Monday, November 14, 2016
พลิกชะตาชำระบาป
รีวิว พลิกชะตาชำระบาป (Rengoku no Karma)
สนพ Luckpim 5 เล่มจบ
เป็นการ์ตูนที่คนอ่านทั่วไปสามารถอ่านได้อีกเรื่องหนึ่งของ Luckpim ครับ
ถ้าเปิดอ่านเพียงแค่ตอนแรกๆ พลิกชะตาชำระบาป อาจจะดูเหมือนการ์ตูนแนว 'จับคนมาเล่นเกมส์เอาชีวิตรอด' ซึ่งเป็นแนวที่กำลังนิยมในตลาดตอนนี้ แต่พออ่านจริงๆ ก็จะพบว่าสิ่งที่ถูกเน้น คือการดำเนินเรื่องที่เข้มข้น กับ การตัดสินใจของตัวละครหลักที่มีผลกับเนื้อเรื่องซะมากกว่า
การ์ตูนเรื่องนี้เริ่มด้วยการสร้างปมหลายๆปมตั้งแต่ต้นเรื่องผ่านชีวิตของตัวละครเอกและบุคคลรอบกาย หลังจากนั้นจึงค่อยคลายปมต่างๆผ่านสายตาตัวเอก ซึ่งคนอ่านจะเรียนรู้เหตุการณ์ทุกอย่างผ่านตัวละครนี้ตลอดทั้งเรื่อง
ต้องขอชมว่าปมปริศนาต่างๆในเรื่องทำได้เข้มข้น และซึ้งดี อ่านเข้าใจง่ายด้วย
ภาพในเรื่องดูหนักแน่น และสื่ออารมณ์ผ่านหน้าตาของตัวละครได้ดีมาก ฉากไหนอยากเรียกอารมณ์อะไร คนวาดก็สร้างออกมาได้ตามความตั้งใจจริงๆ
ตัวละครหลายตัวดูมีมิติ ทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจเมื่อเรื่องเดินไปถึงจุดหนึ่ง ส่วนตัวร้ายก็ทำได้น่ารังเกียจดีครับ
สิ่งที่เป็นจุดเด่นคือ ความเข้มข้นของเนื้อเรื่อง การกระทำของตัวละคร ปัญหาที่ตัวเอกต้องแก้ ฉากคนใช้ความรุนแรง และความเกลียดชังของตัวละคร มีเนื้อหาติดเรทนิดหน่อย แต่ก็ถูกนำเสนอแบบอ้อมๆ ไม่มีอะไรที่ต้องเซนเซอร์
ส่วนฉากอื่นๆ เช่นฉากตลก ประเด็นความรัก หรือ ตอนสนุกสนานเบาๆไม่มีเลยครับ เน้นดำเนินเรื่องไปข้างหน้าอย่างเดียว (แต่การ์ตูนแถม 4 ช่องจบท้ายเล่ม ฮาใช้ได้นะ)
เรื่องนี้แบ่งเป็น 2 บท 2 ตัวเอก แต่เนื้อหาเกี่ยวข้องกัน
พล็อตของบทแรกคร่าวๆคือ ตัวเอกได้ฆ่าตัวตายเพื่อหนีการกลั่นแกล้งในโรงเรียน ทว่าหลังจากเสียชีวิตเขาก็ไม่ได้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก แต่กลับถูกลงโทษจากยมทูตสาวให้ชดใช้บาป เพราะการฆ่าตัวตายของเขาทำให้คนรอบกายเขาอีก 6 คน ต้องทุกข์ทรมานโดยที่เขาคาดไม่ถึง
ด้วยเหตุนี้ตัวเอกจึงต้องรับภารกิจชดใช้กรรมในร่างวิญญาณ เขาต้องกลับไปช่วยเหลือคนที่มีชีวิตลำบากเพราะการฆ่าตัวตายของเขาภายใต้ข้อจำกัดของกฏที่ยมทูตตั้งไว้จนเหมือนเป็นเกมส์อย่างหนึ่ง ในใจก็เฝ้าสงสัยว่า ความตายของเขาจะทำให้คนอื่นลำบากซักแค่ไหนกันเชียว
ส่วนบทที่สองก็คล้ายๆกัน แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันนิดหน่อย
เรื่องนี้อ่านไหลลื่นมากครับ ทั้งตัวหนังสือและจำนวนช่องต่อหนึ่งหน้า ทำออกมาได้เป๊ะมาก ทั้งที่เป็นการ์ตูนเน้นเนื้อเรื่อง ซึ่งน่าจะมีตัวหนังสือยุ่บยั่บจนอ่านได้ช้ากว่านี้
ข้อดี
- เนื้อเรื่องเข้มข้น อ่านแล้วยิ่งอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บางฉากก็ซึ้งสุดๆ
- ภูมิหลังตัวละคร ทำได้น่าสนใจทุกตัว
- ลายเส้นสวย และหนักแน่น เลยสื่ออารมณ์ในฉากต่างๆได้ดี
- มีติดเรทนิดหน่อย(แบบอ้อมๆ)
- ข้อคิดเรื่องการฆ่าตัวตาย ว่ามันจะมีผลกระทบกับคนอื่นๆที่แม้แต่เราก็คาดไม่ถึง เหมือนทฤษฏี Butterfly Effect
- อ่านไหลลื่นมากๆ ทั้งที่เป็นการ์ตูนแนวเน้นเนื้อเรื่องซึ่งน่าจะอ่านได้ฝืดกว่านี้
ข้อเสีย
- นอกจากเนื้อเรื่องเข้มข้น กับลายเส้นที่สื่ออารมณ์ออกมาได้ดี ก็ไม่มีประเด็นอื่นให้ชมอีก (แต่ก็ไม่มีให้ติเช่นกัน) เหมือนเป็นร้านอาหารที่ขายแต่เมนูอร่อยๆเมนูเดียว
- บทที่2 ตอนท้ายๆ ค่อนข้างรวบรัดไปหน่อย แต่ยังนับได้ว่าจบอย่างลงตัว
7/10 ครับ จะสนุกมากสำหรับคนที่ชอบอ่านการ์ตูนแนวเน้นเนื้อเรื่องล้วนๆเลย
Thursday, November 3, 2016
เมื่อแรกรักผลิบาน
รีวิว เมื่อแรกรักผลิบาน (Sakurasaku Shoukougun) 4 เล่มจบ สนพ Luckpim
ช่วงหลัง Luckpim เริ่มเอาการ์ตูนแนวรักๆใคร่ๆ ที่ 'ผู้อ่านทั่วไป' อ่านได้ มาขายมากขึ้น เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
เนื้อหาเกี่ยวกับ พระเอกที่เป็นเด็กเรียนไม่สนใจใคร ได้มีโอกาสมาใกล้ชิดกับกับเพื่อนสาวสมัยเด็กอีกครั้ง หลังจากเธอมาขอให้เขาติวหนังสือให้ เพราะเธอต้องการจะสอบเข้าโรงเรียนเดียวกับผู้ชายที่เธอแอบชอบ
แรกๆพระเอกก็ไม่ได้คิดอะไรกับการช่วยเหลือนี้ แต่พอนานๆเข้า เขาก็รู้ตัวว่าเขาตกหลุมรักเพื่อนตัวเองซะแล้ว แต่ก็รู้ว่าในใจเธอมีคนอื่นอยู่
จะเห็นว่าเรื่องนี้พล็อตไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก แต่การนำเสนอเนื้อหาทำได้ดี ทุกอย่างสื่อออกมาตรงๆ พล็อตเดินตลอด ไม่ค่อยมีตอนย่อยที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาหลัก อ่านแล้วไม่รู้สึกเบื่อ หรือเข้าไม่ถึง
ความสนุกของเรื่องจะมาจากความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลัก เช่นพระเอกคิดกับเพื่อนสาวของเขายังไง กำลังดีหรือกำลังทะเลาะกับเธอ และจะเรียกร้องความสนใจจากเธอยังไง เพราะเขาเป็นฝ่ายที่ตกหลุมรัก
ส่วนฝ่ายหญิงก็ถูกนำเสนอในรูปแบบคล้ายๆกัน แต่จะมีส่วนแตกต่างบ้าง เพราะความรู้สึกของเธอไม่เหมือนกับเขา
นอกจากนี้ ความสนุกอีกอย่างของเรื่อง ก็มาจากตัวละครหญิงหลักที่สร้างออกมาได้มีบุคลิกน่าสนใจและมีมิติ
