Wednesday, October 26, 2016

Van Helsing - Darkness Blood



รีวิว Van Helsing - Darkness Blood (สนพ SIC  3 เล่มจบ)

แม้เรื่องนี้เป็นการ์ตูนที่เนื้อหามีแค่ 3 เล่มจบ แต่กลับสามารถจับจองพื้นที่ดีๆในความทรงจำของผมได้เลย
Van Helsing - Darkness Blood เป็นการ์ตูนตลก ที่คนเขียนเริ่มเล่นมุขใส่คนอ่านตั้งแต่หน้าปก ด้วยภาพของตัวเอกที่ดูเคร่งขรึม ทั้งที่จริงๆแล้วเรื่องนี้คือการ์ตูนตลกบ้าบอคอแตกภายใต้ลายเส้นที่ดูซีเรียสจริงจังต่างหาก

วิธีการนำเสนอทั้งเล่มเป็นการ์ตูนที่จบในตอน  เนื้อหาเกี่ยวกับตัวเอกที่เป็นนักล่าแวมไพร์และเหยื่อแต่ละรายของเขา อ่านพล็อตถึงตรงนี้แล้วอาจจะดูไม่มีปัญหาอะไร ก็เหมือนการ์ตูนแนวคนตามล่าสัตว์ประหลาดเรื่องอื่นๆ
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างในเรื่องนี้ผิดเพี้ยนต่างไป คือการที่พระเอกไม่มีทักษะต่อสู้อะไรเลย แถมสติสตังก็ไม่ค่อยเต็มเต็งด้วย โชคดีที่เขายังมีความเจ้าเล่ห์ปะปนอยู่ในความเพี้ยนอยู่บ้าง และพกดวงมาเต็มกระเป๋า ทำให้เขาสามารถเอาตัวรอดมาได้(แบบงงๆ)ตลอด บางทีอาจต้องให้เครดิตอาวุธพิลึกๆที่สมองระดับเด็กประถมของเขาสร้างขึ้นมาต่อสู้แวมไพร์ด้วยก็ได้

เนื่องจากเรื่องนี้เป็นการ์ตูนตลก อาหารจานหลักของมันจึงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากความฮาที่อยู่ในเรื่อง ซึ่งผมว่าส่วนนี้ทำได้ดีพอสมควร มุขที่อยู่ในเรื่องนี้ส่วนมากจะเป็นการล้อเลียนฉากต่างๆในการ์ตูนเรื่องอื่น เช่นฉากพูดเท่ๆที่ตัวละครในเรื่องอื่นมักจะเก็กก่อนพูดว่า 'ฮึ ชั้นทิ้งอดีตไปนานแล้ว' ก็จะถูกตัวเอกเรื่องนี้เอามาใช้อย่างไม่ถูกกาละเทศะ จนความเท่ของฉากพวกนี้ที่อยู่ในใจเราหายไปหมด หรือฉากคนใกล้ตายสั่งเสียที่สามารถเรียกน้ำตาจากคนอ่าน ก็จะถูกตัวเอกเรื่องนี้เอามาใช้แบบพร่ำเพรื่อจนไม่เหลือคุณค่าอะไรอีกเลย
ดังนั้น คนที่จะรู้สึกตลกกับมุขของเรื่องนี้ได้ ต้องเป็นคนที่อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมามากหน่อย เพื่อจะได้มีภาพฉากเท่ๆซึ้งๆ จากการ์ตูนพวกนั้นอยู่ในหัว แล้วค่อยมาดูว่ามันจะถูกปู้ยี้ปู้ยำยังไง
โชคดีที่มุขในเรื่องนี้ไม่ได้เน้นการอ้างอิงจากเอกลักษณ์ของการ์ตูนเรื่องดังๆอย่างกันดั้ม ดราก้อนบอล หรือ Initial D เหมือนที่การ์ตูนตลกมักจะทำกัน แต่จะใช้วิธีการอ้างอิงฉากเหตุการณ์ที่ใช้กันบ่อยๆในการ์ตูนทั่วไปแทน ดังนั้นคนอ่านจึงไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์กับการ์ตูนเรื่องใดเรื่องหนึ่งแบบเจาะจงเลย

ทางด้านประเด็นเรื่องความไหลลื่นในการอ่าน เรื่องนี้ค่อนข้างมีตัวหนังสือเยอะ เวลาอ่านอาจต้องตั้งใจหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับต้องเพ่งสมาธิอ่านแบบสุดๆถึงจะสนุกได้

ข้อดี
- ภาพสวย วาดบรรยากาศในโทนจริงจัง ขัดกับแนวของเรื่องได้ดี
- มุขฮาและล้อเลียนเนื้อหาการ์ตูนแบบกว้างๆ เลยเข้าใจง่ายกว่าการ์ตูนที่เน้นล้อเลียนการ์ตูนแบบเจาะจงเรื่องและเจาะจงฉาก จนกลายเป็นมุขวงในเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
- สาวๆในเรื่องก็วาดใช้ได้นะ
- สร้างตัวละครเอกได้โดดเด่นสุดๆ ทั้งเพี้ยนและมีอดีตที่น่าสนใจ ชวนให้คาดเดาว่าสมัยเด็กเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ตอนโตถึงได้กลายเป็นแบบนี้
- หน้าสุดท้ายที่เป็นบทสรุปของเรื่อง นึกไม่ถึงว่าจะทำออกมาดูตลกปนเหงาๆ

ข้อเสีย
- สั้นไปหน่อย อยากให้มีซัก5เล่ม  แต่ถ้ายาวกว่านี้ ก็อาจจะมีแต่มุขซ้ำๆจนทำให้ภาพรวมของเรื่องแย่ลงจนไม่ประทับใจเท่านี้ ก็ถือว่าจบได้พอดีๆเหมือนกัน

ให้ 7.5/10 ครับ  ไม่ใช่เรื่องระดับสุดยอด  แต่ชอบมุขและบรรยากาศทมึนๆในเรื่องมาก เป็นเรื่องที่มีเอกลักษณ์ในตัวสูงพอสมควร ยังไงก็รู้สึกภูมิใจที่ได้ซื้อเก็บ
แต่คะแนนที่ผมให้การ์ตูนตลก อาจจะมีคนเห็นด้วยไม่เห็นด้วยต่างกันมากกว่าปรกติ  เพราะผมสังเกตุว่า ความชอบการ์ตูนตลกของแต่ละคนในอินเตอร์เน็ต คาดเดาได้ยากกว่าการ์ตูนแนวอื่นมาก
ดังนั้นถ้าจะซื้อมาอ่านเพราะรีวิวนี้ ก็ควรเอาเรื่องข้างบนมาบวกลบด้วยครับ


Friday, August 26, 2016

WORLD WITHOUT END(นิยาย)


งวดนี้ขอย้ายมารีวิวนิยายสนุกๆที่กำลังอ่านบ้างครับ
WORLD WITHOUT END เป็นนิยายที่โด่งดังเนื้อหาอยู่ในยุคกลาง มีชื่อไทยยาวๆว่า 'ไม่มีวันสิ้นโลก พิภพจะสถิตตราบชั่วนิรันดร์'
จัดทำโดย สนพ นกฮูก เล่มหนา 1300 กว่าหน้า ราคา 820 บาท  แต่งโดย Ken Follett มี ดร. กุลธิดา บุณยะกุล-ดันนากิ้น เป็นผู้แปล

