตรู มีนินจาที่พ่นไยเหนียวๆเป็นอาวุธ หรือนินจาสาวที่ทำให้คนที่กำลังทำอะไรกับเธอเสียชีวิต เรื่องนี้จึงสนุกตรงที่ว่า ทุกคนมีโอกาสฆ่าศัตรูเท่าเทียมกันหมด ไม่มีใครเก่งกว่าใครเกินไป แม้แต่ทหารธรรมดาก็สามารถฆ่านินจาได้
พล็อตเรื่อง: ผู้มีอำนาจในญี่ปุ่นยุคนั้น ต้องการตัดสินใจว่าหลานคนไหนของ โทคุคาว่า อิเอยาสุ จะได้รับตำแหน่งโชกุนคนต่อไป พวกเขาจึงสั่งให้นินจาสองขั้วใหญ่ส่งตัวแทนสิบคนเข้ามาสู้กัน เพื่อหาผลลัพธ์ว่าฝ่ายไหนจะชนะ แล้วหลานที่ถือหางนินจาฝ่ายนั้นก็จะได้รับตำแหน่งไป ด้วยเหตุนี้สงครามของนินจาฝีมือฉกาจ 10ต่อ10 คน จึงเริ่มขึ้น
ทั้งเรื่องเน้นฉากต่อสู้ และการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ต่างๆเพื่อลอบสังหารศัตรู นอกจากนี้ก็มีประเด็นความรักบ้างนิดหน่อย ส่วนฉากติดเรทถูกเซนเซอร์ด้วยวิธีถมสีขาวที่ส่วนของร่างกายแทน
เรื่องนี้บทพูดมีปริมาณกลางๆค่อนไปทางน้อย จึงอ่านได้ไหลลื่นสุดๆครับ
ข้อดี
- การต่อสู้มีลุ้นตลอด ไม่มีใครเหนือกว่าใคร พลังของนินจาอยู่ในระดับเหนือคนธรรมดา แต่ไม่ถึงกับระเบิดภูเขาเผากระท่อมได้
- พลังพิเศษของแต่ละคนเข้าใจง่าย ไม่ต้องอธิบายเป็นสิบตอนถึงจะรู้ว่ามันสามารถทำอะไร
- ไม่เน้นแค่การต่อสู้ซึ่งๆหน้า มีการใช้สถานการณ์ให้เป็นประโยชน์ในการลอบสังหารด้วย
- ล่ากันทั้งเรื่อง แทบไม่มีประเด็นอื่นเลย
- เดาไม่ถูกว่าคนไหนจะได้ฆ่าคนไหน
- นินจาทั้งสองฝ่าย เลือดเย็นพอๆกัน ไม่รู้สึกว่าเป็นการต่อสู้ของคนดีกับคนร้าย
- อ่านได้ไหลลื่นสุดๆ
- แม้จะแค่ 5 เล่มจบ แต่ผมว่าปริมาณเนื้อหากำลังพอดีกับพล็อตเลย
ข้อเสีย
- กระดาษอยู่ในเกรดพอทน
- เซนเซอร์
7.5/10 เป็นการ์ตูนที่บางครั้งบางคราว ก็หยิบมาเพื่ออ่านเอามันส์ได้ครับ
Monday, November 14, 2016
พลิกชะตาชำระบาป
รีวิว พลิกชะตาชำระบาป (Rengoku no Karma)
สนพ Luckpim 5 เล่มจบ
เป็นการ์ตูนที่คนอ่านทั่วไปสามารถอ่านได้อีกเรื่องหนึ่งของ Luckpim ครับ
ถ้าเปิดอ่านเพียงแค่ตอนแรกๆ พลิกชะตาชำระบาป อาจจะดูเหมือนการ์ตูนแนว 'จับคนมาเล่นเกมส์เอาชีวิตรอด' ซึ่งเป็นแนวที่กำลังนิยมในตลาดตอนนี้ แต่พออ่านจริงๆ ก็จะพบว่าสิ่งที่ถูกเน้น คือการดำเนินเรื่องที่เข้มข้น กับ การตัดสินใจของตัวละครหลักที่มีผลกับเนื้อเรื่องซะมากกว่า
การ์ตูนเรื่องนี้เริ่มด้วยการสร้างปมหลายๆปมตั้งแต่ต้นเรื่องผ่านชีวิตของตัวละครเอกและบุคคลรอบกาย หลังจากนั้นจึงค่อยคลายปมต่างๆผ่านสายตาตัวเอก ซึ่งคนอ่านจะเรียนรู้เหตุการณ์ทุกอย่างผ่านตัวละครนี้ตลอดทั้งเรื่อง
ต้องขอชมว่าปมปริศนาต่างๆในเรื่องทำได้เข้มข้น และซึ้งดี อ่านเข้าใจง่ายด้วย
ภาพในเรื่องดูหนักแน่น และสื่ออารมณ์ผ่านหน้าตาของตัวละครได้ดีมาก ฉากไหนอยากเรียกอารมณ์อะไร คนวาดก็สร้างออกมาได้ตามความตั้งใจจริงๆ
ตัวละครหลายตัวดูมีมิติ ทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจเมื่อเรื่องเดินไปถึงจุดหนึ่ง ส่วนตัวร้ายก็ทำได้น่ารังเกียจดีครับ
สิ่งที่เป็นจุดเด่นคือ ความเข้มข้นของเนื้อเรื่อง การกระทำของตัวละคร ปัญหาที่ตัวเอกต้องแก้ ฉากคนใช้ความรุนแรง และความเกลียดชังของตัวละคร มีเนื้อหาติดเรทนิดหน่อย แต่ก็ถูกนำเสนอแบบอ้อมๆ ไม่มีอะไรที่ต้องเซนเซอร์
ส่วนฉากอื่นๆ เช่นฉากตลก ประเด็นความรัก หรือ ตอนสนุกสนานเบาๆไม่มีเลยครับ เน้นดำเนินเรื่องไปข้างหน้าอย่างเดียว (แต่การ์ตูนแถม 4 ช่องจบท้ายเล่ม ฮาใช้ได้นะ)
เรื่องนี้แบ่งเป็น 2 บท 2 ตัวเอก แต่เนื้อหาเกี่ยวข้องกัน
พล็อตของบทแรกคร่าวๆคือ ตัวเอกได้ฆ่าตัวตายเพื่อหนีการกลั่นแกล้งในโรงเรียน ทว่าหลังจากเสียชีวิตเขาก็ไม่ได้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก แต่กลับถูกลงโทษจากยมทูตสาวให้ชดใช้บาป เพราะการฆ่าตัวตายของเขาทำให้คนรอบกายเขาอีก 6 คน ต้องทุกข์ทรมานโดยที่เขาคาดไม่ถึง
