Friday, August 26, 2016

WORLD WITHOUT END(นิยาย)


งวดนี้ขอย้ายมารีวิวนิยายสนุกๆที่กำลังอ่านบ้างครับ
WORLD WITHOUT END เป็นนิยายที่โด่งดังเนื้อหาอยู่ในยุคกลาง มีชื่อไทยยาวๆว่า 'ไม่มีวันสิ้นโลก พิภพจะสถิตตราบชั่วนิรันดร์'
จัดทำโดย สนพ นกฮูก เล่มหนา 1300 กว่าหน้า ราคา 820 บาท  แต่งโดย Ken Follett มี ดร. กุลธิดา บุณยะกุล-ดันนากิ้น เป็นผู้แปล

 เป็นเรื่องที่เนื้อหาอยู่ในยุคกลาง ในช่วงที่มี อัศวิน ลอร์ด เอิร์ล สงครามร้อยปี โจร โรคระบาด และการล่าแม่มด ซึงตัวเรื่องกล่าวถึงองค์ประกอบพวกนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในแง่การบริหารบ้านเมืองของเอิร์ล และลอร์ด ที่มีทั้งเข้มงวดหรือทรราช การแก่งแย่งชิงดีของพระในโบสถ์ หรืออ้างพระเจ้าเพื่อทำอะไรผิดๆ ชาวบ้านที่ถูกยุยงปลุกปั่นได้ง่าย ฉากรบของสงครามร้อยปีที่ดึงทุกชีวิตให้เป็นเหยื่อ โรคระบาดที่ทำให้ผู้คนตายยกเมือง การล่าแม่มดที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้จากข้อหาลอยๆ แม้จะเนื้อหาเรื่องนี้จะยาวมาก แต่แทบไม่มีตอนน่าเบื่อเลย ทุกช่วงน่าสนใจตลอด

พล็อตเรื่องจะเล่าถึงชีวิตของตัวละครหลักๆกลุ่มหนึ่งตั้งแต่เด็ก ไปจนโต ที่แต่ละคนต่างแยกกันไปมีชีวิตได้น่าสนใจมาก บางคนก็ตกตระกรรมลำบาก บางคนก็กลายเป็นคนเลวไปเลย บางคนก็กลายเป็นความหวังของคนอ่านที่จะช่วยกำจัดตัวร้ายให้ แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่เด่นจะมีแค่ตัวละครพวกนี้อย่างเดียว เพราะที่เด่นไม่แพ้กันก็คือเมืองเล็กๆชื่อคิงส์บริดส์ ที่พวกเขาอาศัยอยู่ เราจะเห็นการพัฒนาหรือการทรุดโทรมของมันไปพร้อมกับตัวละครหลัก เพราะทุกอย่างที่ผู้อาศัยในเมืองตัดสินใจทำ ล้วนก่อผลกับสภาพของเมืองคิงส์บริดจ์ทั้งสิ้น และคนในเมืองนี้ก็มักจะตัดสินใจทำอะไรไม่เข้าท่าซะด้วยสิ

ในเรื่องเต็มไปด้วยการขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนที่มีอำนาจในคิงส์บริดจ์ ไม่ว่าจะเป็นพระและผู้ปกครองเมือง กับชาวบ้านบางกลุ่มที่พยายามทำให้เมืองดีขึ้น ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างก็ใช้วิธีการทางการเมืองต่อสู้กัน เช่นปลุกปั่นให้คนส่วนใหญ่เห็นด้วย ใส่ร้ายกัน หรือไม่ก็ไปฟ้องผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า(ซึ่งมักจะใช้การตัดสินใจด้วยวิธีการเก่าคร่ำครึ) ต่างฝ่ายต่างผลัดกันแพ้ชนะไป และส่งให้สภาพของเมืองคิงส์บริดจ์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
แต่ก็ใช่ว่าในเรื่องจะไม่มอบความหวังให้กับเมืองคิงบริดจ์ที่เต็มไปด้วยพวกฉ้อฉลกับชาวบ้านหูเบา เพราะยังมีตัวละครเด่นบางตัวที่สะสมความเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆเพื่อมาต่อกรกับคนพวกนี้อยู่เหมือนกัน