 เป็นเรื่องที่เนื้อหาอยู่ในยุคกลาง ในช่วงที่มี อัศวิน ลอร์ด เอิร์ล สงครามร้อยปี โจร โรคระบาด และการล่าแม่มด ซึงตัวเรื่องกล่าวถึงองค์ประกอบพวกนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในแง่การบริหารบ้านเมืองของเอิร์ล และลอร์ด ที่มีทั้งเข้มงวดหรือทรราช การแก่งแย่งชิงดีของพระในโบสถ์ หรืออ้างพระเจ้าเพื่อทำอะไรผิดๆ ชาวบ้านที่ถูกยุยงปลุกปั่นได้ง่าย ฉากรบของสงครามร้อยปีที่ดึงทุกชีวิตให้เป็นเหยื่อ โรคระบาดที่ทำให้ผู้คนตายยกเมือง การล่าแม่มดที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้จากข้อหาลอยๆ แม้จะเนื้อหาเรื่องนี้จะยาวมาก แต่แทบไม่มีตอนน่าเบื่อเลย ทุกช่วงน่าสนใจตลอด

พล็อตเรื่องจะเล่าถึงชีวิตของตัวละครหลักๆกลุ่มหนึ่งตั้งแต่เด็ก ไปจนโต ที่แต่ละคนต่างแยกกันไปมีชีวิตได้น่าสนใจมาก บางคนก็ตกตระกรรมลำบาก บางคนก็กลายเป็นคนเลวไปเลย บางคนก็กลายเป็นความหวังของคนอ่านที่จะช่วยกำจัดตัวร้ายให้ แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่เด่นจะมีแค่ตัวละครพวกนี้อย่างเดียว เพราะที่เด่นไม่แพ้กันก็คือเมืองเล็กๆชื่อคิงส์บริดส์ ที่พวกเขาอาศัยอยู่ เราจะเห็นการพัฒนาหรือการทรุดโทรมของมันไปพร้อมกับตัวละครหลัก เพราะทุกอย่างที่ผู้อาศัยในเมืองตัดสินใจทำ ล้วนก่อผลกับสภาพของเมืองคิงส์บริดจ์ทั้งสิ้น และคนในเมืองนี้ก็มักจะตัดสินใจทำอะไรไม่เข้าท่าซะด้วยสิ

ในเรื่องเต็มไปด้วยการขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนที่มีอำนาจในคิงส์บริดจ์ ไม่ว่าจะเป็นพระและผู้ปกครองเมือง กับชาวบ้านบางกลุ่มที่พยายามทำให้เมืองดีขึ้น ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างก็ใช้วิธีการทางการเมืองต่อสู้กัน เช่นปลุกปั่นให้คนส่วนใหญ่เห็นด้วย ใส่ร้ายกัน หรือไม่ก็ไปฟ้องผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า(ซึ่งมักจะใช้การตัดสินใจด้วยวิธีการเก่าคร่ำครึ) ต่างฝ่ายต่างผลัดกันแพ้ชนะไป และส่งให้สภาพของเมืองคิงส์บริดจ์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
แต่ก็ใช่ว่าในเรื่องจะไม่มอบความหวังให้กับเมืองคิงบริดจ์ที่เต็มไปด้วยพวกฉ้อฉลกับชาวบ้านหูเบา เพราะยังมีตัวละครเด่นบางตัวที่สะสมความเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆเพื่อมาต่อกรกับคนพวกนี้อยู่เหมือนกัน

ฉากที่อยู่ในเรื่องนี้มีทุกรสชาติ  มีทั้งความรู้สึกเกลียดตัวร้าย ที่คอยครอบงำความคิดคนอื่นด้วยวิธีการฉลาดหลักแหลม  มีฉากเถื่อนๆของการฆ่ากันในสงคราม หรือความคิดป่าเถื่อนของชาวบ้าน ฉากร่วมรักกัน หรือกระทั่งการคุกคามทางเพศ (ผู้หญิงถูกในเรื่องนี้ถูกจับหน้าอกกันเยอะเหลือเกิ๊น) เรื่องราวที่น่าสงสารของตัวละครบางตัว การปะทะคารมณ์ที่มันส์ดุเดือดแต่เข้าใจง่าย ความรักที่ของคู่รักบางคู่ที่ไม่รู้ว่าจะลงเอยยังไง
วิธีการเล่าเรื่องของKen Follet ทำได้ไหลลื่น เข้าใจง่ายมาก รวมถึงผู้แปลก็แปลได้ดีมากด้วย ผมอ่าน Game of throne ไม่กี่หน้าแล้วรู้สึกว่าไม่เพลินเท่าเรื่องนี้เลย แม้ว่าผมจะชอบซีรี่ย์GoTมากก็ตาม

ข้อดี
- อ่านไหลลื่น ไม่รู้สึกอ่านยาก หรือน่าเบื่อเลย  มีเรื่องเข้มข้นในประเด็นใหม่เกิดขึ้นตลอด ไม่เจาะจงแค่ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง
- ตัวร้ายในเรื่อง ทำได้ดีมากทุกตัว  แต่ละตัวก็ร้ายคนละแบบ อ่านแล้วรู้สึกเกลียดจนอยากเห็นว่ามันจะรับกรรมตอนไหน
- ให้ความรู้เกี่ยวกับยุคกลางมากมาย ใครเล่นเกม Crusader King 2 จะรู้สึกได้อรรถรสมากขึ้น เพราะเกมนี้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในยุคกลางเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยเน้นเรื่องชนชั้นปกครองอย่าง เอิร์ล ลอร์ด เท่าไหร่ มาเน้นอันดับที่ต่ำลงมาอย่าง เจ้าอาวาส แทน(ซึ่งเป็นผู้ปกครองเมืองประเภทหนึ่งเช่นกัน)
- บรรยายถึงความเกลียดชังของผู้คนในสังคมได้ดี อ่านแล้วรู้สึกว่าคนสมัยก่อนไม่ต่างกับยุคปัจจุบันนัก
- บางช่วงก็ได้อารมณ์เถื่อนหรือติดเรท
-ช่วงที่กล่าวถึงสงคราม ทำได้สนุกมาก แม้จะไม่ได้เน้นช่วงนี้นัก แต่ก็ทำเอาอยากเล่นเกมแนวสงครามยุคกลางขึ้นมาเลย

ข้อเสีย
- ประเด็นความรักของบางคู่น่ารำคาญนิดนึง  แต่ยังดีที่ชายหญิงสองคนนี้ มีบททำให้ส่วนอื่นของเรื่องเข้มข้นขึ้น

10/10 ครับ สมกับเป็นนิยายที่โด่งดังเรื่องหนึ่ง โชคดีที่ผมหาซื้อเล่มมือ 1  ในราคาครึ่งนึงได้ แต่ต่อให้จ่ายเต็มก็ยังรู้สึกคุ้ม

Sunday, June 12, 2016

โอโตยัง


รีวิว โอโตยัง หนุ่มข้าวปั้นพันธุ์นักสู้ สนพ Zenshu ออกถึง 12 เล่ม  (ญี่ปุ่น 20 เล่ม ยังไม่จบ แต่ไม่ออกเล่มใหม่นานแล้ว)