ด้วยเหตุนี้ตัวเอกจึงต้องรับภารกิจชดใช้กรรมในร่างวิญญาณ เขาต้องกลับไปช่วยเหลือคนที่มีชีวิตลำบากเพราะการฆ่าตัวตายของเขาภายใต้ข้อจำกัดของกฏที่ยมทูตตั้งไว้จนเหมือนเป็นเกมส์อย่างหนึ่ง ในใจก็เฝ้าสงสัยว่า ความตายของเขาจะทำให้คนอื่นลำบากซักแค่ไหนกันเชียว
ส่วนบทที่สองก็คล้ายๆกัน แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันนิดหน่อย
เรื่องนี้อ่านไหลลื่นมากครับ ทั้งตัวหนังสือและจำนวนช่องต่อหนึ่งหน้า ทำออกมาได้เป๊ะมาก ทั้งที่เป็นการ์ตูนเน้นเนื้อเรื่อง ซึ่งน่าจะมีตัวหนังสือยุ่บยั่บจนอ่านได้ช้ากว่านี้
ข้อดี
- เนื้อเรื่องเข้มข้น อ่านแล้วยิ่งอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บางฉากก็ซึ้งสุดๆ
- ภูมิหลังตัวละคร ทำได้น่าสนใจทุกตัว
- ลายเส้นสวย และหนักแน่น เลยสื่ออารมณ์ในฉากต่างๆได้ดี
- มีติดเรทนิดหน่อย(แบบอ้อมๆ)
- ข้อคิดเรื่องการฆ่าตัวตาย ว่ามันจะมีผลกระทบกับคนอื่นๆที่แม้แต่เราก็คาดไม่ถึง เหมือนทฤษฏี Butterfly Effect
- อ่านไหลลื่นมากๆ ทั้งที่เป็นการ์ตูนแนวเน้นเนื้อเรื่องซึ่งน่าจะอ่านได้ฝืดกว่านี้
ข้อเสีย
- นอกจากเนื้อเรื่องเข้มข้น กับลายเส้นที่สื่ออารมณ์ออกมาได้ดี ก็ไม่มีประเด็นอื่นให้ชมอีก (แต่ก็ไม่มีให้ติเช่นกัน) เหมือนเป็นร้านอาหารที่ขายแต่เมนูอร่อยๆเมนูเดียว
- บทที่2 ตอนท้ายๆ ค่อนข้างรวบรัดไปหน่อย แต่ยังนับได้ว่าจบอย่างลงตัว
7/10 ครับ จะสนุกมากสำหรับคนที่ชอบอ่านการ์ตูนแนวเน้นเนื้อเรื่องล้วนๆเลย
Thursday, November 3, 2016
เมื่อแรกรักผลิบาน
รีวิว เมื่อแรกรักผลิบาน (Sakurasaku Shoukougun) 4 เล่มจบ สนพ Luckpim
ช่วงหลัง Luckpim เริ่มเอาการ์ตูนแนวรักๆใคร่ๆ ที่ 'ผู้อ่านทั่วไป' อ่านได้ มาขายมากขึ้น เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
เนื้อหาเกี่ยวกับ พระเอกที่เป็นเด็กเรียนไม่สนใจใคร ได้มีโอกาสมาใกล้ชิดกับกับเพื่อนสาวสมัยเด็กอีกครั้ง หลังจากเธอมาขอให้เขาติวหนังสือให้ เพราะเธอต้องการจะสอบเข้าโรงเรียนเดียวกับผู้ชายที่เธอแอบชอบ
แรกๆพระเอกก็ไม่ได้คิดอะไรกับการช่วยเหลือนี้ แต่พอนานๆเข้า เขาก็รู้ตัวว่าเขาตกหลุมรักเพื่อนตัวเองซะแล้ว แต่ก็รู้ว่าในใจเธอมีคนอื่นอยู่
จะเห็นว่าเรื่องนี้พล็อตไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก แต่การนำเสนอเนื้อหาทำได้ดี ทุกอย่างสื่อออกมาตรงๆ พล็อตเดินตลอด ไม่ค่อยมีตอนย่อยที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาหลัก อ่านแล้วไม่รู้สึกเบื่อ หรือเข้าไม่ถึง
ความสนุกของเรื่องจะมาจากความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลัก เช่นพระเอกคิดกับเพื่อนสาวของเขายังไง กำลังดีหรือกำลังทะเลาะกับเธอ และจะเรียกร้องความสนใจจากเธอยังไง เพราะเขาเป็นฝ่ายที่ตกหลุมรัก
ส่วนฝ่ายหญิงก็ถูกนำเสนอในรูปแบบคล้ายๆกัน แต่จะมีส่วนแตกต่างบ้าง เพราะความรู้สึกของเธอไม่เหมือนกับเขา
นอกจากนี้ ความสนุกอีกอย่างของเรื่อง ก็มาจากตัวละครหญิงหลักที่สร้างออกมาได้มีบุคลิกน่าสนใจและมีมิติ
เพื่อนสาวสมัยเด็กของพระเอกเป็นสาวผมทองนิสัยม้าดีดกระโหลก และออกทึ่มนิดๆ ชอบใช้แรงอันมหาศาลมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะสู้กับคนโน้น ต่อยคนนี้ จนทำให้พระเอกต้องปวดเศียรเวียนเกล้าบ่อยๆ
แต่นิสัยห้าวๆบ๊องๆของเธอ ก็สร้างเหตุการณ์น่าสนใจต่างๆให้กับเรื่องนี้มากมาย เช่นตอนที่จะเอาตัวเป็นเดิมพันเพื่อจะหาเศษตังค์หยอดตู้
ที่น่าสนใจคือ เธอเป็นตัวละครเดียวที่ดูมีมิติกว่าใครๆ เพราะในเรื่องจะสื่อให้เห็นการพัฒนาทางความคิด และความสับสนในใจเธอ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
ทางด้านปัจจัยภายนอก การยืนการนั่งของเธอจะเหมือนกับผู้ชาย และไม่ระวังตัวเลย ขณะที่ตัวละครหญิงอื่นๆในเรื่องจะไม่มีท่าทางแบบนี้ แต่โชคดี(?)ที่เธอใส่กางเกงขาสั้นตลอด จึงช่วยปกปิดใต้กระโปรงไว้ได้หลายฉาก นอกจากนี้ชุดที่ใส่ก็ดูทะมัดทะแมงเข้ากับคาแรคเตอร์ แต่ก็คับติ้วไปหน่อยแม้เจ้าตัวจะไม่ได้ตั้งใจจะโชว์ส่วนสัดก็ตาม