ฉากที่อยู่ในเรื่องนี้มีทุกรสชาติ  มีทั้งความรู้สึกเกลียดตัวร้าย ที่คอยครอบงำความคิดคนอื่นด้วยวิธีการฉลาดหลักแหลม  มีฉากเถื่อนๆของการฆ่ากันในสงคราม หรือความคิดป่าเถื่อนของชาวบ้าน ฉากร่วมรักกัน หรือกระทั่งการคุกคามทางเพศ (ผู้หญิงถูกในเรื่องนี้ถูกจับหน้าอกกันเยอะเหลือเกิ๊น) เรื่องราวที่น่าสงสารของตัวละครบางตัว การปะทะคารมณ์ที่มันส์ดุเดือดแต่เข้าใจง่าย ความรักที่ของคู่รักบางคู่ที่ไม่รู้ว่าจะลงเอยยังไง
วิธีการเล่าเรื่องของKen Follet ทำได้ไหลลื่น เข้าใจง่ายมาก รวมถึงผู้แปลก็แปลได้ดีมากด้วย ผมอ่าน Game of throne ไม่กี่หน้าแล้วรู้สึกว่าไม่เพลินเท่าเรื่องนี้เลย แม้ว่าผมจะชอบซีรี่ย์GoTมากก็ตาม

ข้อดี
- อ่านไหลลื่น ไม่รู้สึกอ่านยาก หรือน่าเบื่อเลย  มีเรื่องเข้มข้นในประเด็นใหม่เกิดขึ้นตลอด ไม่เจาะจงแค่ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง
- ตัวร้ายในเรื่อง ทำได้ดีมากทุกตัว  แต่ละตัวก็ร้ายคนละแบบ อ่านแล้วรู้สึกเกลียดจนอยากเห็นว่ามันจะรับกรรมตอนไหน
- ให้ความรู้เกี่ยวกับยุคกลางมากมาย ใครเล่นเกม Crusader King 2 จะรู้สึกได้อรรถรสมากขึ้น เพราะเกมนี้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในยุคกลางเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยเน้นเรื่องชนชั้นปกครองอย่าง เอิร์ล ลอร์ด เท่าไหร่ มาเน้นอันดับที่ต่ำลงมาอย่าง เจ้าอาวาส แทน(ซึ่งเป็นผู้ปกครองเมืองประเภทหนึ่งเช่นกัน)
- บรรยายถึงความเกลียดชังของผู้คนในสังคมได้ดี อ่านแล้วรู้สึกว่าคนสมัยก่อนไม่ต่างกับยุคปัจจุบันนัก
- บางช่วงก็ได้อารมณ์เถื่อนหรือติดเรท
-ช่วงที่กล่าวถึงสงคราม ทำได้สนุกมาก แม้จะไม่ได้เน้นช่วงนี้นัก แต่ก็ทำเอาอยากเล่นเกมแนวสงครามยุคกลางขึ้นมาเลย

ข้อเสีย
- ประเด็นความรักของบางคู่น่ารำคาญนิดนึง  แต่ยังดีที่ชายหญิงสองคนนี้ มีบททำให้ส่วนอื่นของเรื่องเข้มข้นขึ้น

10/10 ครับ สมกับเป็นนิยายที่โด่งดังเรื่องหนึ่ง โชคดีที่ผมหาซื้อเล่มมือ 1  ในราคาครึ่งนึงได้ แต่ต่อให้จ่ายเต็มก็ยังรู้สึกคุ้ม

Sunday, June 12, 2016

โอโตยัง


รีวิว โอโตยัง หนุ่มข้าวปั้นพันธุ์นักสู้ สนพ Zenshu ออกถึง 12 เล่ม  (ญี่ปุ่น 20 เล่ม ยังไม่จบ แต่ไม่ออกเล่มใหม่นานแล้ว)

การ์ตูนร้านซูชิเรื่องนี้ ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในไทยซักเท่าไหร่ แม้จะออกมานานแล้ว คงเป็นเพราะเนื้อเรื่องในเล่ม 1-4 ยังไม่ค่อยเข้มข้น เรื่อยเปื่อยเกินไป ไม่เน้นฉากทำซูชิหรือฉากรับประทาน ทำให้คนอ่านเลิกสนใจกันซะก่อน
แต่ถ้าใครอดทนผ่านเล่มแรกๆไปได้ (หรือข้ามมาอ่านเล่ม 5 เลย) ก็จะพบว่า เรื่องนี้เป็นการ์ตูนทำอาหารที่สนุกและดูอร่อยพอๆกับเรื่องดังๆเรื่องอื่นเลยครับ มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่นหลายอย่างแทรกมาให้อ่านเป็นระยะๆ เนื้อหาก็ดูสมจริง ไม่มีซูชิที่รสชาติเหนือปาฎิหาริย์อะไรเลย