เพื่อนสาวสมัยเด็กของพระเอกเป็นสาวผมทองนิสัยม้าดีดกระโหลก และออกทึ่มนิดๆ ชอบใช้แรงอันมหาศาลมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะสู้กับคนโน้น ต่อยคนนี้ จนทำให้พระเอกต้องปวดเศียรเวียนเกล้าบ่อยๆ
แต่นิสัยห้าวๆบ๊องๆของเธอ ก็สร้างเหตุการณ์น่าสนใจต่างๆให้กับเรื่องนี้มากมาย เช่นตอนที่จะเอาตัวเป็นเดิมพันเพื่อจะหาเศษตังค์หยอดตู้
ที่น่าสนใจคือ เธอเป็นตัวละครเดียวที่ดูมีมิติกว่าใครๆ เพราะในเรื่องจะสื่อให้เห็นการพัฒนาทางความคิด และความสับสนในใจเธอ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
ทางด้านปัจจัยภายนอก การยืนการนั่งของเธอจะเหมือนกับผู้ชาย และไม่ระวังตัวเลย ขณะที่ตัวละครหญิงอื่นๆในเรื่องจะไม่มีท่าทางแบบนี้ แต่โชคดี(?)ที่เธอใส่กางเกงขาสั้นตลอด จึงช่วยปกปิดใต้กระโปรงไว้ได้หลายฉาก นอกจากนี้ชุดที่ใส่ก็ดูทะมัดทะแมงเข้ากับคาแรคเตอร์ แต่ก็คับติ้วไปหน่อยแม้เจ้าตัวจะไม่ได้ตั้งใจจะโชว์ส่วนสัดก็ตาม
จำนวนช่องรูปภาพและตัวหนังสือต่อหนึ่งหน้ากระดาษ อยู่ในระดับกลางๆค่อนไปทางสูง อาจอ่านไม่ค่อยไหลลื่นนัก
ถ้าการ์ตูนอ่านลื่นๆอย่างบากิ มีปริมาณเนื้อหาต่อหนึ่งหน้ากระดาษเท่ากับ 1 ส่วนเรื่องที่ช่องเยอะๆตัวหนังสือเยอะๆ แบบวันพีซมีปริมาณเท่ากับ 10
เรื่องนี้ปริมาณเนื้อหาต่อหนึ่งหน้าอยู่ราวๆระดับ 7 ครับ
ข้อดี
- กระดาษดีตามประสาค่าย Luckpim
- ลายเส้นหนักแน่น ทำให้สื่ออารมณ์ของฉากต่างๆได้ดี
- คนอ่านทั่วไปอ่านแล้วรู้เรื่อง ไม่ได้เน้นเจาะกลุ่มคนอ่านที่ชอบอ่านการ์ตูนแนวตัวละครหญิงเยอะๆอย่างเดียว
- แม้จะไม่มีฉากเซอร์วิส แต่นางเอกก็ชอบใส่เสื้อผ้าสั้นๆและนั่งอ้าซ่าบ่อยเหลือเกิน
- ไม่มีตัวละครเยอะจนเกินความจำเป็น และไม่มีตัวละครที่มีบทให้รู้สึกน่ารำคาญ
ข้อเสีย
- มีแต่ประเด็นรักๆใคร่ๆอย่างเดียว ไม่มีฉากตลกหรือฉากที่ให้อารมณ์อื่น ไม่มีเนื้อหาย่อยที่น่าสนใจ เหมือนกินอาหารรสเดียวทั้งเรื่อง
6/10 ครับ
อาจจะดูคะแนนไม่มาก แต่ขอบอกว่า เรื่องที่ผมอ่านไม่ได้เลย จะได้คะแนนราวๆ 4 ลงมา มีเยอะมากด้วย ประมาณ 60% ของการ์ตูนในตลาด
ส่วนเรื่องที่ได้ 5 คะแนน จะเป็นการ์ตูนที่อ่านแล้วเข้าใจ แต่ไม่สนุกจนรู้สึกอยากติดตาม(เช่นโทริโกะในช่วงหลังๆ)
เรื่องไหนอยู่ในช่วง 6 คะแนน คือเรื่องที่สนุกจนผมสามารถอ่านได้จนจบ และน่าสนใจพอจนอยากเขียนรีวิวครับ
Friday, October 28, 2016
Vikings
รีวิว ซีรี่ย์ Vikings (ถึง season 4a ล่าสุด )
ช่วงนี้ Game of Thrones ซีซั่นใหม่ยังไม่มา ก็เลยหาอะไรมาดูแก้ขัดก่อนครับ
ผมได้ยินคำแนะนำมาซักพักแล้วว่า ถ้าอยากดูอะไรแนว GoT แต่เนื้อหาเบากว่า และโฟกัสตัวละครน้อยกว่า ให้ดูเรื่อง Vikings
ตอนแรกนึกว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ผมเอาไว้ดูกล้อมแกล้มแก้ขัดรอ GoT พอดูจบแล้วก็ลืมๆไป เหมือนซีรี่ย์ฝรั่งหลายเรื่อง
แต่ไปๆมาๆ Vikings กลับเป็น หนึ่งในเรื่องหลักที่ผมต้องตามดูเลย
เนื้อเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของพระเอก แรคนาร์ และครอบครัวของเขาที่เป็นชาวไวกิ้ง ตอนแรกแรคน่าร์เป็นแค่ชาวไวกิ้งธรรมดาๆ ที่ทำงานรับใช้เอิร์ลของตัวเองเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ค่อยๆมีอิทธิพลและอำนาจขึ้นเรื่อยๆจากวีรกรรมอันไร้ศีลธรรม(แต่เป็นเรื่องที่ปรกติสำหรับเผ่านี้) ขณะเดียวกันความขัดแย้งกับฝ่ายต่างๆ ก็ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจากคนในเผ่าพันธุ์เดียวกันเอง หรือ จากคนที่อยู่ต่างแดน กระทั่งการทรยศหักหลังจากคนใกล้ชิด
เรื่องนี้จะดำเนินไปเรื่อยๆตั้งแต่แรคน่าร์ยังหนุ่ม จนถึงวัยปลายๆ จิตใจของเขาเปลี่ยนแปลงไปตามอายุและเหตุการณ์ที่ได้พบเจอ มีทั้งยุครุ่งเรืองและยุคที่ตกต่ำสุดๆจนไม่รู้ว่าจะขึ้นมาอยู่ที่เดิมได้รึไม่ เราจะได้เห็นลูกๆของแรคน่าร์เติบโตขึ้น และเตรียมพร้อมจะสร้างเรื่องยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นจริงตามประวัติศาสตร์(ในชีวิตจริง ลูกชายของแรคน่าร์ และโรโล่ที่เป็นพี่ชาย สร้างวีรกรรมดังๆไว้มากกว่าพระเอก)
ความป่าเถื่อน ความขัดแย้ง ฉากติดเรท พล็อตที่น่าสนใจ มีครบในเรื่องนี้ครับ
เพลงเปิดก็เพราะและให้บรรยากาศน่ากลัวดี (Fever Ray 'If I Had A Heart')
จุดเด่นในเรื่อง
เสน่ห์อย่างแรกของเรื่องนี้อยู่ที่ฉากต่อสู้แบบสงครามย่อมๆ ที่มีให้ดูบ่อย สงครามจะมีคนสู้กันแค่ฝ่ายละ 40-50 คน ไม่รู้ว่าที่จำนวนคนน้อย เป็นเพราะอ้างอิงตามประวัติศาสตร์ หรือ งบประมาณกันแน่ แต่ยังไงฉากต่อสู้ก็ทำได้มันส์ ไม่มีใครดูแล้วเก่งไร้เทียมทานเลย และไม่มีตัวละครนักรบที่บุคลิกซ้ำๆซากๆด้วย (ตอนแรกนึกว่ามี จนกระทั่งตัวละครแนวนั้นตายหมด) เราจะได้เห็นฉากต่อสู้ที่สะใจเกิดขึ้นทุกซีซั่น
นอกจากนี้ เนื่องจากพระเอก คือพวกไวกิ้ง ดังนั้นฝ่ายของเขาเลยมีลักษณะเป็นคนโหดร้ายป่าเถื่อน ทุกคน ปล้น ฆ่า ข่มขืน ทุกอย่างที่ขวางหน้าหมด เพราะวัฒนธรรมและศาสนาของพวกเขาอนุญาตให้ทำอย่างนั้น
จุดเด่นที่สอง ก็คือพล็อตความขัดแย้งการทรยศหักหลังที่เกิดขึ้นในเรื่อง ในช่วงแรกความขัดแย้งยังไม่มีเท่าไหร่ เพราะเน้นเรื่องการบุกปล้นสะดมของตัวเอกมากกว่า แต่พอซีซั่น2 เรื่องนี้ก็เริ่มเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการหักหลังของตัวละครต่างๆ ที่มีความเข้มข้นไม่แพ้เรื่องดังๆเลย