จำนวนช่องรูปภาพและตัวหนังสือต่อหนึ่งหน้ากระดาษ อยู่ในระดับกลางๆค่อนไปทางสูง อาจอ่านไม่ค่อยไหลลื่นนัก
ถ้าการ์ตูนอ่านลื่นๆอย่างบากิ มีปริมาณเนื้อหาต่อหนึ่งหน้ากระดาษเท่ากับ 1 ส่วนเรื่องที่ช่องเยอะๆตัวหนังสือเยอะๆ แบบวันพีซมีปริมาณเท่ากับ 10
เรื่องนี้ปริมาณเนื้อหาต่อหนึ่งหน้าอยู่ราวๆระดับ 7 ครับ
ข้อดี
- กระดาษดีตามประสาค่าย Luckpim
- ลายเส้นหนักแน่น ทำให้สื่ออารมณ์ของฉากต่างๆได้ดี
- คนอ่านทั่วไปอ่านแล้วรู้เรื่อง ไม่ได้เน้นเจาะกลุ่มคนอ่านที่ชอบอ่านการ์ตูนแนวตัวละครหญิงเยอะๆอย่างเดียว
- แม้จะไม่มีฉากเซอร์วิส แต่นางเอกก็ชอบใส่เสื้อผ้าสั้นๆและนั่งอ้าซ่าบ่อยเหลือเกิน
- ไม่มีตัวละครเยอะจนเกินความจำเป็น และไม่มีตัวละครที่มีบทให้รู้สึกน่ารำคาญ
ข้อเสีย
- มีแต่ประเด็นรักๆใคร่ๆอย่างเดียว ไม่มีฉากตลกหรือฉากที่ให้อารมณ์อื่น ไม่มีเนื้อหาย่อยที่น่าสนใจ เหมือนกินอาหารรสเดียวทั้งเรื่อง
6/10 ครับ
อาจจะดูคะแนนไม่มาก แต่ขอบอกว่า เรื่องที่ผมอ่านไม่ได้เลย จะได้คะแนนราวๆ 4 ลงมา มีเยอะมากด้วย ประมาณ 60% ของการ์ตูนในตลาด
ส่วนเรื่องที่ได้ 5 คะแนน จะเป็นการ์ตูนที่อ่านแล้วเข้าใจ แต่ไม่สนุกจนรู้สึกอยากติดตาม(เช่นโทริโกะในช่วงหลังๆ)
เรื่องไหนอยู่ในช่วง 6 คะแนน คือเรื่องที่สนุกจนผมสามารถอ่านได้จนจบ และน่าสนใจพอจนอยากเขียนรีวิวครับ
Friday, October 28, 2016
Vikings
รีวิว ซีรี่ย์ Vikings (ถึง season 4a ล่าสุด )
ช่วงนี้ Game of Thrones ซีซั่นใหม่ยังไม่มา ก็เลยหาอะไรมาดูแก้ขัดก่อนครับ
ผมได้ยินคำแนะนำมาซักพักแล้วว่า ถ้าอยากดูอะไรแนว GoT แต่เนื้อหาเบากว่า และโฟกัสตัวละครน้อยกว่า ให้ดูเรื่อง Vikings
ตอนแรกนึกว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ผมเอาไว้ดูกล้อมแกล้มแก้ขัดรอ GoT พอดูจบแล้วก็ลืมๆไป เหมือนซีรี่ย์ฝรั่งหลายเรื่อง
แต่ไปๆมาๆ Vikings กลับเป็น หนึ่งในเรื่องหลักที่ผมต้องตามดูเลย
เนื้อเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของพระเอก แรคนาร์ และครอบครัวของเขาที่เป็นชาวไวกิ้ง ตอนแรกแรคน่าร์เป็นแค่ชาวไวกิ้งธรรมดาๆ ที่ทำงานรับใช้เอิร์ลของตัวเองเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ค่อยๆมีอิทธิพลและอำนาจขึ้นเรื่อยๆจากวีรกรรมอันไร้ศีลธรรม(แต่เป็นเรื่องที่ปรกติสำหรับเผ่านี้) ขณะเดียวกันความขัดแย้งกับฝ่ายต่างๆ ก็ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจากคนในเผ่าพันธุ์เดียวกันเอง หรือ จากคนที่อยู่ต่างแดน กระทั่งการทรยศหักหลังจากคนใกล้ชิด
เรื่องนี้จะดำเนินไปเรื่อยๆตั้งแต่แรคน่าร์ยังหนุ่ม จนถึงวัยปลายๆ จิตใจของเขาเปลี่ยนแปลงไปตามอายุและเหตุการณ์ที่ได้พบเจอ มีทั้งยุครุ่งเรืองและยุคที่ตกต่ำสุดๆจนไม่รู้ว่าจะขึ้นมาอยู่ที่เดิมได้รึไม่ เราจะได้เห็นลูกๆของแรคน่าร์เติบโตขึ้น และเตรียมพร้อมจะสร้างเรื่องยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นจริงตามประวัติศาสตร์(ในชีวิตจริง ลูกชายของแรคน่าร์ และโรโล่ที่เป็นพี่ชาย สร้างวีรกรรมดังๆไว้มากกว่าพระเอก)
ความป่าเถื่อน ความขัดแย้ง ฉากติดเรท พล็อตที่น่าสนใจ มีครบในเรื่องนี้ครับ
เพลงเปิดก็เพราะและให้บรรยากาศน่ากลัวดี (Fever Ray 'If I Had A Heart')
จุดเด่นในเรื่อง
เสน่ห์อย่างแรกของเรื่องนี้อยู่ที่ฉากต่อสู้แบบสงครามย่อมๆ ที่มีให้ดูบ่อย สงครามจะมีคนสู้กันแค่ฝ่ายละ 40-50 คน ไม่รู้ว่าที่จำนวนคนน้อย เป็นเพราะอ้างอิงตามประวัติศาสตร์ หรือ งบประมาณกันแน่ แต่ยังไงฉากต่อสู้ก็ทำได้มันส์ ไม่มีใครดูแล้วเก่งไร้เทียมทานเลย และไม่มีตัวละครนักรบที่บุคลิกซ้ำๆซากๆด้วย (ตอนแรกนึกว่ามี จนกระทั่งตัวละครแนวนั้นตายหมด) เราจะได้เห็นฉากต่อสู้ที่สะใจเกิดขึ้นทุกซีซั่น