เนื้อหาย่อคือ ชายหนุ่มชื่อ โอโตยัง ได้ย้ายจากโอซาก้าเข้ามาทำงานในร้านซูชิที่โตเกียว เพื่อจะลืมคนรักเก่า แม้ว่านิสัยจะดูเหมือนหนุ่มลูกทุ่งเพี้ยนๆ แต่ฝีมือการทำซูชิของเขาจัดว่าสูงมาก ชีวิตใหม่บทใหม่ของเขากำลังจะเริ่มขึ้น ทว่าขณะเดียวกัน ความวุ่นวายทั้งจากลูกค้า จากร้านซูชิร้านอื่น และองค์กรลึกลับที่มีแผนชั่วร้าย ก็กำลังรอเขาอยู่เช่นกัน

ในเล่มแรกๆ ส่วนมากเนื้อหาจะจบในตอน เกี่ยวกับชิวิตของคนในร้านซูชิกับบรรดาลูกค้าต่างๆ ที่มีความต้องการต่างกัน ทำให้พระเอกและคนในร้านต้องหาทางตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าเหล่านั้นให้ได้ เนื้อหาในช่วงนี้จะค่อนข้างเรื่อยเปื่อยตามประสาการ์ตูนจบในตอน ฉากทำอาหารหรือฉากกินจึงไม่ได้ถูกเน้นนัก  คนที่เคยชินกับการ์ตูนทำอาหารเนื้อหาเข้มข้น เต็มไปด้วยภาพชวนหิว อย่าง จอมโหดกระทะเหล็ก ไอ้หนูซูชิ จะรู้สึกว่าไม่ชอบการดำเนินเรื่องแบบนี้เท่าไหร่ และจะถอดใจกันไปซะก่อน

แต่พอเล่ม5 เป็นต้นไป เรื่องเรื่องจะเข้มข้นขึ้น พระเอกจะถูกคนจากร้านอื่นมาหาเรื่องบ่อยๆและจบที่การประลองทำซูชิ ฉากทำอาหารและฉากกินจะถูกเน้นมากกว่าเดิม แต่ก็ไม่ลากยาวเป็นการแข่งขันทัวร์นาเม้นแบบที่หลายเรื่องชอบทำ เวลาอ่านเลยรู้สึกเหมือนเป็นการประลองแนวนักสู้ข้างถนนที่เกิดขึ้นแล้วจบไป ไม่ใช่การประลองที่ยืดจนกลายเป็นพล็อตใหญ่

และสิ่งที่ผมชอบอีกก็คือ ฉากทำอาหารในโอโตยัง ไม่มีการอ้อมค้อมแทรกดราม่าเหมือนการ์ตูนทำซูชิเรื่องอื่น ไม่มีฉากย้อนความหลัง ไม่ค่อยเสนอว่าตัวละครกำลังคิดอะไรอยู่
แต่จะเน้นไปที่ฉากของการทำซูชิ  ฉากรับประทานอาหารแทน รวมถึงเกร็ดความรู้ที่แทรกเข้ามาในตอนนั้น พอทำอาหารเสร็จ กรรมการก็จะชิมทันที ไม่มีการดึงเรื่องให้ช้าเสียจังหวะ การดำเนินเรื่องเลยดูกระชับ และรู้สึกว่ามันเป็นการแข่งขันที่สมจริง
มีฉากตามหาวัตถุดิบบ้าง แต่ก็เป็นเพียงฉากสั้นๆ และชนวนเหตุที่ชักนำให้เกิดการประลองขึ้นก็ไม่อ้อมค้อมหรือซับซ้อน พูดง่ายๆว่า เรื่องนี้ตัดเข้าฉากทำอาหารเร็วกว่าไอ้หนูซูชิครับ เพราะเนื้อหาไม่มีฉากดราม่าหรือฉากความสัมพันธ์ของตัวละครเข้ามาแทรกมากนัก