การ์ตูนร้านซูชิเรื่องนี้ ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในไทยซักเท่าไหร่ แม้จะออกมานานแล้ว คงเป็นเพราะเนื้อเรื่องในเล่ม 1-4 ยังไม่ค่อยเข้มข้น เรื่อยเปื่อยเกินไป ไม่เน้นฉากทำซูชิหรือฉากรับประทาน ทำให้คนอ่านเลิกสนใจกันซะก่อน
แต่ถ้าใครอดทนผ่านเล่มแรกๆไปได้ (หรือข้ามมาอ่านเล่ม 5 เลย) ก็จะพบว่า เรื่องนี้เป็นการ์ตูนทำอาหารที่สนุกและดูอร่อยพอๆกับเรื่องดังๆเรื่องอื่นเลยครับ มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่นหลายอย่างแทรกมาให้อ่านเป็นระยะๆ เนื้อหาก็ดูสมจริง ไม่มีซูชิที่รสชาติเหนือปาฎิหาริย์อะไรเลย

เนื้อหาย่อคือ ชายหนุ่มชื่อ โอโตยัง ได้ย้ายจากโอซาก้าเข้ามาทำงานในร้านซูชิที่โตเกียว เพื่อจะลืมคนรักเก่า แม้ว่านิสัยจะดูเหมือนหนุ่มลูกทุ่งเพี้ยนๆ แต่ฝีมือการทำซูชิของเขาจัดว่าสูงมาก ชีวิตใหม่บทใหม่ของเขากำลังจะเริ่มขึ้น ทว่าขณะเดียวกัน ความวุ่นวายทั้งจากลูกค้า จากร้านซูชิร้านอื่น และองค์กรลึกลับที่มีแผนชั่วร้าย ก็กำลังรอเขาอยู่เช่นกัน

ในเล่มแรกๆ ส่วนมากเนื้อหาจะจบในตอน เกี่ยวกับชิวิตของคนในร้านซูชิกับบรรดาลูกค้าต่างๆ ที่มีความต้องการต่างกัน ทำให้พระเอกและคนในร้านต้องหาทางตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าเหล่านั้นให้ได้ เนื้อหาในช่วงนี้จะค่อนข้างเรื่อยเปื่อยตามประสาการ์ตูนจบในตอน ฉากทำอาหารหรือฉากกินจึงไม่ได้ถูกเน้นนัก  คนที่เคยชินกับการ์ตูนทำอาหารเนื้อหาเข้มข้น เต็มไปด้วยภาพชวนหิว อย่าง จอมโหดกระทะเหล็ก ไอ้หนูซูชิ จะรู้สึกว่าไม่ชอบการดำเนินเรื่องแบบนี้เท่าไหร่ และจะถอดใจกันไปซะก่อน

แต่พอเล่ม5 เป็นต้นไป เรื่องเรื่องจะเข้มข้นขึ้น พระเอกจะถูกคนจากร้านอื่นมาหาเรื่องบ่อยๆและจบที่การประลองทำซูชิ ฉากทำอาหารและฉากกินจะถูกเน้นมากกว่าเดิม แต่ก็ไม่ลากยาวเป็นการแข่งขันทัวร์นาเม้นแบบที่หลายเรื่องชอบทำ เวลาอ่านเลยรู้สึกเหมือนเป็นการประลองแนวนักสู้ข้างถนนที่เกิดขึ้นแล้วจบไป ไม่ใช่การประลองที่ยืดจนกลายเป็นพล็อตใหญ่

และสิ่งที่ผมชอบอีกก็คือ ฉากทำอาหารในโอโตยัง ไม่มีการอ้อมค้อมแทรกดราม่าเหมือนการ์ตูนทำซูชิเรื่องอื่น ไม่มีฉากย้อนความหลัง ไม่ค่อยเสนอว่าตัวละครกำลังคิดอะไรอยู่
แต่จะเน้นไปที่ฉากของการทำซูชิ  ฉากรับประทานอาหารแทน รวมถึงเกร็ดความรู้ที่แทรกเข้ามาในตอนนั้น พอทำอาหารเสร็จ กรรมการก็จะชิมทันที ไม่มีการดึงเรื่องให้ช้าเสียจังหวะ การดำเนินเรื่องเลยดูกระชับ และรู้สึกว่ามันเป็นการแข่งขันที่สมจริง
มีฉากตามหาวัตถุดิบบ้าง แต่ก็เป็นเพียงฉากสั้นๆ และชนวนเหตุที่ชักนำให้เกิดการประลองขึ้นก็ไม่อ้อมค้อมหรือซับซ้อน พูดง่ายๆว่า เรื่องนี้ตัดเข้าฉากทำอาหารเร็วกว่าไอ้หนูซูชิครับ เพราะเนื้อหาไม่มีฉากดราม่าหรือฉากความสัมพันธ์ของตัวละครเข้ามาแทรกมากนัก

นอกจากนี้ คู่ต่อสู้ต่างๆของพระเอก ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ส่วนมากจะได้แข่งกับพระเอก เพราะการ 'ทะเลาะ' กันเฉยๆมากกว่า พอจบการประลองก็ต่างคนต่างไป ไม่มีการเคียดแค้นพยาบาทกัน
แต่ก็ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีตัวละครฝ่ายร้ายที่ดูหวือหวา เพราะในพล็อตมีการกล่าวถึงองค์กรที่เรียกว่าสำนักอิตเทชินริวเป็นพักๆ ซึ่งมีชายสูงวัยใส่หน้ากากดูน่ากลัวเป็นหัวหน้า เป้าหมายขององค์กรนี้คือการกำจัดร้านซูชิที่ไม่อยู่ในเครือข่ายของตัวเองให้หมดสิ้นไป
แม้จะดูเป็นองค์กรชั่วร้ายธรรมดาๆเหมือนเรื่องอื่น แต่เนื่องจากในเรื่องนี้ มีบรรยากาศที่ดูสมจริงมาตลอด เลยน่าสนใจว่าเจ้าของเรื่องจะเอาความจริงจังที่อยู่ในเรื่องมาผสมกับตัวร้ายที่ดูเหมือนหลุดจากการ์ตูนแอ๊คชั่นยังไงเหมือนกัน

ฉากในเรื่องโอโตยังจะให้ความรู้สึกของปีในช่วง 1980-1990 กลางๆ  แฟชั่นการแต่งตัวและทรงผมของผู้คนจะเหมือนกับในมิวสิควิดิโอช่วงที่เบิร์ด ธงชัย กับ ตู่นันทิดา กำลังดังๆ และเพราะเป็นการ์ตูนที่นำเสนอเรื่องราวในยุคนั้น บุคลิกของตัวละครหลายตัวจึงดู ซื่อๆง่ายๆ มีน้ำใจ หรือ ฝ่ายที่เกเรหน่อยก็จะดูห่ามๆแบบนักเลงลูกทุ่ง ได้อารมณ์ตัวละครในหนังยุคเก่าดี

ทางด้านจำนวนตัวหนังสือและจำนวนช่องของภาพ ต่อหนึ่งหน้ากระดาษ ทำได้ออกมาพอดีๆเลยครับ อ่านได้ไหลลื่นกว่าไอ้หนูซูชิ แต่ก็ไม่ถึงขนาดจอมโหดกระทะเหล็กที่หน้านึงมีแค่ช่องสองช่อง แป๊ปเดียวก็อ่านจบ