นอกจากนี้ เนื่องจากพระเอก คือพวกไวกิ้ง ดังนั้นฝ่ายของเขาเลยมีลักษณะเป็นคนโหดร้ายป่าเถื่อน ทุกคน ปล้น ฆ่า ข่มขืน ทุกอย่างที่ขวางหน้าหมด เพราะวัฒนธรรมและศาสนาของพวกเขาอนุญาตให้ทำอย่างนั้น
จุดเด่นที่สอง ก็คือพล็อตความขัดแย้งการทรยศหักหลังที่เกิดขึ้นในเรื่อง ในช่วงแรกความขัดแย้งยังไม่มีเท่าไหร่ เพราะเน้นเรื่องการบุกปล้นสะดมของตัวเอกมากกว่า แต่พอซีซั่น2 เรื่องนี้ก็เริ่มเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการหักหลังของตัวละครต่างๆ ที่มีความเข้มข้นไม่แพ้เรื่องดังๆเลย
แต่การสร้างพล็อตของเรื่องนี้ ไม่ค่อยประณีตเหมือน Game of thrones หรือ Breaking Bad คือจะดูออกอย่างชัดเจนว่าขาดๆเกินๆ
เช่น หลายครั้งในเรื่องจะมีตัวละคร ที่มีปมที่จะสร้างปัญหาให้กับหลายคน แต่จู่ๆคนพวกนี้ก็จะถูกฆ่าทิ้งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หรือหายสาบสูญ เพราะคนเขียนบทคิดไม่ออกว่า จะให้ทำยังไงต่อหลังจากเกิดปมขัดแย้งขึ้น(อันนี้ทางทีมงานยอมรับเองเลย) ในเรื่องจึงมีตัวละครที่ถูกกำจัดทิ้งให้คนดูงงเพียบ แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องดี เพราะคนที่ถูกกำจัดส่วนมากจะเป็นตัวละครที่มีบทบาทไม่น่าสนใจ และปมที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ทำให้เรื่องสนุกเลย
แต่ความไม่ประณีตของพล็อตย่อย ก็ไม่ได้ทำให้เรื่องนี้เสียหายอะไร เพราะเนื้อหาหลักของเรื่องยังน่าสนุกน่าติดตามตลอด เรื่องนี้ชีวิตของตัวละครผกผันไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะพระเอก ไม่มีใครที่มีชีวิตหยุดอยู่กับที่ซักคนในเรื่องไวกิ้ง
จุดเด่นที่สาม คือ พระเอก แรคน่าร์ เป็นตัวละครที่มีบุคลิกและบทบาทที่มีมิติมาก แม้ช่วงแรกเขาจะมีมาดกวนๆ สามารถคิดแผนฉลาดล้ำลึกมาจัดการศัตรูได้ตลอด จนดูเหมือนจะเป็นพระเอกแบบเฝือๆเหมือนในภาพยนต์หลายเรื่อง ที่มักจะพลิกล็อคทุกอย่างด้วยกลยุทธ์วิจิตรพิสดารไม่มีใครคิดได้ (คล้ายกับการ์ตูนญี่ปุ่นช่วงหลัง ที่ชอบให้พระเอกท่าทางอ่อนแอแต่เก่งเรื่องการใช้สมองจัดการศัตรู)
โชคดีที่เรื่องนี้ คนเขียนบทออกแบบตัวละครเอกมาได้ดี แรคน่าร์เลยไม่ใช่ตัวละครที่มีคุณสมบัติเลิศหรูเหนือคนอื่นตลอดเวลา เขามีทั้งความโกรธเกลียด ความมัวเมา โรคซึมเศร้า ซึ่งมีสาเหตุจากสิ่งร้ายๆที่เขาเจอมาระหว่างดำเนินเรื่อง
แผนที่เขาคิดก็ใช่ว่าจะสำเร็จทุกครั้ง และบางทีก็เห็นแก่ตัวสุดๆ คาดเดาไม่ได้เลยว่าพระเอกของเราจะดีหรือจะร้ายตอนไหน จนรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟันเพืองหลักที่ทำให้เรื่องเดินเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงของทรงผมและรอยสักของแรคน่าร์ที่ดูเถื่อนขึ้นเรื่อยๆตามอายุ ก็เท่ดีอีกต่างหาก
จุดด้อย
ฉากบางฉาก ทำได้แย่ยิ่งกว่าหนังเกรดบี เช่น ฉากเล่าตำนาน Ragnarok ในซีซั่นแรก ฉากนี้ทีมงานพยายามทำให้การเล่าตำนานในห้องโถงดูไม่น่าเบื่อ แต่ไปๆมาๆ การแสดงประกอบตอนเล่าตำนานกลับทำออกมาได้เละเทะมากเหมือนการแสดงละครของเด็กประถม จนผมเกือบเลิกดูไปเลย แต่พอหลังจากนั้นก็ทำได้ออกมาน่าสนใจเหมือนเดิม
ฉากหนังเกรดบีอีกฉากคือฉากคนสู้กับหมีในซีซั่น4 ผมเข้าใจว่าผู้กำกับอยากให้ตัวละครตัวนี้ดูเก่ง เพราะสู้กับหมีได้ แต่ถ้าจะนำเสนอออกมาได้อนาถแบบนี้ สู้เขียนบทให้ตัวละครนั้นพุ่งใส่หมี แล้วตัดฉากสรุปผลการต่อสู้ไปเลยดีกว่า
สิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวละครที่อยู่ในเรื่องนี้ ส่วนมากเป็นตัวละครที่อยู่ในประวัติศาสตร์จริง และการรู้ว่าพวกเขาจะทำวีรกรรมอะไรในประวัติศาตร์ ก็ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเวลาเห็นตัวละครพวกนี้ด้วย (แต่ควรจะหาข้อมูลหลังจากดู Season 4 มากกว่า)
อันนี้คือรายชื่อของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จริง ที่โยงกับเรื่องนี้ครับ