นอกจากนี้ คู่ต่อสู้ต่างๆของพระเอก ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ส่วนมากจะได้แข่งกับพระเอก เพราะการ 'ทะเลาะ' กันเฉยๆมากกว่า พอจบการประลองก็ต่างคนต่างไป ไม่มีการเคียดแค้นพยาบาทกัน
แต่ก็ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีตัวละครฝ่ายร้ายที่ดูหวือหวา เพราะในพล็อตมีการกล่าวถึงองค์กรที่เรียกว่าสำนักอิตเทชินริวเป็นพักๆ ซึ่งมีชายสูงวัยใส่หน้ากากดูน่ากลัวเป็นหัวหน้า เป้าหมายขององค์กรนี้คือการกำจัดร้านซูชิที่ไม่อยู่ในเครือข่ายของตัวเองให้หมดสิ้นไป
แม้จะดูเป็นองค์กรชั่วร้ายธรรมดาๆเหมือนเรื่องอื่น แต่เนื่องจากในเรื่องนี้ มีบรรยากาศที่ดูสมจริงมาตลอด เลยน่าสนใจว่าเจ้าของเรื่องจะเอาความจริงจังที่อยู่ในเรื่องมาผสมกับตัวร้ายที่ดูเหมือนหลุดจากการ์ตูนแอ๊คชั่นยังไงเหมือนกัน

ฉากในเรื่องโอโตยังจะให้ความรู้สึกของปีในช่วง 1980-1990 กลางๆ  แฟชั่นการแต่งตัวและทรงผมของผู้คนจะเหมือนกับในมิวสิควิดิโอช่วงที่เบิร์ด ธงชัย กับ ตู่นันทิดา กำลังดังๆ และเพราะเป็นการ์ตูนที่นำเสนอเรื่องราวในยุคนั้น บุคลิกของตัวละครหลายตัวจึงดู ซื่อๆง่ายๆ มีน้ำใจ หรือ ฝ่ายที่เกเรหน่อยก็จะดูห่ามๆแบบนักเลงลูกทุ่ง ได้อารมณ์ตัวละครในหนังยุคเก่าดี

ทางด้านจำนวนตัวหนังสือและจำนวนช่องของภาพ ต่อหนึ่งหน้ากระดาษ ทำได้ออกมาพอดีๆเลยครับ อ่านได้ไหลลื่นกว่าไอ้หนูซูชิ แต่ก็ไม่ถึงขนาดจอมโหดกระทะเหล็กที่หน้านึงมีแค่ช่องสองช่อง แป๊ปเดียวก็อ่านจบ

ข้อดี
- ฉากทำอาหาร ฉากชิมอาหาร ทำได้น่ากินตั้งแต่เล่ม 5 ขึ้นไป (ใครไม่เคยอ่าน ลองข้ามมาเล่ม 5 เลยก็ได้ เพราะเล่มแรกๆเนื้อเรื่องก็ไม่ได้เดินอะไรนัก)
- ฉากและตัวละครให้ความรู้สึกของยุค 80-90 ซึ่งแฟชั่นและนิสัยใจคอ ต่างกับคนในสมัยนี้มากมาย ได้อารมณ์ไปอีกแบบดี
- ไม่เน้นฉากซึ้ง ตัวละครมีความหลังเศร้า หรือเล่าความหลังเยอะๆแบบไอ้หนูซูชิ หรือ ไอ้หนุ่มซูชิของบูรพัฒน์
- มีฉากเกี่ยวกับอาหารบ่อยกว่าไอ้หนูซูชิ (หรืออาจจะมีเท่ากัน แต่เรื่องนี้ไม่เวิ่นเว้อ ก็เลยรู้สึกว่าเนื้อหาเดินมาถึงฉากเกี่ยวกับอาหารเร็วกว่าก็ได้)
- กระดาษดี
- แปลบุคลิกของพระเอกให้ดูลูกทุ่งได้ดีมาก เวลาเห็นพระเอกพูดแล้วลงท้ายว่า 'จ้า' ดูเข้ากันดี
- ตัวละครอื่นๆก็แปลคำพูดเหมือนคนยุคก่อนพูดคุยกัน เหมาะกับบรรยากาศในเรื่อง
- พล็อตเรื่อง หรือความขัดแย้ง ที่เป็นชนวนให้พระเอกได้ประลองฝีมือกับคนอื่น อ่านแล้วได้อารมณ์ร่วมอยากเห็นการแข่งขันระหว่างทั้งสองฝ่าย (เพราะถ้าฝ่ายตรงข้ามมันดูไม่น่าต่อสู้ด้วย คนอ่านคงไม่อยากอ่านต่อหรอกเนาะ)
- แทรกสาระน่ารู้หลายอย่างเกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่เรื่องของซูชิ แม้ว่าจะไม่ใช่ความรู้ที่เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆแบบ ไอ้หนุ่มราเม็งเปิปพิสดาร ก็ตาม สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้ก็ยังน่าสนใจอยู่ดี