ข้อดี
- ฉากทำอาหาร ฉากชิมอาหาร ทำได้น่ากินตั้งแต่เล่ม 5 ขึ้นไป (ใครไม่เคยอ่าน ลองข้ามมาเล่ม 5 เลยก็ได้ เพราะเล่มแรกๆเนื้อเรื่องก็ไม่ได้เดินอะไรนัก)
- ฉากและตัวละครให้ความรู้สึกของยุค 80-90 ซึ่งแฟชั่นและนิสัยใจคอ ต่างกับคนในสมัยนี้มากมาย ได้อารมณ์ไปอีกแบบดี
- ไม่เน้นฉากซึ้ง ตัวละครมีความหลังเศร้า หรือเล่าความหลังเยอะๆแบบไอ้หนูซูชิ หรือ ไอ้หนุ่มซูชิของบูรพัฒน์
- มีฉากเกี่ยวกับอาหารบ่อยกว่าไอ้หนูซูชิ (หรืออาจจะมีเท่ากัน แต่เรื่องนี้ไม่เวิ่นเว้อ ก็เลยรู้สึกว่าเนื้อหาเดินมาถึงฉากเกี่ยวกับอาหารเร็วกว่าก็ได้)
- กระดาษดี
- แปลบุคลิกของพระเอกให้ดูลูกทุ่งได้ดีมาก เวลาเห็นพระเอกพูดแล้วลงท้ายว่า 'จ้า' ดูเข้ากันดี
- ตัวละครอื่นๆก็แปลคำพูดเหมือนคนยุคก่อนพูดคุยกัน เหมาะกับบรรยากาศในเรื่อง
- พล็อตเรื่อง หรือความขัดแย้ง ที่เป็นชนวนให้พระเอกได้ประลองฝีมือกับคนอื่น อ่านแล้วได้อารมณ์ร่วมอยากเห็นการแข่งขันระหว่างทั้งสองฝ่าย (เพราะถ้าฝ่ายตรงข้ามมันดูไม่น่าต่อสู้ด้วย คนอ่านคงไม่อยากอ่านต่อหรอกเนาะ)
- แทรกสาระน่ารู้หลายอย่างเกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่เรื่องของซูชิ แม้ว่าจะไม่ใช่ความรู้ที่เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆแบบ ไอ้หนุ่มราเม็งเปิปพิสดาร ก็ตาม สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้ก็ยังน่าสนใจอยู่ดี

ข้อเสีย
- ออกเล่มใหม่ช้ามาก แต่ Zenshu บอกว่าไม่ลอยแพแน่ (ปี2016)
- เล่ม 1-4 อาจจะมีคนไม่ชอบอยู่บ้าง เพราะมันเรื่อยเปื่อยเกิน
- สถานะของเล่ม 21 ในญี่ปุ่น   จะหยุดแค่เล่ม 20 เลยมั้ยเพราะเล่มใหม่ไม่ออกที่ญี่ปุ่นนานแล้ว  (แต่ผมไม่ซีเรียสเรื่องนี้ มีให้อ่านแค่ไหน ก็สนุกเท่าที่หาอ่านได้ก็พอแล้ว)

8.5/10 ครับ   อ่านง่าย ตัวละครมีบุคลิกแตกต่างจากการ์ตูนยุคนี้ ภาพอาหารดูแล้วกระตุ้นความหิวดี


Sunday, June 5, 2016

ซามูไร โซลเยอร์


รีวิว: ซามูไร โซลเยอร์  Samurai Soldier
สนพ SIC  27 เล่มจบ (รีวิวถึงเล่ม23)

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในการ์ตูนแนววัยรุ่นตีกันไม่กี่เรื่อง ที่ผมอ่านแล้วชอบครับ (ที่ชอบสุดคือจอมเกบูลส์)
ภาพรวมของเนื้อเรื่องจะออกแนวแก๊งค์นี้ปะทะแก๊งค์โน้น ตีกันมั่วซั่ว แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นการ์ตูนที่เน้นฉากต่อสู้ไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมาย เพราะในเรื่องมีพล็อตใหญ่เรื่องหนึ่งครอบครุมเอาไว้ตลอดด้วย ซึ่งก็คือความสัมพันธ์ของพระเอก กับอดีตเพื่อนรักที่เป็นหัวหน้าแก๊งค์เด็กวัยรุ่นที่เก่งกาจที่สุด ทั้งสองคนแตกหักกันด้วยเรื่องหนึ่ง และพระเอกต้องหยุดยั้งเพื่อนของเขาคนนี้ให้ได้

การต่อสู้ใน ซามูไร โซลเยอร์ มีการกระจายบทได้ดีมาก อ่านแล้วไม่รู้สึกเหมือนคนแต่งพยายามฝืนดันตัวละครไหนให้กลายเป็นตัวหลักเลย ไม่เหมือนการ์ตูนโชเนนจั๊มป์ที่จะกำหนดตัวละครหลักไว้ชุดนึง แล้วโยนฉากต่อสู้ให้กับตัวละครชุดนี้ไปเรื่อยๆ คนอ่านเรื่องนี้จะเดาได้ยากว่าใครจะได้จับคู่ต่อยกับใคร และไม่เกี่ยงด้วยว่าจะเป็นการต่อสู้แบบเดี่ยวๆหรือรุมกัน แถมตัวละครทุกตัวยังสามารถแพ้ได้ทุกเมื่อด้วย หากสถานการณ์ไม่เอ้ออำนวย แม้จะดูเทพแค่ไหนก็ตาม

ถ้าไม่นับฉากตีกันแล้ว การดำเนินเนื้อเรื่องของ ซามูไร โซลเยอร์ ก็ทำได้น่าสนใจครับ ทั้งพล็อตใหญ่หรือพล็อตย่อย อ่านแล้วไม่รู้สึกเหมือนว่ามีเนื้อเรื่องเอาไว้ประดับ เพื่อจะได้เข้าสู่ฉากสู้กันเท่านั้น
ในเรื่องมีฉากย้อนประวัติของตัวละครอยู่หลายตัว ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาได้ทำอะไรต่อสู้กับใครมาบ้าง หรือทำไมถึงกลายมาเป็นวัยรุ่นอันธพาล แม้จะไม่ถึงกับสร้างอารมณ์ร่วมให้รู้สึกซึ้งได้ หรือมีสิ่งให้น่าประหลาดใจ แต่ฉากย้อนความในเรื่องนี้อ่านแล้วเพลิดเพลินดี ทำให้เห็นตัวละครแต่งละคนลึกยิ่งขึ้น และเข้าใจการกระทำของพวกเขาขึ้นมาบ้าง

ฉากที่เสนอในเรื่องจะอยู่ในเมืองหรือตามร้านรวงต่างๆ คงเพราะตัวละครอยู่ในช่วงอายุราวๆ 18-20กลางๆ เลยไม่มีการกล่าวถึงโรงเรียนครับ และเนื่องจากเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากในเมืองยามค่ำคืนด้วยมั้ง ผมเลยรู้สึกไม่อึดอัดเหมือนตอนอ่านการ์ตูนแนววัยรุ่นตีกันหลายเรื่องที่เน้นฉากภายในโรงเรียนล้วนๆ

นอกจากนี้ในการ์ตูนวัยรุ่นอันธพาลช่วงหลังๆ นอกจากฉากบู๊และการดำเนินเรื่องแล้ว ก็มีองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่ง ที่เพิ่มมามีบทบาทสำคัญสำหรับการ์ตูนแนวนี้ ซึ่งก็คือแฟชั่นการแต่งกายหรือทรงผมของวัยรุ่นที่ออกแนวจิ๊กโก๋เท่ๆ
ในประเด็นนี้น่าเสียดายว่า คนวาดใส่ใจกับแฟชั่นจิ๊กโก๋แค่ตัวละครจากบทแรกเท่านั้น บทหลังๆตัวละครใหม่ๆจะแต่งตัวธรรมดา ไม่ค่อยดูเท่อะไรนัก