แต่การสร้างพล็อตของเรื่องนี้ ไม่ค่อยประณีตเหมือน Game of thrones หรือ Breaking Bad คือจะดูออกอย่างชัดเจนว่าขาดๆเกินๆ
เช่น หลายครั้งในเรื่องจะมีตัวละคร ที่มีปมที่จะสร้างปัญหาให้กับหลายคน แต่จู่ๆคนพวกนี้ก็จะถูกฆ่าทิ้งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หรือหายสาบสูญ เพราะคนเขียนบทคิดไม่ออกว่า จะให้ทำยังไงต่อหลังจากเกิดปมขัดแย้งขึ้น(อันนี้ทางทีมงานยอมรับเองเลย) ในเรื่องจึงมีตัวละครที่ถูกกำจัดทิ้งให้คนดูงงเพียบ แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องดี เพราะคนที่ถูกกำจัดส่วนมากจะเป็นตัวละครที่มีบทบาทไม่น่าสนใจ และปมที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ทำให้เรื่องสนุกเลย
แต่ความไม่ประณีตของพล็อตย่อย ก็ไม่ได้ทำให้เรื่องนี้เสียหายอะไร เพราะเนื้อหาหลักของเรื่องยังน่าสนุกน่าติดตามตลอด เรื่องนี้ชีวิตของตัวละครผกผันไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะพระเอก ไม่มีใครที่มีชีวิตหยุดอยู่กับที่ซักคนในเรื่องไวกิ้ง
จุดเด่นที่สาม คือ พระเอก แรคน่าร์ เป็นตัวละครที่มีบุคลิกและบทบาทที่มีมิติมาก แม้ช่วงแรกเขาจะมีมาดกวนๆ สามารถคิดแผนฉลาดล้ำลึกมาจัดการศัตรูได้ตลอด จนดูเหมือนจะเป็นพระเอกแบบเฝือๆเหมือนในภาพยนต์หลายเรื่อง ที่มักจะพลิกล็อคทุกอย่างด้วยกลยุทธ์วิจิตรพิสดารไม่มีใครคิดได้ (คล้ายกับการ์ตูนญี่ปุ่นช่วงหลัง ที่ชอบให้พระเอกท่าทางอ่อนแอแต่เก่งเรื่องการใช้สมองจัดการศัตรู)
โชคดีที่เรื่องนี้ คนเขียนบทออกแบบตัวละครเอกมาได้ดี แรคน่าร์เลยไม่ใช่ตัวละครที่มีคุณสมบัติเลิศหรูเหนือคนอื่นตลอดเวลา เขามีทั้งความโกรธเกลียด ความมัวเมา โรคซึมเศร้า ซึ่งมีสาเหตุจากสิ่งร้ายๆที่เขาเจอมาระหว่างดำเนินเรื่อง
แผนที่เขาคิดก็ใช่ว่าจะสำเร็จทุกครั้ง และบางทีก็เห็นแก่ตัวสุดๆ คาดเดาไม่ได้เลยว่าพระเอกของเราจะดีหรือจะร้ายตอนไหน จนรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟันเพืองหลักที่ทำให้เรื่องเดินเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงของทรงผมและรอยสักของแรคน่าร์ที่ดูเถื่อนขึ้นเรื่อยๆตามอายุ ก็เท่ดีอีกต่างหาก
จุดด้อย
ฉากบางฉาก ทำได้แย่ยิ่งกว่าหนังเกรดบี เช่น ฉากเล่าตำนาน Ragnarok ในซีซั่นแรก ฉากนี้ทีมงานพยายามทำให้การเล่าตำนานในห้องโถงดูไม่น่าเบื่อ แต่ไปๆมาๆ การแสดงประกอบตอนเล่าตำนานกลับทำออกมาได้เละเทะมากเหมือนการแสดงละครของเด็กประถม จนผมเกือบเลิกดูไปเลย แต่พอหลังจากนั้นก็ทำได้ออกมาน่าสนใจเหมือนเดิม
ฉากหนังเกรดบีอีกฉากคือฉากคนสู้กับหมีในซีซั่น4 ผมเข้าใจว่าผู้กำกับอยากให้ตัวละครตัวนี้ดูเก่ง เพราะสู้กับหมีได้ แต่ถ้าจะนำเสนอออกมาได้อนาถแบบนี้ สู้เขียนบทให้ตัวละครนั้นพุ่งใส่หมี แล้วตัดฉากสรุปผลการต่อสู้ไปเลยดีกว่า
สิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวละครที่อยู่ในเรื่องนี้ ส่วนมากเป็นตัวละครที่อยู่ในประวัติศาสตร์จริง และการรู้ว่าพวกเขาจะทำวีรกรรมอะไรในประวัติศาตร์ ก็ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเวลาเห็นตัวละครพวกนี้ด้วย (แต่ควรจะหาข้อมูลหลังจากดู Season 4 มากกว่า)
อันนี้คือรายชื่อของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จริง ที่โยงกับเรื่องนี้ครับ
- Siege of Paris
- Duke of Normandy
- Great Heathen Army
และวีรกรรมอีกมากมายจากลูกของแรคน่าร์หลายคน
8/10 ครับ ชอบบรรยากาศและฉากรบในเรื่องมาก
ช่วงนี้ Game of Thrones ซีซั่นใหม่ยังไม่มา ก็เลยหาอะไรมาดูแก้ขัดก่อนครับ
ผมได้ยินคำแนะนำมาซักพักแล้วว่า ถ้าอยากดูอะไรแนว GoT แต่เนื้อหาเบากว่า และโฟกัสตัวละครน้อยกว่า ให้ดูเรื่อง Vikings
ตอนแรกนึกว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ผมเอาไว้ดูกล้อมแกล้มแก้ขัดรอ GoT พอดูจบแล้วก็ลืมๆไป เหมือนซีรี่ย์ฝรั่งหลายเรื่อง
แต่ไปๆมาๆ Vikings กลับเป็น หนึ่งในเรื่องหลักที่ผมต้องตามดูเลย
เนื้อเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของพระเอก แรคนาร์ และครอบครัวของเขาที่เป็นชาวไวกิ้ง ตอนแรกแรคน่าร์เป็นแค่ชาวไวกิ้งธรรมดาๆ ที่ทำงานรับใช้เอิร์ลของตัวเองเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ค่อยๆมีอิทธิพลและอำนาจขึ้นเรื่อยๆจากวีรกรรมอันไร้ศีลธรรม(แต่เป็นเรื่องที่ปรกติสำหรับเผ่านี้) ขณะเดียวกันความขัดแย้งกับฝ่ายต่างๆ ก็ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจากคนในเผ่าพันธุ์เดียวกันเอง หรือ จากคนที่อยู่ต่างแดน กระทั่งการทรยศหักหลังจากคนใกล้ชิด
เรื่องนี้จะดำเนินไปเรื่อยๆตั้งแต่แรคน่าร์ยังหนุ่ม จนถึงวัยปลายๆ จิตใจของเขาเปลี่ยนแปลงไปตามอายุและเหตุการณ์ที่ได้พบเจอ มีทั้งยุครุ่งเรืองและยุคที่ตกต่ำสุดๆจนไม่รู้ว่าจะขึ้นมาอยู่ที่เดิมได้รึไม่ เราจะได้เห็นลูกๆของแรคน่าร์เติบโตขึ้น และเตรียมพร้อมจะสร้างเรื่องยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นจริงตามประวัติศาสตร์(ในชีวิตจริง ลูกชายของแรคน่าร์ และโรโล่ที่เป็นพี่ชาย สร้างวีรกรรมดังๆไว้มากกว่าพระเอก)