- Siege of Paris
- Duke of Normandy
- Great Heathen Army
และวีรกรรมอีกมากมายจากลูกของแรคน่าร์หลายคน
8/10 ครับ ชอบบรรยากาศและฉากรบในเรื่องมาก
ช่วงนี้ Game of Thrones ซีซั่นใหม่ยังไม่มา ก็เลยหาอะไรมาดูแก้ขัดก่อนครับ
ผมได้ยินคำแนะนำมาซักพักแล้วว่า ถ้าอยากดูอะไรแนว GoT แต่เนื้อหาเบากว่า และโฟกัสตัวละครน้อยกว่า ให้ดูเรื่อง Vikings
ตอนแรกนึกว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ผมเอาไว้ดูกล้อมแกล้มแก้ขัดรอ GoT พอดูจบแล้วก็ลืมๆไป เหมือนซีรี่ย์ฝรั่งหลายเรื่อง
แต่ไปๆมาๆ Vikings กลับเป็น หนึ่งในเรื่องหลักที่ผมต้องตามดูเลย
เนื้อเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของพระเอก แรคนาร์ และครอบครัวของเขาที่เป็นชาวไวกิ้ง ตอนแรกแรคน่าร์เป็นแค่ชาวไวกิ้งธรรมดาๆ ที่ทำงานรับใช้เอิร์ลของตัวเองเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ค่อยๆมีอิทธิพลและอำนาจขึ้นเรื่อยๆจากวีรกรรมอันไร้ศีลธรรม(แต่เป็นเรื่องที่ปรกติสำหรับเผ่านี้) ขณะเดียวกันความขัดแย้งกับฝ่ายต่างๆ ก็ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจากคนในเผ่าพันธุ์เดียวกันเอง หรือ จากคนที่อยู่ต่างแดน กระทั่งการทรยศหักหลังจากคนใกล้ชิด
เรื่องนี้จะดำเนินไปเรื่อยๆตั้งแต่แรคน่าร์ยังหนุ่ม จนถึงวัยปลายๆ จิตใจของเขาเปลี่ยนแปลงไปตามอายุและเหตุการณ์ที่ได้พบเจอ มีทั้งยุครุ่งเรืองและยุคที่ตกต่ำสุดๆจนไม่รู้ว่าจะขึ้นมาอยู่ที่เดิมได้รึไม่ เราจะได้เห็นลูกๆของแรคน่าร์เติบโตขึ้น และเตรียมพร้อมจะสร้างเรื่องยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นจริงตามประวัติศาสตร์(ในชีวิตจริง ลูกชายของแรคน่าร์ และโรโล่ที่เป็นพี่ชาย สร้างวีรกรรมดังๆไว้มากกว่าพระเอก)
ความป่าเถื่อน ความขัดแย้ง ฉากติดเรท พล็อตที่น่าสนใจ มีครบในเรื่องนี้ครับ
เพลงเปิดก็เพราะและให้บรรยากาศน่ากลัวดี (Fever Ray 'If I Had A Heart')
จุดเด่นในเรื่อง
เสน่ห์อย่างแรกของเรื่องนี้อยู่ที่ฉากต่อสู้แบบสงครามย่อมๆ ที่มีให้ดูบ่อย สงครามจะมีคนสู้กันแค่ฝ่ายละ 40-50 คน ไม่รู้ว่าที่จำนวนคนน้อย เป็นเพราะอ้างอิงตามประวัติศาสตร์ หรือ งบประมาณกันแน่ แต่ยังไงฉากต่อสู้ก็ทำได้มันส์ ไม่มีใครดูแล้วเก่งไร้เทียมทานเลย และไม่มีตัวละครนักรบที่บุคลิกซ้ำๆซากๆด้วย (ตอนแรกนึกว่ามี จนกระทั่งตัวละครแนวนั้นตายหมด) เราจะได้เห็นฉากต่อสู้ที่สะใจเกิดขึ้นทุกซีซั่น
นอกจากนี้ เนื่องจากพระเอก คือพวกไวกิ้ง ดังนั้นฝ่ายของเขาเลยมีลักษณะเป็นคนโหดร้ายป่าเถื่อน ทุกคน ปล้น ฆ่า ข่มขืน ทุกอย่างที่ขวางหน้าหมด เพราะวัฒนธรรมและศาสนาของพวกเขาอนุญาตให้ทำอย่างนั้น
จุดเด่นที่สอง ก็คือพล็อตความขัดแย้งการทรยศหักหลังที่เกิดขึ้นในเรื่อง ในช่วงแรกความขัดแย้งยังไม่มีเท่าไหร่ เพราะเน้นเรื่องการบุกปล้นสะดมของตัวเอกมากกว่า แต่พอซีซั่น2 เรื่องนี้ก็เริ่มเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการหักหลังของตัวละครต่างๆ ที่มีความเข้มข้นไม่แพ้เรื่องดังๆเลย
แต่การสร้างพล็อตของเรื่องนี้ ไม่ค่อยประณีตเหมือน Game of thrones หรือ Breaking Bad คือจะดูออกอย่างชัดเจนว่าขาดๆเกินๆ
เช่น หลายครั้งในเรื่องจะมีตัวละคร ที่มีปมที่จะสร้างปัญหาให้กับหลายคน แต่จู่ๆคนพวกนี้ก็จะถูกฆ่าทิ้งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หรือหายสาบสูญ เพราะคนเขียนบทคิดไม่ออกว่า จะให้ทำยังไงต่อหลังจากเกิดปมขัดแย้งขึ้น(อันนี้ทางทีมงานยอมรับเองเลย) ในเรื่องจึงมีตัวละครที่ถูกกำจัดทิ้งให้คนดูงงเพียบ แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องดี เพราะคนที่ถูกกำจัดส่วนมากจะเป็นตัวละครที่มีบทบาทไม่น่าสนใจ และปมที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ทำให้เรื่องสนุกเลย