เนื้อเรื่องของ ซามูไร โซลเยอร์ จนถึงเล่ม 23 แบ่งออกเป็น 3 บท  ทุกบทอยู่ภายใต้พล็อตหลักที่กล่าวไว้ข้างต้น คือพระเอกกลับมาที่ชิบุยะหลังจากหายตัวไปนาน เพื่อมาหยุดยั้งแผนของเพื่อนรักในอดีตที่หลงผิด เพราะเขารู้ว่าแผนดังกล่าวจะทำให้ทุกอย่างมีจุดจบไม่สวยแน่

บทแรกของเรื่องจะเน้นการตะลุมบอนของแก๊งค์ต่างๆในชิบุยะ เพื่อชิงการเป็นแก๊งค์อันดับหนึ่ง  ขณะที่พระเอกกลับต้องการจะหยุดยั้งความบ้าคลั่งของแก๊งค์พวกนี้
เป็นบทที่ตะลุมบอนกันได้สนุก มีตัวละครแต่งกายเท่ๆออกมามากมาย ช่วงแรกๆอาจจะเน้นการต่อสู้ของพระเอกไปหน่อย แต่พอหลังๆเริ่มกระจายบทให้ตัวละครของแก๊งค์ต่างๆมาฉะกันอย่างมั่วซั่วสะใจ จนไปถึงบทสรุปที่ลงตัว และยังบอกใบ้กลายๆว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แนวที่จะให้พระเอกมาแก้ปัญหาทุกอย่างหรอกนะ

บทที่สอง  ต่างกับบทแรกที่เป็นสีเทาๆไม่มีใครผิดใครถูก เพราะบทนี้แบ่งเป็นฝ่ายร้ายฝ่ายดีชัดเจน ใครเป็นตัวร้าย ก็จะมีบทร้ายๆไปเลย แต่ก็ยังดูไม่ออกว่าใครจะได้สู้กับใครเหมือนเดิม การแต่งกายของฝ่ายร้ายในบทที่สอง ดูธรรมดาไปหน่อย ไม่ค่อยมีใครใส่ชุดวัยรุ่นอันธพาลเท่ๆแบบบทแรก
แม้บทนี้จะดูเป็นสงครามกลางเมือง ที่เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่มันกลับถูกเฉลยว่ามีความหมายมากกว่านั้นในบทที่สาม

บทที่สาม พึ่งเริ่มมาเพียงไม่กี่เล่ม แม้ว่ายังไม่มีฉากต่อสู้ แต่เนื้อเรื่องกลับเข้มข้นเท่าเดิมเพราะเกี่ยวกับการหักเหลี่ยมเฉือนคมภายในองค์กรยากุซ่า ที่เหล่าวัยรุ่นในเรื่องไปเกี่ยวข้องด้วย
บทนี้เริ่มเฉลยความลับในเรื่องหลายอย่าง และชี้ให้เห็นพล็อตหลักอย่างชัดๆ จนน่าสงสัยว่าบทนี้คือบทสุดท้ายหรือไม่ ถ้าใช่ก็นับว่าเป็นการจบที่ลงตัวเหมือนกัน
แต่ก็เสียดายว่าเรื่องนี้ยังขยายเนื้อหาไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ถึง 30-40 เล่มก็ยังไหว ถ้าไม่จบที่บทนี้ไปซะก่อน

จำนวนช่องต่อหนึ่งหน้าและจำนวนตัวหนังสือของ ซามูไร โซลเยอร์   ถือว่าอ่านได้ไหลลื่นมากครับ แม้บางช่วงตัวหนังสือเยอะหน่อย แต่ผมก็ยังถือว่าเป็นการ์ตูนที่อ่านได้โดยไม่ต้องเพ่งสมาธิซักเท่าไหร่

ข้อดี
- เนื้อเรื่องดี แม้ว่าจะไม่ถึงกับเยี่ยมยอด แต่อ่านแล้วไม่เบื่อแน่ๆ
- ฉากย้อนความหลัง ทำได้น่าสนใจ
- ฉากบู๊สนุก และคาดเดาได้ยาก ว่าใครจะได้สู้กับใคร
- ไม่เซนเซอร์ฉากติดเรทด้วยล่ะ
- กระจายบทต่อสู้ได้ดี  ไม่เจาะจงว่าตัวละครนู้นนี้ต้องได้สู้
- ไม่มีตัวละครเก่งเว่อร์ แม้กระทั่งพระเอกก็ตาม
- เน้นฉากในเมือง ไม่มีฉากเกี่ยวกับโรงเรียนเลย


ข้อเสีย
- แฟชั่นจิ๊กโก๋เท่ๆ มาจากตัวละครในบทแรกเท่านั้น
- ทิศทางของเรื่องในบทที่สาม ว่าจะเน้นการตีกันของวัยรุ่นอยู่หรือไม่ หรือจะเปลี่ยนมาเชือดเฉือนกันด้วยอำนาจ

7.5/10 ครับ  แต่คนอ่านที่ชอบแนววัยรุ่นอันธพาล อาจจะรู้สึกว่ามันสนุกระดับ 8-9/10 เลยก็ได้
แม้ผมจะให้คะแนนไม่สูงมาก แต่เท่าที่นึกออก ก็มีการ์ตูนในแนวเดียวกันเพียงไม่กี่เรื่อง ที่จะสนุกกว่า  ซามูไร โซลเยอร์ ได้

Saturday, May 28, 2016

กั๊ช!! (กัชเบล)


รีวิว: กั๊ช!! (กัชเบล Konjiki no Gash Bell!! ) สนพ SIC   33เล่มจบ

เรื่องนี้เป็นการ์ตูนแนวต่อสู้ ที่มีกลิ่นอายของโปเกมอนหรือเกมRPG หน่อยๆ คือตัวละครฝ่ายพระเอกจะเรียนรู้มนต์ใหม่ๆที่ละอย่างสองอย่าง ไม่ใช่ว่าจู่ๆก็คิดค้นพลังแบบใหม่มาใช้เองได้เลยทุกเวลา แต่จะมีการเกริ่นให้คนอ่านรู้ก่อนว่าพลังนี้เพิ่มมาตอนไหน เวลาอ่านจึงมีบรรยากาศเหมือนเราเล่นเกมที่ตัวละครของเราจะสะสมท่าใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การต่อสู้ในเรื่องกั๊ช!!ไม่ซับซ้อนมาก เวลาจะใช้พลังแต่ละทีจะไม่มีเงื่อนไขมากมายในการใช้ เหมือนการ์ตูนสมัยใหม่หลายเรื่อง(เช่น จะยิงลูกไฟออกมาที ต้องให้ศัตรูยืนทำมุม 85 องศากับเราก่อน อะไรแบบนี้) เรื่องนี้เน้นการยิงแลกใส่กัน แล้วคอยหลบเอา หรือไม่ก็ใช้เลห์เหลี่ยมหลอกศัตรูนิดหน่อยก่อนจะยิงใส่ซะมากกว่า
แรกๆการต่อสู้จะรุนแรงประมาณพังกำแพง โค่นต้นไม้ได้ แต่พอช่วงหลังๆของเรื่องสเกลพลังอาจจะขึ้นไปสูงเวอร์จนทำลายเกาะหรือภูเขาได้ ตอนแรกผมก็ไม่ชอบเรื่องที่ปล่อยพลังรุนแรงเว่อร์ๆแบบนี้เหมือนกัน แต่พอปล่อยวางจิตใจได้ ผมก็พบว่าตัวเองรู้สึกสนุกไปกับฉากแอ๊คชั่นแบบระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบนี้ได้เหมือนกันครับ