ความป่าเถื่อน ความขัดแย้ง ฉากติดเรท พล็อตที่น่าสนใจ มีครบในเรื่องนี้ครับ
เพลงเปิดก็เพราะและให้บรรยากาศน่ากลัวดี (Fever Ray 'If I Had A Heart')
จุดเด่นในเรื่อง
เสน่ห์อย่างแรกของเรื่องนี้อยู่ที่ฉากต่อสู้แบบสงครามย่อมๆ ที่มีให้ดูบ่อย สงครามจะมีคนสู้กันแค่ฝ่ายละ 40-50 คน ไม่รู้ว่าที่จำนวนคนน้อย เป็นเพราะอ้างอิงตามประวัติศาสตร์ หรือ งบประมาณกันแน่ แต่ยังไงฉากต่อสู้ก็ทำได้มันส์ ไม่มีใครดูแล้วเก่งไร้เทียมทานเลย และไม่มีตัวละครนักรบที่บุคลิกซ้ำๆซากๆด้วย (ตอนแรกนึกว่ามี จนกระทั่งตัวละครแนวนั้นตายหมด) เราจะได้เห็นฉากต่อสู้ที่สะใจเกิดขึ้นทุกซีซั่น
นอกจากนี้ เนื่องจากพระเอก คือพวกไวกิ้ง ดังนั้นฝ่ายของเขาเลยมีลักษณะเป็นคนโหดร้ายป่าเถื่อน ทุกคน ปล้น ฆ่า ข่มขืน ทุกอย่างที่ขวางหน้าหมด เพราะวัฒนธรรมและศาสนาของพวกเขาอนุญาตให้ทำอย่างนั้น
จุดเด่นที่สอง ก็คือพล็อตความขัดแย้งการทรยศหักหลังที่เกิดขึ้นในเรื่อง ในช่วงแรกความขัดแย้งยังไม่มีเท่าไหร่ เพราะเน้นเรื่องการบุกปล้นสะดมของตัวเอกมากกว่า แต่พอซีซั่น2 เรื่องนี้ก็เริ่มเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการหักหลังของตัวละครต่างๆ ที่มีความเข้มข้นไม่แพ้เรื่องดังๆเลย
แต่การสร้างพล็อตของเรื่องนี้ ไม่ค่อยประณีตเหมือน Game of thrones หรือ Breaking Bad คือจะดูออกอย่างชัดเจนว่าขาดๆเกินๆ
เช่น หลายครั้งในเรื่องจะมีตัวละคร ที่มีปมที่จะสร้างปัญหาให้กับหลายคน แต่จู่ๆคนพวกนี้ก็จะถูกฆ่าทิ้งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หรือหายสาบสูญ เพราะคนเขียนบทคิดไม่ออกว่า จะให้ทำยังไงต่อหลังจากเกิดปมขัดแย้งขึ้น(อันนี้ทางทีมงานยอมรับเองเลย) ในเรื่องจึงมีตัวละครที่ถูกกำจัดทิ้งให้คนดูงงเพียบ แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องดี เพราะคนที่ถูกกำจัดส่วนมากจะเป็นตัวละครที่มีบทบาทไม่น่าสนใจ และปมที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ทำให้เรื่องสนุกเลย
แต่ความไม่ประณีตของพล็อตย่อย ก็ไม่ได้ทำให้เรื่องนี้เสียหายอะไร เพราะเนื้อหาหลักของเรื่องยังน่าสนุกน่าติดตามตลอด เรื่องนี้ชีวิตของตัวละครผกผันไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะพระเอก ไม่มีใครที่มีชีวิตหยุดอยู่กับที่ซักคนในเรื่องไวกิ้ง
จุดเด่นที่สาม คือ พระเอก แรคน่าร์ เป็นตัวละครที่มีบุคลิกและบทบาทที่มีมิติมาก แม้ช่วงแรกเขาจะมีมาดกวนๆ สามารถคิดแผนฉลาดล้ำลึกมาจัดการศัตรูได้ตลอด จนดูเหมือนจะเป็นพระเอกแบบเฝือๆเหมือนในภาพยนต์หลายเรื่อง ที่มักจะพลิกล็อคทุกอย่างด้วยกลยุทธ์วิจิตรพิสดารไม่มีใครคิดได้ (คล้ายกับการ์ตูนญี่ปุ่นช่วงหลัง ที่ชอบให้พระเอกท่าทางอ่อนแอแต่เก่งเรื่องการใช้สมองจัดการศัตรู)
โชคดีที่เรื่องนี้ คนเขียนบทออกแบบตัวละครเอกมาได้ดี แรคน่าร์เลยไม่ใช่ตัวละครที่มีคุณสมบัติเลิศหรูเหนือคนอื่นตลอดเวลา เขามีทั้งความโกรธเกลียด ความมัวเมา โรคซึมเศร้า ซึ่งมีสาเหตุจากสิ่งร้ายๆที่เขาเจอมาระหว่างดำเนินเรื่อง
แผนที่เขาคิดก็ใช่ว่าจะสำเร็จทุกครั้ง และบางทีก็เห็นแก่ตัวสุดๆ คาดเดาไม่ได้เลยว่าพระเอกของเราจะดีหรือจะร้ายตอนไหน จนรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟันเพืองหลักที่ทำให้เรื่องเดินเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงของทรงผมและรอยสักของแรคน่าร์ที่ดูเถื่อนขึ้นเรื่อยๆตามอายุ ก็เท่ดีอีกต่างหาก
จุดด้อย
ฉากบางฉาก ทำได้แย่ยิ่งกว่าหนังเกรดบี เช่น ฉากเล่าตำนาน Ragnarok ในซีซั่นแรก ฉากนี้ทีมงานพยายามทำให้การเล่าตำนานในห้องโถงดูไม่น่าเบื่อ แต่ไปๆมาๆ การแสดงประกอบตอนเล่าตำนานกลับทำออกมาได้เละเทะมากเหมือนการแสดงละครของเด็กประถม จนผมเกือบเลิกดูไปเลย แต่พอหลังจากนั้นก็ทำได้ออกมาน่าสนใจเหมือนเดิม
ฉากหนังเกรดบีอีกฉากคือฉากคนสู้กับหมีในซีซั่น4 ผมเข้าใจว่าผู้กำกับอยากให้ตัวละครตัวนี้ดูเก่ง เพราะสู้กับหมีได้ แต่ถ้าจะนำเสนอออกมาได้อนาถแบบนี้ สู้เขียนบทให้ตัวละครนั้นพุ่งใส่หมี แล้วตัดฉากสรุปผลการต่อสู้ไปเลยดีกว่า
สิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวละครที่อยู่ในเรื่องนี้ ส่วนมากเป็นตัวละครที่อยู่ในประวัติศาสตร์จริง และการรู้ว่าพวกเขาจะทำวีรกรรมอะไรในประวัติศาตร์ ก็ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเวลาเห็นตัวละครพวกนี้ด้วย (แต่ควรจะหาข้อมูลหลังจากดู Season 4 มากกว่า)
อันนี้คือรายชื่อของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จริง ที่โยงกับเรื่องนี้ครับ
- Siege of Paris
- Duke of Normandy
- Great Heathen Army
และวีรกรรมอีกมากมายจากลูกของแรคน่าร์หลายคน
8/10 ครับ ชอบบรรยากาศและฉากรบในเรื่องมาก
Wednesday, October 26, 2016
Van Helsing - Darkness Blood
แม้เรื่องนี้เป็นการ์ตูนที่เนื้อหามีแค่ 3 เล่มจบ แต่กลับสามารถจับจองพื้นที่ดีๆในความทรงจำของผมได้เลย
Van Helsing - Darkness Blood เป็นการ์ตูนตลก ที่คนเขียนเริ่มเล่นมุขใส่คนอ่านตั้งแต่หน้าปก ด้วยภาพของตัวเอกที่ดูเคร่งขรึม ทั้งที่จริงๆแล้วเรื่องนี้คือการ์ตูนตลกบ้าบอคอแตกภายใต้ลายเส้นที่ดูซีเรียสจริงจังต่างหาก