ข้อเสีย
- ออกเล่มใหม่ช้ามาก แต่ Zenshu บอกว่าไม่ลอยแพแน่ (ปี2016)
- เล่ม 1-4 อาจจะมีคนไม่ชอบอยู่บ้าง เพราะมันเรื่อยเปื่อยเกิน
- สถานะของเล่ม 21 ในญี่ปุ่น   จะหยุดแค่เล่ม 20 เลยมั้ยเพราะเล่มใหม่ไม่ออกที่ญี่ปุ่นนานแล้ว  (แต่ผมไม่ซีเรียสเรื่องนี้ มีให้อ่านแค่ไหน ก็สนุกเท่าที่หาอ่านได้ก็พอแล้ว)

8.5/10 ครับ   อ่านง่าย ตัวละครมีบุคลิกแตกต่างจากการ์ตูนยุคนี้ ภาพอาหารดูแล้วกระตุ้นความหิวดี


Sunday, June 5, 2016

ซามูไร โซลเยอร์


รีวิว: ซามูไร โซลเยอร์  Samurai Soldier
สนพ SIC  27 เล่มจบ (รีวิวถึงเล่ม23)

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในการ์ตูนแนววัยรุ่นตีกันไม่กี่เรื่อง ที่ผมอ่านแล้วชอบครับ (ที่ชอบสุดคือจอมเกบูลส์)
ภาพรวมของเนื้อเรื่องจะออกแนวแก๊งค์นี้ปะทะแก๊งค์โน้น ตีกันมั่วซั่ว แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นการ์ตูนที่เน้นฉากต่อสู้ไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมาย เพราะในเรื่องมีพล็อตใหญ่เรื่องหนึ่งครอบครุมเอาไว้ตลอดด้วย ซึ่งก็คือความสัมพันธ์ของพระเอก กับอดีตเพื่อนรักที่เป็นหัวหน้าแก๊งค์เด็กวัยรุ่นที่เก่งกาจที่สุด ทั้งสองคนแตกหักกันด้วยเรื่องหนึ่ง และพระเอกต้องหยุดยั้งเพื่อนของเขาคนนี้ให้ได้

การต่อสู้ใน ซามูไร โซลเยอร์ มีการกระจายบทได้ดีมาก อ่านแล้วไม่รู้สึกเหมือนคนแต่งพยายามฝืนดันตัวละครไหนให้กลายเป็นตัวหลักเลย ไม่เหมือนการ์ตูนโชเนนจั๊มป์ที่จะกำหนดตัวละครหลักไว้ชุดนึง แล้วโยนฉากต่อสู้ให้กับตัวละครชุดนี้ไปเรื่อยๆ คนอ่านเรื่องนี้จะเดาได้ยากว่าใครจะได้จับคู่ต่อยกับใคร และไม่เกี่ยงด้วยว่าจะเป็นการต่อสู้แบบเดี่ยวๆหรือรุมกัน แถมตัวละครทุกตัวยังสามารถแพ้ได้ทุกเมื่อด้วย หากสถานการณ์ไม่เอ้ออำนวย แม้จะดูเทพแค่ไหนก็ตาม

ถ้าไม่นับฉากตีกันแล้ว การดำเนินเนื้อเรื่องของ ซามูไร โซลเยอร์ ก็ทำได้น่าสนใจครับ ทั้งพล็อตใหญ่หรือพล็อตย่อย อ่านแล้วไม่รู้สึกเหมือนว่ามีเนื้อเรื่องเอาไว้ประดับ เพื่อจะได้เข้าสู่ฉากสู้กันเท่านั้น
ในเรื่องมีฉากย้อนประวัติของตัวละครอยู่หลายตัว ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาได้ทำอะไรต่อสู้กับใครมาบ้าง หรือทำไมถึงกลายมาเป็นวัยรุ่นอันธพาล แม้จะไม่ถึงกับสร้างอารมณ์ร่วมให้รู้สึกซึ้งได้ หรือมีสิ่งให้น่าประหลาดใจ แต่ฉากย้อนความในเรื่องนี้อ่านแล้วเพลิดเพลินดี ทำให้เห็นตัวละครแต่งละคนลึกยิ่งขึ้น และเข้าใจการกระทำของพวกเขาขึ้นมาบ้าง