แม้ลายเส้นกั๊ช!! จะไม่ค่อยสวยแต่สื่อถึงความรุนแรงระหว่างต่อสู้ได้ดีมาก และนอกจากฉากต่อสู้ที่มันส์หยดแล้ว ฉากดราม่าก็ทำได้ซึ้งด้วย ฉากตลกที่มาแทรกเป็นระยะๆก็ดูเพี้ยนดี
การออกแบบตัวละครเด็กปิศาจหลายตัวทำได้ดูเท่มาก มีตัวที่เห็นแล้วทำให้อยากดูฉากต่อสู้ของตัวละครตัวนี้อยู่หลายตัว
แต่ที่น่าชมคือ ตัวละครในเรื่องนี้ทุกคนมีบุคลิกโดดเด่นมาก หลายคนยังมีภูมิหลังที่เรียกน้ำตาคนอ่านอีกต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายร้าย
หลายครั้งจากที่เกลียดๆตัวละครตัวนี้อยู่แบบสุดๆ ก็มารู้สึกสงสารแทนเมื่อได้รู้ความจริงว่าทำไมเขาหรือเธอถึงทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้

เนื้อหาคร่าวๆก็คือ ทุก 1000ปี โลกปิศาจจะส่งเด็กปิศาจหนึ่งร้อยคนมาบนโลกพร้อมกับหนังสือเวทย์มนต์ เพื่อให้พวกเขาต่อสู้กันในศึกราชาโลกปิศาจ ซึ่งผู้ชนะจะได้กลายเป็นราชาของโลกปิศาจต่อไป
โดยเด็กปิศาจทุกคนจะต้องมีคู่หู่เป็นมนุษย์ด้วย เพราะมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะใช้พลังที่แท้จริงของเด็กปิศาจพวกนี้ผ่านหนังสือเวทย์มนต์ได้
และกั๊ช ก็ได้จับคู่กับคิโยมาโระ เพื่อเข้าต่อสู้ในศึกนี้ เพื่อจะเป็นราชาที่ทำให้ทุกคนมีความสุข ระหว่างนั้นเขาก็ได้เพื่อนใหม่มากหน้าหลายตา และเรียนรู้มนต์ใหม่ๆเอาไว้ต่อสู้กับเด็กปิศาจคนอื่นที่มีความประสงค์จะเป็นราชาในรูปแบบที่แตกต่างจากเขา

จำนวนตัวหนังสือ กับจำนวนช่องในแต่ละหน้า เรื่องนี้อยู่ประมาณกลางๆ บางช่วงตัวหนังสือเยอะเหมือนกัน แต่ก็มีช่วงแบบที่ว่าไม่บ่อยนัก

ข้อดี

- ฉากต่อสู้สนุกและรุนแรงมาก
- มีฉากตลกเพี้ยนๆปนทะลึ่งแทรกในบางโอกาส
- การใช้พลัง ไม่ค่อยมีเงื่อนไขซับซ้อนแบบการ์ตูนยุคใหม่หลายๆเรื่อง
- ลายเส้นสื่อถึงความรุนแรงตอนต่อสู้ได้สะใจ
- ฉากดราม่า ทำได้ดีสุดๆ  แม้จะไม่ซับซ้อนแบบฉากดราม่าในวันพีซ หรือกินทามะ(แต่ผมชอบอะไรที่อ่านแล้วเข้าถึงง่ายๆแบบมากกว่า) ภูมิหลังของตัวละครหลายตัวไม่ว่าฝ่ายดีฝ่ายร้าย สอนให้คนอ่านรู้ว่า คนเราต่างคนต่างก็มีเรื่องลำบากยากเข็ญของตัวเองที่ต้องเจอ

- ฉากเกี่ยวกับชีวิตของตัวละครต่างๆอ่านแล้วเพลินดี
- การจับคู่ต่อสู้ หลายครั้งคาดเดาได้ยากว่าใครจะได้สู้กับใคร
- การออกแบบเด็กปิศาจหลายตัวดูเท่มีเอกลักษณ์ที่หาไม่ได้จากเรื่องอื่น และน่าต่อสู้ด้วย


ข้อเสีย
- ลายเส้นไม่สวยนิดนึง แต่ทดแทนด้วยการสื่อถึงอารมณ์ต่างๆ ที่ทำได้ดีมาก
- การต่อสู้บางคู่ก็สนุก บางคู่ก็ไม่
- กระดาษไม่ค่อยดี เป็นกระดาษของ SIC ยุคเก่า  ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พิมพ์เป็นกระดาษดีๆแบบเรื่องอื่นรึเปล่า
- มีช่วงที่สนุกประมาณ 80%  อีก 20% ไม่ค่อยสนุกสำหรับผม

9/10  แม้จะมีข้อติอยู่บ้าง แต่ถูกความเจิดจ้าของข้อดีกลบมิดเลยครับ

ทำไมโทโดอินเซยะ



รีวิว: ทำไมโทโดอิน เซยะ อายุ 16 รูปหล่อ พ่อรวย แต่ดวงซวยหาแฟนไม่ได้?
Naze Toudouin Seiya 16-sai wa Kanojo ga Dekinai no ka?

เรื่องนี้ความยาว 8 เล่มจบ ในไทยออกมาครบแล้ว
จัดว่าเป็นการ์ตูนรักใคร่ๆไม่กี่เรื่องของ Luckpim ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านทั่วไปได้ครับ เพราะปรกติแล้วการ์ตูนของค่ายนี้จะเล็งผู้อ่านเฉพาะกลุ่มมากกว่า ซึ่งคือแนวที่เน้นตัวละครสาวน้อยเป็นหลัก มีลายเส้นที่เห็นปั๊ปก็รู้เลยว่ามาจากค่ายนี้แน่ๆ

ถึงผมจะไม่ใช่ผู้อ่านที่เน้นอ่านการ์ตูนแนวสาวน้อยหรือฮาเร็ม แต่แน่นอนว่า ผมก็ชอบการ์ตูนที่มีตัวละครสาวๆ (ไม่งั้นคงไม่เขียนรีวิวเรื่องนี้หรอก) เพียงแต่การ์ตูนที่ผมอ่าน เนื้อหามันต้องอยู่ในขอบเขตของตลาดการ์ตูนปรกติหน่อย และความสนุกต้องมาก่อนด้วย ผมเลยมีตัวเลือกไม่มากนัก


ทำไมโทโดอิน เซยะฯ เป็นการ์ตูนที่อยู่ตรงกลางระหว่างการ์ตูนที่เต็มไปด้วยตัวละครสาวๆน่ารัก กับโลกแห่งความจริงที่สนุกเรื่องหนึ่ง และต่างกับการ์ตูนหลายเรื่อง ที่มักจะสร้างพระเอกที่ไม่ได้สนใจเรื่องรักๆใคร่ๆ แต่ดันมีผู้หญิงมากมายมาชอบ  เพราะพระเอกเรื่องนี้ พยายามทุกอย่างเพื่อหาคนที่จะรักตัวเองให้ได้ซักคน