วิธีการนำเสนอทั้งเล่มเป็นการ์ตูนที่จบในตอน เนื้อหาเกี่ยวกับตัวเอกที่เป็นนักล่าแวมไพร์และเหยื่อแต่ละรายของเขา อ่านพล็อตถึงตรงนี้แล้วอาจจะดูไม่มีปัญหาอะไร ก็เหมือนการ์ตูนแนวคนตามล่าสัตว์ประหลาดเรื่องอื่นๆ
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างในเรื่องนี้ผิดเพี้ยนต่างไป คือการที่พระเอกไม่มีทักษะต่อสู้อะไรเลย แถมสติสตังก็ไม่ค่อยเต็มเต็งด้วย โชคดีที่เขายังมีความเจ้าเล่ห์ปะปนอยู่ในความเพี้ยนอยู่บ้าง และพกดวงมาเต็มกระเป๋า ทำให้เขาสามารถเอาตัวรอดมาได้(แบบงงๆ)ตลอด บางทีอาจต้องให้เครดิตอาวุธพิลึกๆที่สมองระดับเด็กประถมของเขาสร้างขึ้นมาต่อสู้แวมไพร์ด้วยก็ได้
เนื่องจากเรื่องนี้เป็นการ์ตูนตลก อาหารจานหลักของมันจึงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากความฮาที่อยู่ในเรื่อง ซึ่งผมว่าส่วนนี้ทำได้ดีพอสมควร มุขที่อยู่ในเรื่องนี้ส่วนมากจะเป็นการล้อเลียนฉากต่างๆในการ์ตูนเรื่องอื่น เช่นฉากพูดเท่ๆที่ตัวละครในเรื่องอื่นมักจะเก็กก่อนพูดว่า 'ฮึ ชั้นทิ้งอดีตไปนานแล้ว' ก็จะถูกตัวเอกเรื่องนี้เอามาใช้อย่างไม่ถูกกาละเทศะ จนความเท่ของฉากพวกนี้ที่อยู่ในใจเราหายไปหมด หรือฉากคนใกล้ตายสั่งเสียที่สามารถเรียกน้ำตาจากคนอ่าน ก็จะถูกตัวเอกเรื่องนี้เอามาใช้แบบพร่ำเพรื่อจนไม่เหลือคุณค่าอะไรอีกเลย
ดังนั้น คนที่จะรู้สึกตลกกับมุขของเรื่องนี้ได้ ต้องเป็นคนที่อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมามากหน่อย เพื่อจะได้มีภาพฉากเท่ๆซึ้งๆ จากการ์ตูนพวกนั้นอยู่ในหัว แล้วค่อยมาดูว่ามันจะถูกปู้ยี้ปู้ยำยังไง
โชคดีที่มุขในเรื่องนี้ไม่ได้เน้นการอ้างอิงจากเอกลักษณ์ของการ์ตูนเรื่องดังๆอย่างกันดั้ม ดราก้อนบอล หรือ Initial D เหมือนที่การ์ตูนตลกมักจะทำกัน แต่จะใช้วิธีการอ้างอิงฉากเหตุการณ์ที่ใช้กันบ่อยๆในการ์ตูนทั่วไปแทน ดังนั้นคนอ่านจึงไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์กับการ์ตูนเรื่องใดเรื่องหนึ่งแบบเจาะจงเลย
ทางด้านประเด็นเรื่องความไหลลื่นในการอ่าน เรื่องนี้ค่อนข้างมีตัวหนังสือเยอะ เวลาอ่านอาจต้องตั้งใจหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับต้องเพ่งสมาธิอ่านแบบสุดๆถึงจะสนุกได้
ข้อดี
- ภาพสวย วาดบรรยากาศในโทนจริงจัง ขัดกับแนวของเรื่องได้ดี
- มุขฮาและล้อเลียนเนื้อหาการ์ตูนแบบกว้างๆ เลยเข้าใจง่ายกว่าการ์ตูนที่เน้นล้อเลียนการ์ตูนแบบเจาะจงเรื่องและเจาะจงฉาก จนกลายเป็นมุขวงในเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
- สาวๆในเรื่องก็วาดใช้ได้นะ
- สร้างตัวละครเอกได้โดดเด่นสุดๆ ทั้งเพี้ยนและมีอดีตที่น่าสนใจ ชวนให้คาดเดาว่าสมัยเด็กเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ตอนโตถึงได้กลายเป็นแบบนี้
- หน้าสุดท้ายที่เป็นบทสรุปของเรื่อง นึกไม่ถึงว่าจะทำออกมาดูตลกปนเหงาๆ
ข้อเสีย
- สั้นไปหน่อย อยากให้มีซัก5เล่ม แต่ถ้ายาวกว่านี้ ก็อาจจะมีแต่มุขซ้ำๆจนทำให้ภาพรวมของเรื่องแย่ลงจนไม่ประทับใจเท่านี้ ก็ถือว่าจบได้พอดีๆเหมือนกัน
ให้ 7.5/10 ครับ ไม่ใช่เรื่องระดับสุดยอด แต่ชอบมุขและบรรยากาศทมึนๆในเรื่องมาก เป็นเรื่องที่มีเอกลักษณ์ในตัวสูงพอสมควร ยังไงก็รู้สึกภูมิใจที่ได้ซื้อเก็บ
แต่คะแนนที่ผมให้การ์ตูนตลก อาจจะมีคนเห็นด้วยไม่เห็นด้วยต่างกันมากกว่าปรกติ เพราะผมสังเกตุว่า ความชอบการ์ตูนตลกของแต่ละคนในอินเตอร์เน็ต คาดเดาได้ยากกว่าการ์ตูนแนวอื่นมาก
ดังนั้นถ้าจะซื้อมาอ่านเพราะรีวิวนี้ ก็ควรเอาเรื่องข้างบนมาบวกลบด้วยครับ
Friday, August 26, 2016
WORLD WITHOUT END(นิยาย)
งวดนี้ขอย้ายมารีวิวนิยายสนุกๆที่กำลังอ่านบ้างครับ
WORLD WITHOUT END เป็นนิยายที่โด่งดังเนื้อหาอยู่ในยุคกลาง มีชื่อไทยยาวๆว่า 'ไม่มีวันสิ้นโลก พิภพจะสถิตตราบชั่วนิรันดร์'
จัดทำโดย สนพ นกฮูก เล่มหนา 1300 กว่าหน้า ราคา 820 บาท แต่งโดย Ken Follett มี ดร. กุลธิดา บุณยะกุล-ดันนากิ้น เป็นผู้แปล
เป็นเรื่องที่เนื้อหาอยู่ในยุคกลาง ในช่วงที่มี อัศวิน ลอร์ด เอิร์ล สงครามร้อยปี โจร โรคระบาด และการล่าแม่มด ซึงตัวเรื่องกล่าวถึงองค์ประกอบพวกนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในแง่การบริหารบ้านเมืองของเอิร์ล และลอร์ด ที่มีทั้งเข้มงวดหรือทรราช การแก่งแย่งชิงดีของพระในโบสถ์ หรืออ้างพระเจ้าเพื่อทำอะไรผิดๆ ชาวบ้านที่ถูกยุยงปลุกปั่นได้ง่าย ฉากรบของสงครามร้อยปีที่ดึงทุกชีวิตให้เป็นเหยื่อ โรคระบาดที่ทำให้ผู้คนตายยกเมือง การล่าแม่มดที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้จากข้อหาลอยๆ แม้จะเนื้อหาเรื่องนี้จะยาวมาก แต่แทบไม่มีตอนน่าเบื่อเลย ทุกช่วงน่าสนใจตลอด
พล็อตเรื่องจะเล่าถึงชีวิตของตัวละครหลักๆกลุ่มหนึ่งตั้งแต่เด็ก ไปจนโต ที่แต่ละคนต่างแยกกันไปมีชีวิตได้น่าสนใจมาก บางคนก็ตกตระกรรมลำบาก บางคนก็กลายเป็นคนเลวไปเลย บางคนก็กลายเป็นความหวังของคนอ่านที่จะช่วยกำจัดตัวร้ายให้ แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่เด่นจะมีแค่ตัวละครพวกนี้อย่างเดียว เพราะที่เด่นไม่แพ้กันก็คือเมืองเล็กๆชื่อคิงส์บริดส์ ที่พวกเขาอาศัยอยู่ เราจะเห็นการพัฒนาหรือการทรุดโทรมของมันไปพร้อมกับตัวละครหลัก เพราะทุกอย่างที่ผู้อาศัยในเมืองตัดสินใจทำ ล้วนก่อผลกับสภาพของเมืองคิงส์บริดจ์ทั้งสิ้น และคนในเมืองนี้ก็มักจะตัดสินใจทำอะไรไม่เข้าท่าซะด้วยสิ