ฉากที่เสนอในเรื่องจะอยู่ในเมืองหรือตามร้านรวงต่างๆ คงเพราะตัวละครอยู่ในช่วงอายุราวๆ 18-20กลางๆ เลยไม่มีการกล่าวถึงโรงเรียนครับ และเนื่องจากเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากในเมืองยามค่ำคืนด้วยมั้ง ผมเลยรู้สึกไม่อึดอัดเหมือนตอนอ่านการ์ตูนแนววัยรุ่นตีกันหลายเรื่องที่เน้นฉากภายในโรงเรียนล้วนๆ

นอกจากนี้ในการ์ตูนวัยรุ่นอันธพาลช่วงหลังๆ นอกจากฉากบู๊และการดำเนินเรื่องแล้ว ก็มีองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่ง ที่เพิ่มมามีบทบาทสำคัญสำหรับการ์ตูนแนวนี้ ซึ่งก็คือแฟชั่นการแต่งกายหรือทรงผมของวัยรุ่นที่ออกแนวจิ๊กโก๋เท่ๆ
ในประเด็นนี้น่าเสียดายว่า คนวาดใส่ใจกับแฟชั่นจิ๊กโก๋แค่ตัวละครจากบทแรกเท่านั้น บทหลังๆตัวละครใหม่ๆจะแต่งตัวธรรมดา ไม่ค่อยดูเท่อะไรนัก

เนื้อเรื่องของ ซามูไร โซลเยอร์ จนถึงเล่ม 23 แบ่งออกเป็น 3 บท  ทุกบทอยู่ภายใต้พล็อตหลักที่กล่าวไว้ข้างต้น คือพระเอกกลับมาที่ชิบุยะหลังจากหายตัวไปนาน เพื่อมาหยุดยั้งแผนของเพื่อนรักในอดีตที่หลงผิด เพราะเขารู้ว่าแผนดังกล่าวจะทำให้ทุกอย่างมีจุดจบไม่สวยแน่

บทแรกของเรื่องจะเน้นการตะลุมบอนของแก๊งค์ต่างๆในชิบุยะ เพื่อชิงการเป็นแก๊งค์อันดับหนึ่ง  ขณะที่พระเอกกลับต้องการจะหยุดยั้งความบ้าคลั่งของแก๊งค์พวกนี้
เป็นบทที่ตะลุมบอนกันได้สนุก มีตัวละครแต่งกายเท่ๆออกมามากมาย ช่วงแรกๆอาจจะเน้นการต่อสู้ของพระเอกไปหน่อย แต่พอหลังๆเริ่มกระจายบทให้ตัวละครของแก๊งค์ต่างๆมาฉะกันอย่างมั่วซั่วสะใจ จนไปถึงบทสรุปที่ลงตัว และยังบอกใบ้กลายๆว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แนวที่จะให้พระเอกมาแก้ปัญหาทุกอย่างหรอกนะ

บทที่สอง  ต่างกับบทแรกที่เป็นสีเทาๆไม่มีใครผิดใครถูก เพราะบทนี้แบ่งเป็นฝ่ายร้ายฝ่ายดีชัดเจน ใครเป็นตัวร้าย ก็จะมีบทร้ายๆไปเลย แต่ก็ยังดูไม่ออกว่าใครจะได้สู้กับใครเหมือนเดิม การแต่งกายของฝ่ายร้ายในบทที่สอง ดูธรรมดาไปหน่อย ไม่ค่อยมีใครใส่ชุดวัยรุ่นอันธพาลเท่ๆแบบบทแรก
แม้บทนี้จะดูเป็นสงครามกลางเมือง ที่เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่มันกลับถูกเฉลยว่ามีความหมายมากกว่านั้นในบทที่สาม