ในเรื่องเต็มไปด้วยสาวๆมากหน้าหลายตาที่พระเอกจะได้เจอ แต่ขณะเดียวกันเรื่องนี้ก็ไม่ได้โอนอ่อนตามความต้องการของคนดูด้วยการให้พวกเธอมารุมรักตัวเอกแบบที่การ์ตูนหลายเรื่องทำกัน เพราะความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับสาวๆในเรื่อง ถูกสร้างให้เหมือนความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองเพศในชีวิตจริงซะมากกว่า คือ การที่ใครจะรักใครซักคน มันจะมีปัจจัยหลายๆอย่างมาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่า นิสัย บุคลิก หน้าตา ความเข้ากัน ฐานะ หรือปัจจัยอื่นๆ
ดังนั้นแม้พระเอกจะหล่อรวยนิสัยดี แต่เขาก็ต้องอกหักหลายครั้ง เพราะเขาขาดปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งข้างบนที่จะได้ครบครองหัวใจของสาวๆไป หรือบางครั้งก็เพราะสาวๆแค่อยากเป็นเพื่อนที่ดีกับเขาเท่านั้นเอง

ด้านการออกแบบตัวละครสาวๆในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะหน้าตา นิสัย บุคลิก การแต่งกาย รสนิยม จะเหมือนเด็กสาวๆในโลกแห่งความจริง มากกว่าสาวๆที่อยู่ในการ์ตูน
ระหว่างอ่านเราอาจรู้สึกว่าพวกเธอนิสัยเหมือนกับผู้หญิงที่เรารู้จักหน่อยๆ หรือในสมองอาจแว้บขึ้นมาว่าเราเคยเจอผู้หญิงท่าทางคล้ายๆแบบนี้ในชีวิตจริงมาแล้วก็ได้
การแต่งกายของสาวๆในเรื่อง ก็ดูเหมือนเสื้อผ้าที่ผู้หญิงจะเลือกใส่จริงๆและทันสมัย ดูแล้วไม่รู้สึกว่าชุดนี้ถูกออกแบบจากจินตนาการของนักวาดผู้ชายเอาเองเลย (ก็คนวาดเป็นผู้หญิงนี่เนาะ)
ตัวละครชายถ้าไม่นับพระเอก ก็ไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไหร่ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีสำหรับคนที่ไม่อยากอ่านการ์ตูนแนวรักๆใคร่ๆ ที่มีตัวละครชายตัวอื่นโผล่มาให้ขมลิ้นเล่น

ความสนุกของเรื่องนี้จึงมาจากพล็อตแนวความรักที่พระเอกพยายามจะหาแฟนให้ได้ กับตัวละครหญิงที่ดูสมจริง และฉากตลกเมื่อพระเอกทำอะไรเปิ่นๆจนเสียหน้า (โดยเฉพาะเล่ม7 ที่ฮามาก ทั้งที่ใกล้จะจบแล้ว) มีดราม่าบ้างแต่ก็อยู่ในระดับเบา ยกเว้นเล่มสุดท้ายที่เนื้อเรื่องจะหนักหน่อย

เรื่องนี้ดำเนินไปจากมุมมองของพระเอกที่ชื่อว่า เซยะ คนอ่านจะเห็นว่าเขาตกหลุมรักใครบ้าง เขาปฏิบัติกับผู้หญิงที่ชอบยังไง เขาทึกทักเอาว่าอีกฝ่ายคิดแบบไหนกับเขาอยู่ จากนั้นคนอ่านและเซยะ ก็จะร่วมกันเดินทางไปด้วยกันจนถึงบทสรุปว่า ตกลงแล้วสาวน้อยคนนั้นคิดยังไงกับเขาบ้าง
เราจะไม่มีทางรู้ความนึกคิดจากตัวละครอื่นเลย สิ่งที่คนอ่านจะรู้ได้ก็คือท่าทางของฝ่ายหญิงตามที่เซยะเห็นเท่านั้น เราจึงรู้สึกผูกพันธ์กับพระเอกเพราะได้เห็นสิ่งต่างๆผ่านมุมมองเดียวกัน
นอกจากนี้เซยะก็มีข้อบกพร่องที่ดูน่าสงสารหลายอย่าง เลยทำให้คนอ่านมีอารมณ์ร่วมไปกับเขาโดยไม่มีปัจจัยให้รู้สึกหมั่นใส้มาก

เนื้อเรื่องแบ่งเป็นบทๆ ว่าพระเอกจะไปตกหลุมรักสาวคนไหน และแต่ละช่วงก็ทำได้สนุกทั้งหมด ทั้งที่การ์ตูนที่แบ่งเป็นบทแบบนี้ ส่วนมากจะมีตอนที่ไม่สนุกปนมาบ้าง แต่สำหรับเรื่องนี้ผมว่าทำได้ดีเกือบหมดเลย (ยกเว้นเล่มสุดท้าย เพราะมันดราม่าไปนิด)

ปริมาณตัวหนังสือต่อหนึ่งหน้า และการแบ่งช่องต่อหนึ่งหน้า ทำได้เป๊ะมาก เวลาอ่านเรื่องนี้จึงอ่านแล้วลื่นไหลสุดๆ

ข้อดี
- เนื้อเรื่องไม่หนักไม่เบา กำลังดี และน่าติดตามทุกบท
- มีสาวๆมากหน้าหลายตา
- สาวๆในเรื่อง ถูกออกแบบให้ดูค่อนข้างสมจริง  แต่ก็ยังมีเสน่ห์แบบสาวๆในโลกการ์ตูนปนอยู่บ้าง
- ฉากตลก ฉากเสียหน้าของพระเอก ทำได้ทั้งตลกและน่าเห็นใจ
- พระเอกไม่น่าหมั่นไส้ ไม่ใช่แนว 'ฉันไม่อยากได้แฟนนะ' แล้วมีผู้หญิงมามะรุมมะตุ้มรุมรัก หรือเป็นคนสมบูรณ์แบบจนคนอ่านไม่มีอารมณ์ร่วม
- กระดาษดี

ข้อเสีย
- เล่มสุดท้าย ดราม่าไปนิด
- ไม่มีฉากเซอร์วิส (แต่ก็ไม่จำเป็นสำหรับเรื่องนี้เลย)

8/10 ครับ  เป็นเรื่องที่หยิบมาอ่านได้หลายรอบเลยแหละ

Monday, May 9, 2016

Pumpkin Scissors


รีวิว หน่วยพิทักษ์ธรณิน Pumpkin Scissors(สนพ. วิบูลกิจย์ ออกถึงเล่ม 17 ญี่ปุ่น 20)


เรื่องนี้ตอนแรกผมนึกว่าจะเป็นการ์ตูนเกี่ยวกับหน่วยงานหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ของตัวเองเป็นตอนๆไม่มีอะไรซับซ้อนซะอีก
แต่พออ่านไปหลายเล่มก็เลยได้รู้ว่า เป็นการ์ตูนที่เนื้อหาลึกมาก โลกและตัวละครในเรื่องเต็มไปด้วยรายละเอียด  ฉากต่อสู้ก็รุนแรงสะใจ แขนขาดขาขาด คนตายเกลื่อน และมีการคอยแทรกความรู้ในแง่มุมต่างๆเป็นระยะๆ
แต่ต้องเตือนไว้ก่อนว่าพอเล่ม 10 ขึ้นไป ฉากแอ๊คชั่นจะลดน้อยลง จนแทบไม่มีเลย เพราะคนวาดไปเน้นด้านเนื้อเรื่องอย่างเดียวแทน และในเรื่องก็ไม่มีพวกเวทย์มนต์ หรือพลังพิเศษด้วย