ในเรื่องเต็มไปด้วยการขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนที่มีอำนาจในคิงส์บริดจ์ ไม่ว่าจะเป็นพระและผู้ปกครองเมือง กับชาวบ้านบางกลุ่มที่พยายามทำให้เมืองดีขึ้น ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างก็ใช้วิธีการทางการเมืองต่อสู้กัน เช่นปลุกปั่นให้คนส่วนใหญ่เห็นด้วย ใส่ร้ายกัน หรือไม่ก็ไปฟ้องผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า(ซึ่งมักจะใช้การตัดสินใจด้วยวิธีการเก่าคร่ำครึ) ต่างฝ่ายต่างผลัดกันแพ้ชนะไป และส่งให้สภาพของเมืองคิงส์บริดจ์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
แต่ก็ใช่ว่าในเรื่องจะไม่มอบความหวังให้กับเมืองคิงบริดจ์ที่เต็มไปด้วยพวกฉ้อฉลกับชาวบ้านหูเบา เพราะยังมีตัวละครเด่นบางตัวที่สะสมความเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆเพื่อมาต่อกรกับคนพวกนี้อยู่เหมือนกัน
ฉากที่อยู่ในเรื่องนี้มีทุกรสชาติ มีทั้งความรู้สึกเกลียดตัวร้าย ที่คอยครอบงำความคิดคนอื่นด้วยวิธีการฉลาดหลักแหลม มีฉากเถื่อนๆของการฆ่ากันในสงคราม หรือความคิดป่าเถื่อนของชาวบ้าน ฉากร่วมรักกัน หรือกระทั่งการคุกคามทางเพศ (ผู้หญิงถูกในเรื่องนี้ถูกจับหน้าอกกันเยอะเหลือเกิ๊น) เรื่องราวที่น่าสงสารของตัวละครบางตัว การปะทะคารมณ์ที่มันส์ดุเดือดแต่เข้าใจง่าย ความรักที่ของคู่รักบางคู่ที่ไม่รู้ว่าจะลงเอยยังไง
วิธีการเล่าเรื่องของKen Follet ทำได้ไหลลื่น เข้าใจง่ายมาก รวมถึงผู้แปลก็แปลได้ดีมากด้วย ผมอ่าน Game of throne ไม่กี่หน้าแล้วรู้สึกว่าไม่เพลินเท่าเรื่องนี้เลย แม้ว่าผมจะชอบซีรี่ย์GoTมากก็ตาม
ข้อดี
- อ่านไหลลื่น ไม่รู้สึกอ่านยาก หรือน่าเบื่อเลย มีเรื่องเข้มข้นในประเด็นใหม่เกิดขึ้นตลอด ไม่เจาะจงแค่ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง
- ตัวร้ายในเรื่อง ทำได้ดีมากทุกตัว แต่ละตัวก็ร้ายคนละแบบ อ่านแล้วรู้สึกเกลียดจนอยากเห็นว่ามันจะรับกรรมตอนไหน
- ให้ความรู้เกี่ยวกับยุคกลางมากมาย ใครเล่นเกม Crusader King 2 จะรู้สึกได้อรรถรสมากขึ้น เพราะเกมนี้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในยุคกลางเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยเน้นเรื่องชนชั้นปกครองอย่าง เอิร์ล ลอร์ด เท่าไหร่ มาเน้นอันดับที่ต่ำลงมาอย่าง เจ้าอาวาส แทน(ซึ่งเป็นผู้ปกครองเมืองประเภทหนึ่งเช่นกัน)
- บรรยายถึงความเกลียดชังของผู้คนในสังคมได้ดี อ่านแล้วรู้สึกว่าคนสมัยก่อนไม่ต่างกับยุคปัจจุบันนัก
- บางช่วงก็ได้อารมณ์เถื่อนหรือติดเรท
-ช่วงที่กล่าวถึงสงคราม ทำได้สนุกมาก แม้จะไม่ได้เน้นช่วงนี้นัก แต่ก็ทำเอาอยากเล่นเกมแนวสงครามยุคกลางขึ้นมาเลย
ข้อเสีย
- ประเด็นความรักของบางคู่น่ารำคาญนิดนึง แต่ยังดีที่ชายหญิงสองคนนี้ มีบททำให้ส่วนอื่นของเรื่องเข้มข้นขึ้น
10/10 ครับ สมกับเป็นนิยายที่โด่งดังเรื่องหนึ่ง โชคดีที่ผมหาซื้อเล่มมือ 1 ในราคาครึ่งนึงได้ แต่ต่อให้จ่ายเต็มก็ยังรู้สึกคุ้ม
Sunday, June 12, 2016
โอโตยัง
รีวิว โอโตยัง หนุ่มข้าวปั้นพันธุ์นักสู้ สนพ Zenshu ออกถึง 12 เล่ม (ญี่ปุ่น 20 เล่ม ยังไม่จบ แต่ไม่ออกเล่มใหม่นานแล้ว)
การ์ตูนร้านซูชิเรื่องนี้ ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในไทยซักเท่าไหร่ แม้จะออกมานานแล้ว คงเป็นเพราะเนื้อเรื่องในเล่ม 1-4 ยังไม่ค่อยเข้มข้น เรื่อยเปื่อยเกินไป ไม่เน้นฉากทำซูชิหรือฉากรับประทาน ทำให้คนอ่านเลิกสนใจกันซะก่อน
แต่ถ้าใครอดทนผ่านเล่มแรกๆไปได้ (หรือข้ามมาอ่านเล่ม 5 เลย) ก็จะพบว่า เรื่องนี้เป็นการ์ตูนทำอาหารที่สนุกและดูอร่อยพอๆกับเรื่องดังๆเรื่องอื่นเลยครับ มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่นหลายอย่างแทรกมาให้อ่านเป็นระยะๆ เนื้อหาก็ดูสมจริง ไม่มีซูชิที่รสชาติเหนือปาฎิหาริย์อะไรเลย
เนื้อหาย่อคือ ชายหนุ่มชื่อ โอโตยัง ได้ย้ายจากโอซาก้าเข้ามาทำงานในร้านซูชิที่โตเกียว เพื่อจะลืมคนรักเก่า แม้ว่านิสัยจะดูเหมือนหนุ่มลูกทุ่งเพี้ยนๆ แต่ฝีมือการทำซูชิของเขาจัดว่าสูงมาก ชีวิตใหม่บทใหม่ของเขากำลังจะเริ่มขึ้น ทว่าขณะเดียวกัน ความวุ่นวายทั้งจากลูกค้า จากร้านซูชิร้านอื่น และองค์กรลึกลับที่มีแผนชั่วร้าย ก็กำลังรอเขาอยู่เช่นกัน
ในเล่มแรกๆ ส่วนมากเนื้อหาจะจบในตอน เกี่ยวกับชิวิตของคนในร้านซูชิกับบรรดาลูกค้าต่างๆ ที่มีความต้องการต่างกัน ทำให้พระเอกและคนในร้านต้องหาทางตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าเหล่านั้นให้ได้ เนื้อหาในช่วงนี้จะค่อนข้างเรื่อยเปื่อยตามประสาการ์ตูนจบในตอน ฉากทำอาหารหรือฉากกินจึงไม่ได้ถูกเน้นนัก คนที่เคยชินกับการ์ตูนทำอาหารเนื้อหาเข้มข้น เต็มไปด้วยภาพชวนหิว อย่าง จอมโหดกระทะเหล็ก ไอ้หนูซูชิ จะรู้สึกว่าไม่ชอบการดำเนินเรื่องแบบนี้เท่าไหร่ และจะถอดใจกันไปซะก่อน