แต่ความไม่ประณีตของพล็อตย่อย ก็ไม่ได้ทำให้เรื่องนี้เสียหายอะไร เพราะเนื้อหาหลักของเรื่องยังน่าสนุกน่าติดตามตลอด เรื่องนี้ชีวิตของตัวละครผกผันไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะพระเอก ไม่มีใครที่มีชีวิตหยุดอยู่กับที่ซักคนในเรื่องไวกิ้ง
จุดเด่นที่สาม คือ พระเอก แรคน่าร์ เป็นตัวละครที่มีบุคลิกและบทบาทที่มีมิติมาก แม้ช่วงแรกเขาจะมีมาดกวนๆ สามารถคิดแผนฉลาดล้ำลึกมาจัดการศัตรูได้ตลอด จนดูเหมือนจะเป็นพระเอกแบบเฝือๆเหมือนในภาพยนต์หลายเรื่อง ที่มักจะพลิกล็อคทุกอย่างด้วยกลยุทธ์วิจิตรพิสดารไม่มีใครคิดได้ (คล้ายกับการ์ตูนญี่ปุ่นช่วงหลัง ที่ชอบให้พระเอกท่าทางอ่อนแอแต่เก่งเรื่องการใช้สมองจัดการศัตรู)
โชคดีที่เรื่องนี้ คนเขียนบทออกแบบตัวละครเอกมาได้ดี แรคน่าร์เลยไม่ใช่ตัวละครที่มีคุณสมบัติเลิศหรูเหนือคนอื่นตลอดเวลา เขามีทั้งความโกรธเกลียด ความมัวเมา โรคซึมเศร้า ซึ่งมีสาเหตุจากสิ่งร้ายๆที่เขาเจอมาระหว่างดำเนินเรื่อง
แผนที่เขาคิดก็ใช่ว่าจะสำเร็จทุกครั้ง และบางทีก็เห็นแก่ตัวสุดๆ คาดเดาไม่ได้เลยว่าพระเอกของเราจะดีหรือจะร้ายตอนไหน จนรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟันเพืองหลักที่ทำให้เรื่องเดินเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงของทรงผมและรอยสักของแรคน่าร์ที่ดูเถื่อนขึ้นเรื่อยๆตามอายุ ก็เท่ดีอีกต่างหาก
จุดด้อย
ฉากบางฉาก ทำได้แย่ยิ่งกว่าหนังเกรดบี เช่น ฉากเล่าตำนาน Ragnarok ในซีซั่นแรก ฉากนี้ทีมงานพยายามทำให้การเล่าตำนานในห้องโถงดูไม่น่าเบื่อ แต่ไปๆมาๆ การแสดงประกอบตอนเล่าตำนานกลับทำออกมาได้เละเทะมากเหมือนการแสดงละครของเด็กประถม จนผมเกือบเลิกดูไปเลย แต่พอหลังจากนั้นก็ทำได้ออกมาน่าสนใจเหมือนเดิม
ฉากหนังเกรดบีอีกฉากคือฉากคนสู้กับหมีในซีซั่น4 ผมเข้าใจว่าผู้กำกับอยากให้ตัวละครตัวนี้ดูเก่ง เพราะสู้กับหมีได้ แต่ถ้าจะนำเสนอออกมาได้อนาถแบบนี้ สู้เขียนบทให้ตัวละครนั้นพุ่งใส่หมี แล้วตัดฉากสรุปผลการต่อสู้ไปเลยดีกว่า
สิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวละครที่อยู่ในเรื่องนี้ ส่วนมากเป็นตัวละครที่อยู่ในประวัติศาสตร์จริง และการรู้ว่าพวกเขาจะทำวีรกรรมอะไรในประวัติศาตร์ ก็ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเวลาเห็นตัวละครพวกนี้ด้วย (แต่ควรจะหาข้อมูลหลังจากดู Season 4 มากกว่า)
อันนี้คือรายชื่อของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จริง ที่โยงกับเรื่องนี้ครับ
- Siege of Paris
- Duke of Normandy
- Great Heathen Army
และวีรกรรมอีกมากมายจากลูกของแรคน่าร์หลายคน
8/10 ครับ ชอบบรรยากาศและฉากรบในเรื่องมาก
Wednesday, October 26, 2016
Van Helsing - Darkness Blood
แม้เรื่องนี้เป็นการ์ตูนที่เนื้อหามีแค่ 3 เล่มจบ แต่กลับสามารถจับจองพื้นที่ดีๆในความทรงจำของผมได้เลย
Van Helsing - Darkness Blood เป็นการ์ตูนตลก ที่คนเขียนเริ่มเล่นมุขใส่คนอ่านตั้งแต่หน้าปก ด้วยภาพของตัวเอกที่ดูเคร่งขรึม ทั้งที่จริงๆแล้วเรื่องนี้คือการ์ตูนตลกบ้าบอคอแตกภายใต้ลายเส้นที่ดูซีเรียสจริงจังต่างหาก
วิธีการนำเสนอทั้งเล่มเป็นการ์ตูนที่จบในตอน เนื้อหาเกี่ยวกับตัวเอกที่เป็นนักล่าแวมไพร์และเหยื่อแต่ละรายของเขา อ่านพล็อตถึงตรงนี้แล้วอาจจะดูไม่มีปัญหาอะไร ก็เหมือนการ์ตูนแนวคนตามล่าสัตว์ประหลาดเรื่องอื่นๆ
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างในเรื่องนี้ผิดเพี้ยนต่างไป คือการที่พระเอกไม่มีทักษะต่อสู้อะไรเลย แถมสติสตังก็ไม่ค่อยเต็มเต็งด้วย โชคดีที่เขายังมีความเจ้าเล่ห์ปะปนอยู่ในความเพี้ยนอยู่บ้าง และพกดวงมาเต็มกระเป๋า ทำให้เขาสามารถเอาตัวรอดมาได้(แบบงงๆ)ตลอด บางทีอาจต้องให้เครดิตอาวุธพิลึกๆที่สมองระดับเด็กประถมของเขาสร้างขึ้นมาต่อสู้แวมไพร์ด้วยก็ได้