ก่อนเล่ม10 จะมีสัดส่วนราวๆ เนื้่อเรื่อง 70%  ฉากต่อสู้ 30%
พอเล่ม 10 กลายเป็น เนื้อเรื่องล้วนๆ 95% จนกระทั่งผ่านไป 4-5 เล่ม ฉากต่อสู้ถึงจะเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้ง แต่พอถึงตอนนี้ เนื้อเรื่องก็จะไม่อ่านง่ายเหมือนเล่มแรกๆแล้ว เวลาอ่านเลยไม่ค่อยไหลลื่นเท่าเดิม

Pumpkin Scissors  เกิดขึ้นในโลกหลังสงคราม  (ที่มีระดับเทคโนโลยีประมาณสงครามโลกครั้งที่1)
เนื้อเรื่องกล่าวถึงสงครามระหว่าง 2 ประเทศใหญ่ที่พึ่งจบไปทำให้ประชาชนต้องอยู่อย่างแร้นแค้น ไร้อาหาร ไม่มีงานทำ และข้าราชการบางกลุ่มก็ถือโอกาสที่รัฐมีงานล้นมือ เข้ามาปกครองกดขี่ประชาชน หรือมามอมเมาด้วยยาเสพติด
แม้ปัญหาในโลกหลังสงครามจะมีมากมาย แต่ทางรัฐก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เป็นเพราะงานล้นมือ หรือไม่ก็แกล้งเป็นมองไม่เห็น กระนั้นก็มีการตั้งหน่วยเล็กๆหน่วยนึง ให้มาแก้ปัญหาและบรรเทาปัญหาที่กล่าวมา ซึ่งก็คือหน่วย พัมพ์คิน ซิสเซอร์ นั่นเอง

แต่เรื่องนี้จะไม่มีอะไรเลย ถ้ามันเป็นแค่เรื่องเกี่ยวกับหน่วยพัมพ์คิน ซิสเซอร์ มาแก้ไขความทุกข์ร้อนของคนในยุคหลังสงครามอย่างเดียว
เพราะทุกอย่างเริ่มซับซ้อนขึ้น ตั้งแต่ที่หน่วยนี้รับพระเอกเข้ามาอยู่ด้วย เนื่องจากเขาเกี่ยวพันกับโครงการมนุษย์ทดลองลับที่รัฐบาลสร้างไว้ตั้งแต่ช่วงที่สองประเทศยังรบกัน
ทำให้คนในหน่วยที่ถือพระเอกเป็นเพื่อน พยายามเสาะสืบให้ได้ว่ารัฐบาลได้ทดลองทำอะไรกับร่างกายของชายคนนี้บ้าง เพราะแม้แต่เจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าเขาถูกทำอะไรไปเหมือนกัน แต่ยิ่งพวกเขาสืบเรื่องเกี่ยวกับพระเอกมากเท่าไหร่ หน่วยพัมพ์คิน ซิสเซอร์ ก็พบเรื่องลับๆที่รัฐบาลหมดเม็ดไว้มากขึ้นเท่านั้น

แม้ว่าเรื่องราวในอดีตที่กำลังถูกขุดคุ้ยจะเต็มไปด้วยอันตราย ความร้ายกาจอีกเรื่องก็กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันเช่นกัน องค์กรลึกลับแห่งหนึ่ง กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ดิน เพื่อทำบางอย่างกับประเทศที่ยังไม่ฟื้นจากพิษสงครามนี้

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือภาพรวมคร่าวๆของ Pumpkin Scissors ครับ เนื้อหาของเรื่องนี้ทั้งลึกและละเอียด เป็นการ์ตูนที่ตอนแรกดูเหมือนจะบู๊ แต่จริงๆเน้นการดำเนินเรื่องมากกว่า แบบพวก Full metal Alchemist หรือ Evangelion อะไรแบบนี้

นอกจากเนื้อเรื่องที่จริงจังและน่าติดตามแล้ว ข้อมูลที่แทรกเข้ามาในเรื่องก็น่าสนใจเหมือนกัน ส่วนมากจะเป็นข้อมูลกว้างๆเกี่ยวกับ การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาพรวมของวงการเทคโนโลยี ผลกระทบของสิทธิบัตร
พูดง่ายๆว่า  ข้อมูลที่ได้จากการ์ตูนเรื่องนี้ จะทำให้เราเข้าใจขึ้นมาหน่อย เวลาดูข่าวในโทรทัศน์เกี่ยวกับต่างประเทศ หรือ เทคโนโลยี เพราะมันจะสอนภาพรวมให้เราเข้าใจข่าวที่อยู่ไกลตัวพวกนั้นขึ้นมานิดนึง

ทางด้านความไหลลื่นของการอ่านเรื่องนี้ เล่มแรกๆยังอ่านไหลลื่นกลางๆ  ส่วนเล่มที่เน้นเนื้อเรื่อง จะไม่ไหลลื่นเลยครับ ต้องตั้งใจอ่านประมาณนิยายเรื่องหนึ่งเลย  เพราะช่วงหลังตัวหนังสือเยอะ จำนวนช่องต่อหนึ่งหน้าก็พอสมควร

ข้อดี
- เนื้อเรื่องลึก ละเอียด มีเอกลักษณ์  หาคนแต่งเรื่องให้ดีแบบนี้ได้ยาก อ่านแล้วรู้สึกว่าคนแต่งมีความรู้รอบตัวสูง
- ตัวละครก็ลึก มีแนวคิดน่าสนใจ  จิตวิทยาที่มาจากตัวละครบางตัวอ่านสนุกดี
- ข้อมูลมีประโยชน์ ส่วนมากเป็นข้อมูลเชิงเอาไว้ประดับสมองเล่น และเอามาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดในโลกจริงๆได้
แต่ไม่ใช่ข้อมูลแนวที่เอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันทีเลยแบบไอ้หนุ่มราเม็งเปิปพิสดาร
- ฉากต่อสู้มันส์  รุนแรง แต่ไม่ค่อยมีนัก
- บางฉากก็เรียกอารมณ์ให้คนอ่านคล้อยตามได้ดี

ข้อเสีย
- หลังๆเน้นเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองมากไป  ไม่มีอาหารที่เคี้ยวง่ายๆแบบ ฉากต่อสู้ ฉากตลก หรือฉากอื่นเลย  เน้นความเข้มข้นของเรื่องอย่างเดียว
- ฉากวับๆแวมๆ ถูกเซนฯเกลี้ยง

7.5/10 ครับ
เป็นการ์ตูนที่เนื้อหาดีมาก เอกลักษณ์สูง แต่ต้องเพ่งสมาธิอ่านสุดๆ ถ้านับเนื้อเรื่องอย่างเดียวคงได้คะแนนเกือบเต็ม  แต่ถูกปัจจัยหลายๆอย่างหักคะแนนไป เช่น ความไหลลื่นในการอ่าน ฉากต่อสู้ที่มีน้อยไปหน่อย
ถ้าใครชอบอ่านการ์ตูนหรือนิยายที่เน้นเนื้อเรื่องเครียดๆ และน่าติดตาม แต่ไม่ค่อยมีฉากสะใจ เรื่องนี้เป็นตัวเลือกที่ดีเลยครับ ไม่ใช่อะไรที่ธรรมดาๆแน่ๆ