แต่พอเล่ม5 เป็นต้นไป เรื่องเรื่องจะเข้มข้นขึ้น พระเอกจะถูกคนจากร้านอื่นมาหาเรื่องบ่อยๆและจบที่การประลองทำซูชิ ฉากทำอาหารและฉากกินจะถูกเน้นมากกว่าเดิม แต่ก็ไม่ลากยาวเป็นการแข่งขันทัวร์นาเม้นแบบที่หลายเรื่องชอบทำ เวลาอ่านเลยรู้สึกเหมือนเป็นการประลองแนวนักสู้ข้างถนนที่เกิดขึ้นแล้วจบไป ไม่ใช่การประลองที่ยืดจนกลายเป็นพล็อตใหญ่
และสิ่งที่ผมชอบอีกก็คือ ฉากทำอาหารในโอโตยัง ไม่มีการอ้อมค้อมแทรกดราม่าเหมือนการ์ตูนทำซูชิเรื่องอื่น ไม่มีฉากย้อนความหลัง ไม่ค่อยเสนอว่าตัวละครกำลังคิดอะไรอยู่
แต่จะเน้นไปที่ฉากของการทำซูชิ ฉากรับประทานอาหารแทน รวมถึงเกร็ดความรู้ที่แทรกเข้ามาในตอนนั้น พอทำอาหารเสร็จ กรรมการก็จะชิมทันที ไม่มีการดึงเรื่องให้ช้าเสียจังหวะ การดำเนินเรื่องเลยดูกระชับ และรู้สึกว่ามันเป็นการแข่งขันที่สมจริง
มีฉากตามหาวัตถุดิบบ้าง แต่ก็เป็นเพียงฉากสั้นๆ และชนวนเหตุที่ชักนำให้เกิดการประลองขึ้นก็ไม่อ้อมค้อมหรือซับซ้อน พูดง่ายๆว่า เรื่องนี้ตัดเข้าฉากทำอาหารเร็วกว่าไอ้หนูซูชิครับ เพราะเนื้อหาไม่มีฉากดราม่าหรือฉากความสัมพันธ์ของตัวละครเข้ามาแทรกมากนัก
นอกจากนี้ คู่ต่อสู้ต่างๆของพระเอก ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ส่วนมากจะได้แข่งกับพระเอก เพราะการ 'ทะเลาะ' กันเฉยๆมากกว่า พอจบการประลองก็ต่างคนต่างไป ไม่มีการเคียดแค้นพยาบาทกัน
แต่ก็ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีตัวละครฝ่ายร้ายที่ดูหวือหวา เพราะในพล็อตมีการกล่าวถึงองค์กรที่เรียกว่าสำนักอิตเทชินริวเป็นพักๆ ซึ่งมีชายสูงวัยใส่หน้ากากดูน่ากลัวเป็นหัวหน้า เป้าหมายขององค์กรนี้คือการกำจัดร้านซูชิที่ไม่อยู่ในเครือข่ายของตัวเองให้หมดสิ้นไป
แม้จะดูเป็นองค์กรชั่วร้ายธรรมดาๆเหมือนเรื่องอื่น แต่เนื่องจากในเรื่องนี้ มีบรรยากาศที่ดูสมจริงมาตลอด เลยน่าสนใจว่าเจ้าของเรื่องจะเอาความจริงจังที่อยู่ในเรื่องมาผสมกับตัวร้ายที่ดูเหมือนหลุดจากการ์ตูนแอ๊คชั่นยังไงเหมือนกัน
ฉากในเรื่องโอโตยังจะให้ความรู้สึกของปีในช่วง 1980-1990 กลางๆ แฟชั่นการแต่งตัวและทรงผมของผู้คนจะเหมือนกับในมิวสิควิดิโอช่วงที่เบิร์ด ธงชัย กับ ตู่นันทิดา กำลังดังๆ และเพราะเป็นการ์ตูนที่นำเสนอเรื่องราวในยุคนั้น บุคลิกของตัวละครหลายตัวจึงดู ซื่อๆง่ายๆ มีน้ำใจ หรือ ฝ่ายที่เกเรหน่อยก็จะดูห่ามๆแบบนักเลงลูกทุ่ง ได้อารมณ์ตัวละครในหนังยุคเก่าดี
ทางด้านจำนวนตัวหนังสือและจำนวนช่องของภาพ ต่อหนึ่งหน้ากระดาษ ทำได้ออกมาพอดีๆเลยครับ อ่านได้ไหลลื่นกว่าไอ้หนูซูชิ แต่ก็ไม่ถึงขนาดจอมโหดกระทะเหล็กที่หน้านึงมีแค่ช่องสองช่อง แป๊ปเดียวก็อ่านจบ
ข้อดี
- ฉากทำอาหาร ฉากชิมอาหาร ทำได้น่ากินตั้งแต่เล่ม 5 ขึ้นไป (ใครไม่เคยอ่าน ลองข้ามมาเล่ม 5 เลยก็ได้ เพราะเล่มแรกๆเนื้อเรื่องก็ไม่ได้เดินอะไรนัก)
- ฉากและตัวละครให้ความรู้สึกของยุค 80-90 ซึ่งแฟชั่นและนิสัยใจคอ ต่างกับคนในสมัยนี้มากมาย ได้อารมณ์ไปอีกแบบดี
- ไม่เน้นฉากซึ้ง ตัวละครมีความหลังเศร้า หรือเล่าความหลังเยอะๆแบบไอ้หนูซูชิ หรือ ไอ้หนุ่มซูชิของบูรพัฒน์
- มีฉากเกี่ยวกับอาหารบ่อยกว่าไอ้หนูซูชิ (หรืออาจจะมีเท่ากัน แต่เรื่องนี้ไม่เวิ่นเว้อ ก็เลยรู้สึกว่าเนื้อหาเดินมาถึงฉากเกี่ยวกับอาหารเร็วกว่าก็ได้)
- กระดาษดี
- แปลบุคลิกของพระเอกให้ดูลูกทุ่งได้ดีมาก เวลาเห็นพระเอกพูดแล้วลงท้ายว่า 'จ้า' ดูเข้ากันดี
- ตัวละครอื่นๆก็แปลคำพูดเหมือนคนยุคก่อนพูดคุยกัน เหมาะกับบรรยากาศในเรื่อง
- พล็อตเรื่อง หรือความขัดแย้ง ที่เป็นชนวนให้พระเอกได้ประลองฝีมือกับคนอื่น อ่านแล้วได้อารมณ์ร่วมอยากเห็นการแข่งขันระหว่างทั้งสองฝ่าย (เพราะถ้าฝ่ายตรงข้ามมันดูไม่น่าต่อสู้ด้วย คนอ่านคงไม่อยากอ่านต่อหรอกเนาะ)
- แทรกสาระน่ารู้หลายอย่างเกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่เรื่องของซูชิ แม้ว่าจะไม่ใช่ความรู้ที่เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆแบบ ไอ้หนุ่มราเม็งเปิปพิสดาร ก็ตาม สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้ก็ยังน่าสนใจอยู่ดี
ข้อเสีย
- ออกเล่มใหม่ช้ามาก แต่ Zenshu บอกว่าไม่ลอยแพแน่ (ปี2016)
- เล่ม 1-4 อาจจะมีคนไม่ชอบอยู่บ้าง เพราะมันเรื่อยเปื่อยเกิน
- สถานะของเล่ม 21 ในญี่ปุ่น จะหยุดแค่เล่ม 20 เลยมั้ยเพราะเล่มใหม่ไม่ออกที่ญี่ปุ่นนานแล้ว (แต่ผมไม่ซีเรียสเรื่องนี้ มีให้อ่านแค่ไหน ก็สนุกเท่าที่หาอ่านได้ก็พอแล้ว)
8.5/10 ครับ อ่านง่าย ตัวละครมีบุคลิกแตกต่างจากการ์ตูนยุคนี้ ภาพอาหารดูแล้วกระตุ้นความหิวดี
Sunday, June 5, 2016
ซามูไร โซลเยอร์
รีวิว: ซามูไร โซลเยอร์ Samurai Soldier
สนพ SIC 27 เล่มจบ (รีวิวถึงเล่ม23)
เรื่องนี้เป็นหนึ่งในการ์ตูนแนววัยรุ่นตีกันไม่กี่เรื่อง ที่ผมอ่านแล้วชอบครับ (ที่ชอบสุดคือจอมเกบูลส์)
ภาพรวมของเนื้อเรื่องจะออกแนวแก๊งค์นี้ปะทะแก๊งค์โน้น ตีกันมั่วซั่ว แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นการ์ตูนที่เน้นฉากต่อสู้ไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมาย เพราะในเรื่องมีพล็อตใหญ่เรื่องหนึ่งครอบครุมเอาไว้ตลอดด้วย ซึ่งก็คือความสัมพันธ์ของพระเอก กับอดีตเพื่อนรักที่เป็นหัวหน้าแก๊งค์เด็กวัยรุ่นที่เก่งกาจที่สุด ทั้งสองคนแตกหักกันด้วยเรื่องหนึ่ง และพระเอกต้องหยุดยั้งเพื่อนของเขาคนนี้ให้ได้