เนื่องจากเรื่องนี้เป็นการ์ตูนตลก อาหารจานหลักของมันจึงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากความฮาที่อยู่ในเรื่อง ซึ่งผมว่าส่วนนี้ทำได้ดีพอสมควร มุขที่อยู่ในเรื่องนี้ส่วนมากจะเป็นการล้อเลียนฉากต่างๆในการ์ตูนเรื่องอื่น เช่นฉากพูดเท่ๆที่ตัวละครในเรื่องอื่นมักจะเก็กก่อนพูดว่า 'ฮึ ชั้นทิ้งอดีตไปนานแล้ว' ก็จะถูกตัวเอกเรื่องนี้เอามาใช้อย่างไม่ถูกกาละเทศะ จนความเท่ของฉากพวกนี้ที่อยู่ในใจเราหายไปหมด หรือฉากคนใกล้ตายสั่งเสียที่สามารถเรียกน้ำตาจากคนอ่าน ก็จะถูกตัวเอกเรื่องนี้เอามาใช้แบบพร่ำเพรื่อจนไม่เหลือคุณค่าอะไรอีกเลย
ดังนั้น คนที่จะรู้สึกตลกกับมุขของเรื่องนี้ได้ ต้องเป็นคนที่อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมามากหน่อย เพื่อจะได้มีภาพฉากเท่ๆซึ้งๆ จากการ์ตูนพวกนั้นอยู่ในหัว แล้วค่อยมาดูว่ามันจะถูกปู้ยี้ปู้ยำยังไง
โชคดีที่มุขในเรื่องนี้ไม่ได้เน้นการอ้างอิงจากเอกลักษณ์ของการ์ตูนเรื่องดังๆอย่างกันดั้ม ดราก้อนบอล หรือ Initial D เหมือนที่การ์ตูนตลกมักจะทำกัน แต่จะใช้วิธีการอ้างอิงฉากเหตุการณ์ที่ใช้กันบ่อยๆในการ์ตูนทั่วไปแทน ดังนั้นคนอ่านจึงไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์กับการ์ตูนเรื่องใดเรื่องหนึ่งแบบเจาะจงเลย
ทางด้านประเด็นเรื่องความไหลลื่นในการอ่าน เรื่องนี้ค่อนข้างมีตัวหนังสือเยอะ เวลาอ่านอาจต้องตั้งใจหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับต้องเพ่งสมาธิอ่านแบบสุดๆถึงจะสนุกได้
ข้อดี
- ภาพสวย วาดบรรยากาศในโทนจริงจัง ขัดกับแนวของเรื่องได้ดี
- มุขฮาและล้อเลียนเนื้อหาการ์ตูนแบบกว้างๆ เลยเข้าใจง่ายกว่าการ์ตูนที่เน้นล้อเลียนการ์ตูนแบบเจาะจงเรื่องและเจาะจงฉาก จนกลายเป็นมุขวงในเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
- สาวๆในเรื่องก็วาดใช้ได้นะ
- สร้างตัวละครเอกได้โดดเด่นสุดๆ ทั้งเพี้ยนและมีอดีตที่น่าสนใจ ชวนให้คาดเดาว่าสมัยเด็กเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ตอนโตถึงได้กลายเป็นแบบนี้
- หน้าสุดท้ายที่เป็นบทสรุปของเรื่อง นึกไม่ถึงว่าจะทำออกมาดูตลกปนเหงาๆ
ข้อเสีย
- สั้นไปหน่อย อยากให้มีซัก5เล่ม แต่ถ้ายาวกว่านี้ ก็อาจจะมีแต่มุขซ้ำๆจนทำให้ภาพรวมของเรื่องแย่ลงจนไม่ประทับใจเท่านี้ ก็ถือว่าจบได้พอดีๆเหมือนกัน
ให้ 7.5/10 ครับ ไม่ใช่เรื่องระดับสุดยอด แต่ชอบมุขและบรรยากาศทมึนๆในเรื่องมาก เป็นเรื่องที่มีเอกลักษณ์ในตัวสูงพอสมควร ยังไงก็รู้สึกภูมิใจที่ได้ซื้อเก็บ
แต่คะแนนที่ผมให้การ์ตูนตลก อาจจะมีคนเห็นด้วยไม่เห็นด้วยต่างกันมากกว่าปรกติ เพราะผมสังเกตุว่า ความชอบการ์ตูนตลกของแต่ละคนในอินเตอร์เน็ต คาดเดาได้ยากกว่าการ์ตูนแนวอื่นมาก
ดังนั้นถ้าจะซื้อมาอ่านเพราะรีวิวนี้ ก็ควรเอาเรื่องข้างบนมาบวกลบด้วยครับ
Friday, August 26, 2016
WORLD WITHOUT END(นิยาย)
งวดนี้ขอย้ายมารีวิวนิยายสนุกๆที่กำลังอ่านบ้างครับ
WORLD WITHOUT END เป็นนิยายที่โด่งดังเนื้อหาอยู่ในยุคกลาง มีชื่อไทยยาวๆว่า 'ไม่มีวันสิ้นโลก พิภพจะสถิตตราบชั่วนิรันดร์'
จัดทำโดย สนพ นกฮูก เล่มหนา 1300 กว่าหน้า ราคา 820 บาท แต่งโดย Ken Follett มี ดร. กุลธิดา บุณยะกุล-ดันนากิ้น เป็นผู้แปล
เป็นเรื่องที่เนื้อหาอยู่ในยุคกลาง ในช่วงที่มี อัศวิน ลอร์ด เอิร์ล สงครามร้อยปี โจร โรคระบาด และการล่าแม่มด ซึงตัวเรื่องกล่าวถึงองค์ประกอบพวกนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในแง่การบริหารบ้านเมืองของเอิร์ล และลอร์ด ที่มีทั้งเข้มงวดหรือทรราช การแก่งแย่งชิงดีของพระในโบสถ์ หรืออ้างพระเจ้าเพื่อทำอะไรผิดๆ ชาวบ้านที่ถูกยุยงปลุกปั่นได้ง่าย ฉากรบของสงครามร้อยปีที่ดึงทุกชีวิตให้เป็นเหยื่อ โรคระบาดที่ทำให้ผู้คนตายยกเมือง การล่าแม่มดที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้จากข้อหาลอยๆ แม้จะเนื้อหาเรื่องนี้จะยาวมาก แต่แทบไม่มีตอนน่าเบื่อเลย ทุกช่วงน่าสนใจตลอด