การต่อสู้ใน ซามูไร โซลเยอร์ มีการกระจายบทได้ดีมาก อ่านแล้วไม่รู้สึกเหมือนคนแต่งพยายามฝืนดันตัวละครไหนให้กลายเป็นตัวหลักเลย ไม่เหมือนการ์ตูนโชเนนจั๊มป์ที่จะกำหนดตัวละครหลักไว้ชุดนึง แล้วโยนฉากต่อสู้ให้กับตัวละครชุดนี้ไปเรื่อยๆ คนอ่านเรื่องนี้จะเดาได้ยากว่าใครจะได้จับคู่ต่อยกับใคร และไม่เกี่ยงด้วยว่าจะเป็นการต่อสู้แบบเดี่ยวๆหรือรุมกัน แถมตัวละครทุกตัวยังสามารถแพ้ได้ทุกเมื่อด้วย หากสถานการณ์ไม่เอ้ออำนวย แม้จะดูเทพแค่ไหนก็ตาม
ถ้าไม่นับฉากตีกันแล้ว การดำเนินเนื้อเรื่องของ ซามูไร โซลเยอร์ ก็ทำได้น่าสนใจครับ ทั้งพล็อตใหญ่หรือพล็อตย่อย อ่านแล้วไม่รู้สึกเหมือนว่ามีเนื้อเรื่องเอาไว้ประดับ เพื่อจะได้เข้าสู่ฉากสู้กันเท่านั้น
ในเรื่องมีฉากย้อนประวัติของตัวละครอยู่หลายตัว ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาได้ทำอะไรต่อสู้กับใครมาบ้าง หรือทำไมถึงกลายมาเป็นวัยรุ่นอันธพาล แม้จะไม่ถึงกับสร้างอารมณ์ร่วมให้รู้สึกซึ้งได้ หรือมีสิ่งให้น่าประหลาดใจ แต่ฉากย้อนความในเรื่องนี้อ่านแล้วเพลิดเพลินดี ทำให้เห็นตัวละครแต่งละคนลึกยิ่งขึ้น และเข้าใจการกระทำของพวกเขาขึ้นมาบ้าง
ฉากที่เสนอในเรื่องจะอยู่ในเมืองหรือตามร้านรวงต่างๆ คงเพราะตัวละครอยู่ในช่วงอายุราวๆ 18-20กลางๆ เลยไม่มีการกล่าวถึงโรงเรียนครับ และเนื่องจากเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากในเมืองยามค่ำคืนด้วยมั้ง ผมเลยรู้สึกไม่อึดอัดเหมือนตอนอ่านการ์ตูนแนววัยรุ่นตีกันหลายเรื่องที่เน้นฉากภายในโรงเรียนล้วนๆ
นอกจากนี้ในการ์ตูนวัยรุ่นอันธพาลช่วงหลังๆ นอกจากฉากบู๊และการดำเนินเรื่องแล้ว ก็มีองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่ง ที่เพิ่มมามีบทบาทสำคัญสำหรับการ์ตูนแนวนี้ ซึ่งก็คือแฟชั่นการแต่งกายหรือทรงผมของวัยรุ่นที่ออกแนวจิ๊กโก๋เท่ๆ
ในประเด็นนี้น่าเสียดายว่า คนวาดใส่ใจกับแฟชั่นจิ๊กโก๋แค่ตัวละครจากบทแรกเท่านั้น บทหลังๆตัวละครใหม่ๆจะแต่งตัวธรรมดา ไม่ค่อยดูเท่อะไรนัก
เนื้อเรื่องของ ซามูไร โซลเยอร์ จนถึงเล่ม 23 แบ่งออกเป็น 3 บท ทุกบทอยู่ภายใต้พล็อตหลักที่กล่าวไว้ข้างต้น คือพระเอกกลับมาที่ชิบุยะหลังจากหายตัวไปนาน เพื่อมาหยุดยั้งแผนของเพื่อนรักในอดีตที่หลงผิด เพราะเขารู้ว่าแผนดังกล่าวจะทำให้ทุกอย่างมีจุดจบไม่สวยแน่
บทแรกของเรื่องจะเน้นการตะลุมบอนของแก๊งค์ต่างๆในชิบุยะ เพื่อชิงการเป็นแก๊งค์อันดับหนึ่ง ขณะที่พระเอกกลับต้องการจะหยุดยั้งความบ้าคลั่งของแก๊งค์พวกนี้
เป็นบทที่ตะลุมบอนกันได้สนุก มีตัวละครแต่งกายเท่ๆออกมามากมาย ช่วงแรกๆอาจจะเน้นการต่อสู้ของพระเอกไปหน่อย แต่พอหลังๆเริ่มกระจายบทให้ตัวละครของแก๊งค์ต่างๆมาฉะกันอย่างมั่วซั่วสะใจ จนไปถึงบทสรุปที่ลงตัว และยังบอกใบ้กลายๆว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แนวที่จะให้พระเอกมาแก้ปัญหาทุกอย่างหรอกนะ
บทที่สอง ต่างกับบทแรกที่เป็นสีเทาๆไม่มีใครผิดใครถูก เพราะบทนี้แบ่งเป็นฝ่ายร้ายฝ่ายดีชัดเจน ใครเป็นตัวร้าย ก็จะมีบทร้ายๆไปเลย แต่ก็ยังดูไม่ออกว่าใครจะได้สู้กับใครเหมือนเดิม การแต่งกายของฝ่ายร้ายในบทที่สอง ดูธรรมดาไปหน่อย ไม่ค่อยมีใครใส่ชุดวัยรุ่นอันธพาลเท่ๆแบบบทแรก
แม้บทนี้จะดูเป็นสงครามกลางเมือง ที่เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่มันกลับถูกเฉลยว่ามีความหมายมากกว่านั้นในบทที่สาม
บทที่สาม พึ่งเริ่มมาเพียงไม่กี่เล่ม แม้ว่ายังไม่มีฉากต่อสู้ แต่เนื้อเรื่องกลับเข้มข้นเท่าเดิมเพราะเกี่ยวกับการหักเหลี่ยมเฉือนคมภายในองค์กรยากุซ่า ที่เหล่าวัยรุ่นในเรื่องไปเกี่ยวข้องด้วย
บทนี้เริ่มเฉลยความลับในเรื่องหลายอย่าง และชี้ให้เห็นพล็อตหลักอย่างชัดๆ จนน่าสงสัยว่าบทนี้คือบทสุดท้ายหรือไม่ ถ้าใช่ก็นับว่าเป็นการจบที่ลงตัวเหมือนกัน
แต่ก็เสียดายว่าเรื่องนี้ยังขยายเนื้อหาไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ถึง 30-40 เล่มก็ยังไหว ถ้าไม่จบที่บทนี้ไปซะก่อน
จำนวนช่องต่อหนึ่งหน้าและจำนวนตัวหนังสือของ ซามูไร โซลเยอร์ ถือว่าอ่านได้ไหลลื่นมากครับ แม้บางช่วงตัวหนังสือเยอะหน่อย แต่ผมก็ยังถือว่าเป็นการ์ตูนที่อ่านได้โดยไม่ต้องเพ่งสมาธิซักเท่าไหร่
ข้อดี
- เนื้อเรื่องดี แม้ว่าจะไม่ถึงกับเยี่ยมยอด แต่อ่านแล้วไม่เบื่อแน่ๆ
- ฉากย้อนความหลัง ทำได้น่าสนใจ
- ฉากบู๊สนุก และคาดเดาได้ยาก ว่าใครจะได้สู้กับใคร
- ไม่เซนเซอร์ฉากติดเรทด้วยล่ะ
- กระจายบทต่อสู้ได้ดี ไม่เจาะจงว่าตัวละครนู้นนี้ต้องได้สู้
- ไม่มีตัวละครเก่งเว่อร์ แม้กระทั่งพระเอกก็ตาม
- เน้นฉากในเมือง ไม่มีฉากเกี่ยวกับโรงเรียนเลย
ข้อเสีย
- แฟชั่นจิ๊กโก๋เท่ๆ มาจากตัวละครในบทแรกเท่านั้น
- ทิศทางของเรื่องในบทที่สาม ว่าจะเน้นการตีกันของวัยรุ่นอยู่หรือไม่ หรือจะเปลี่ยนมาเชือดเฉือนกันด้วยอำนาจ
7.5/10 ครับ แต่คนอ่านที่ชอบแนววัยรุ่นอันธพาล อาจจะรู้สึกว่ามันสนุกระดับ 8-9/10 เลยก็ได้
แม้ผมจะให้คะแนนไม่สูงมาก แต่เท่าที่นึกออก ก็มีการ์ตูนในแนวเดียวกันเพียงไม่กี่เรื่อง ที่จะสนุกกว่า ซามูไร โซลเยอร์ ได้
Subscribe to:
Comments (Atom)