พล็อตเรื่องจะเล่าถึงชีวิตของตัวละครหลักๆกลุ่มหนึ่งตั้งแต่เด็ก ไปจนโต ที่แต่ละคนต่างแยกกันไปมีชีวิตได้น่าสนใจมาก บางคนก็ตกตระกรรมลำบาก บางคนก็กลายเป็นคนเลวไปเลย บางคนก็กลายเป็นความหวังของคนอ่านที่จะช่วยกำจัดตัวร้ายให้ แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่เด่นจะมีแค่ตัวละครพวกนี้อย่างเดียว เพราะที่เด่นไม่แพ้กันก็คือเมืองเล็กๆชื่อคิงส์บริดส์ ที่พวกเขาอาศัยอยู่ เราจะเห็นการพัฒนาหรือการทรุดโทรมของมันไปพร้อมกับตัวละครหลัก เพราะทุกอย่างที่ผู้อาศัยในเมืองตัดสินใจทำ ล้วนก่อผลกับสภาพของเมืองคิงส์บริดจ์ทั้งสิ้น และคนในเมืองนี้ก็มักจะตัดสินใจทำอะไรไม่เข้าท่าซะด้วยสิ
ในเรื่องเต็มไปด้วยการขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนที่มีอำนาจในคิงส์บริดจ์ ไม่ว่าจะเป็นพระและผู้ปกครองเมือง กับชาวบ้านบางกลุ่มที่พยายามทำให้เมืองดีขึ้น ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างก็ใช้วิธีการทางการเมืองต่อสู้กัน เช่นปลุกปั่นให้คนส่วนใหญ่เห็นด้วย ใส่ร้ายกัน หรือไม่ก็ไปฟ้องผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า(ซึ่งมักจะใช้การตัดสินใจด้วยวิธีการเก่าคร่ำครึ) ต่างฝ่ายต่างผลัดกันแพ้ชนะไป และส่งให้สภาพของเมืองคิงส์บริดจ์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
แต่ก็ใช่ว่าในเรื่องจะไม่มอบความหวังให้กับเมืองคิงบริดจ์ที่เต็มไปด้วยพวกฉ้อฉลกับชาวบ้านหูเบา เพราะยังมีตัวละครเด่นบางตัวที่สะสมความเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆเพื่อมาต่อกรกับคนพวกนี้อยู่เหมือนกัน
ฉากที่อยู่ในเรื่องนี้มีทุกรสชาติ มีทั้งความรู้สึกเกลียดตัวร้าย ที่คอยครอบงำความคิดคนอื่นด้วยวิธีการฉลาดหลักแหลม มีฉากเถื่อนๆของการฆ่ากันในสงคราม หรือความคิดป่าเถื่อนของชาวบ้าน ฉากร่วมรักกัน หรือกระทั่งการคุกคามทางเพศ (ผู้หญิงถูกในเรื่องนี้ถูกจับหน้าอกกันเยอะเหลือเกิ๊น) เรื่องราวที่น่าสงสารของตัวละครบางตัว การปะทะคารมณ์ที่มันส์ดุเดือดแต่เข้าใจง่าย ความรักที่ของคู่รักบางคู่ที่ไม่รู้ว่าจะลงเอยยังไง
วิธีการเล่าเรื่องของKen Follet ทำได้ไหลลื่น เข้าใจง่ายมาก รวมถึงผู้แปลก็แปลได้ดีมากด้วย ผมอ่าน Game of throne ไม่กี่หน้าแล้วรู้สึกว่าไม่เพลินเท่าเรื่องนี้เลย แม้ว่าผมจะชอบซีรี่ย์GoTมากก็ตาม
ข้อดี
- อ่านไหลลื่น ไม่รู้สึกอ่านยาก หรือน่าเบื่อเลย มีเรื่องเข้มข้นในประเด็นใหม่เกิดขึ้นตลอด ไม่เจาะจงแค่ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง
- ตัวร้ายในเรื่อง ทำได้ดีมากทุกตัว แต่ละตัวก็ร้ายคนละแบบ อ่านแล้วรู้สึกเกลียดจนอยากเห็นว่ามันจะรับกรรมตอนไหน
- ให้ความรู้เกี่ยวกับยุคกลางมากมาย ใครเล่นเกม Crusader King 2 จะรู้สึกได้อรรถรสมากขึ้น เพราะเกมนี้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในยุคกลางเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยเน้นเรื่องชนชั้นปกครองอย่าง เอิร์ล ลอร์ด เท่าไหร่ มาเน้นอันดับที่ต่ำลงมาอย่าง เจ้าอาวาส แทน(ซึ่งเป็นผู้ปกครองเมืองประเภทหนึ่งเช่นกัน)
- บรรยายถึงความเกลียดชังของผู้คนในสังคมได้ดี อ่านแล้วรู้สึกว่าคนสมัยก่อนไม่ต่างกับยุคปัจจุบันนัก
- บางช่วงก็ได้อารมณ์เถื่อนหรือติดเรท
-ช่วงที่กล่าวถึงสงคราม ทำได้สนุกมาก แม้จะไม่ได้เน้นช่วงนี้นัก แต่ก็ทำเอาอยากเล่นเกมแนวสงครามยุคกลางขึ้นมาเลย
ข้อเสีย
- ประเด็นความรักของบางคู่น่ารำคาญนิดนึง แต่ยังดีที่ชายหญิงสองคนนี้ มีบททำให้ส่วนอื่นของเรื่องเข้มข้นขึ้น
10/10 ครับ สมกับเป็นนิยายที่โด่งดังเรื่องหนึ่ง โชคดีที่ผมหาซื้อเล่มมือ 1 ในราคาครึ่งนึงได้ แต่ต่อให้จ่ายเต็มก็ยังรู้สึกคุ้ม
Subscribe to:
Comments (Atom)