บทที่สาม พึ่งเริ่มมาเพียงไม่กี่เล่ม แม้ว่ายังไม่มีฉากต่อสู้ แต่เนื้อเรื่องกลับเข้มข้นเท่าเดิมเพราะเกี่ยวกับการหักเหลี่ยมเฉือนคมภายในองค์กรยากุซ่า ที่เหล่าวัยรุ่นในเรื่องไปเกี่ยวข้องด้วย
บทนี้เริ่มเฉลยความลับในเรื่องหลายอย่าง และชี้ให้เห็นพล็อตหลักอย่างชัดๆ จนน่าสงสัยว่าบทนี้คือบทสุดท้ายหรือไม่ ถ้าใช่ก็นับว่าเป็นการจบที่ลงตัวเหมือนกัน
แต่ก็เสียดายว่าเรื่องนี้ยังขยายเนื้อหาไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ถึง 30-40 เล่มก็ยังไหว ถ้าไม่จบที่บทนี้ไปซะก่อน

จำนวนช่องต่อหนึ่งหน้าและจำนวนตัวหนังสือของ ซามูไร โซลเยอร์   ถือว่าอ่านได้ไหลลื่นมากครับ แม้บางช่วงตัวหนังสือเยอะหน่อย แต่ผมก็ยังถือว่าเป็นการ์ตูนที่อ่านได้โดยไม่ต้องเพ่งสมาธิซักเท่าไหร่

ข้อดี
- เนื้อเรื่องดี แม้ว่าจะไม่ถึงกับเยี่ยมยอด แต่อ่านแล้วไม่เบื่อแน่ๆ
- ฉากย้อนความหลัง ทำได้น่าสนใจ
- ฉากบู๊สนุก และคาดเดาได้ยาก ว่าใครจะได้สู้กับใคร
- ไม่เซนเซอร์ฉากติดเรทด้วยล่ะ
- กระจายบทต่อสู้ได้ดี  ไม่เจาะจงว่าตัวละครนู้นนี้ต้องได้สู้
- ไม่มีตัวละครเก่งเว่อร์ แม้กระทั่งพระเอกก็ตาม
- เน้นฉากในเมือง ไม่มีฉากเกี่ยวกับโรงเรียนเลย


ข้อเสีย
- แฟชั่นจิ๊กโก๋เท่ๆ มาจากตัวละครในบทแรกเท่านั้น
- ทิศทางของเรื่องในบทที่สาม ว่าจะเน้นการตีกันของวัยรุ่นอยู่หรือไม่ หรือจะเปลี่ยนมาเชือดเฉือนกันด้วยอำนาจ

7.5/10 ครับ  แต่คนอ่านที่ชอบแนววัยรุ่นอันธพาล อาจจะรู้สึกว่ามันสนุกระดับ 8-9/10 เลยก็ได้
แม้ผมจะให้คะแนนไม่สูงมาก แต่เท่าที่นึกออก ก็มีการ์ตูนในแนวเดียวกันเพียงไม่กี่เรื่อง ที่จะสนุกกว่า  ซามูไร โซลเยอร์ ได้

Saturday, May 28, 2016

กั๊ช!! (กัชเบล)


รีวิว: กั๊ช!! (กัชเบล Konjiki no Gash Bell!! ) สนพ SIC   33เล่มจบ

เรื่องนี้เป็นการ์ตูนแนวต่อสู้ ที่มีกลิ่นอายของโปเกมอนหรือเกมRPG หน่อยๆ คือตัวละครฝ่ายพระเอกจะเรียนรู้มนต์ใหม่ๆที่ละอย่างสองอย่าง ไม่ใช่ว่าจู่ๆก็คิดค้นพลังแบบใหม่มาใช้เองได้เลยทุกเวลา แต่จะมีการเกริ่นให้คนอ่านรู้ก่อนว่าพลังนี้เพิ่มมาตอนไหน เวลาอ่านจึงมีบรรยากาศเหมือนเราเล่นเกมที่ตัวละครของเราจะสะสมท่าใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การต่อสู้ในเรื่องกั๊ช!!ไม่ซับซ้อนมาก เวลาจะใช้พลังแต่ละทีจะไม่มีเงื่อนไขมากมายในการใช้ เหมือนการ์ตูนสมัยใหม่หลายเรื่อง(เช่น จะยิงลูกไฟออกมาที ต้องให้ศัตรูยืนทำมุม 85 องศากับเราก่อน อะไรแบบนี้) เรื่องนี้เน้นการยิงแลกใส่กัน แล้วคอยหลบเอา หรือไม่ก็ใช้เลห์เหลี่ยมหลอกศัตรูนิดหน่อยก่อนจะยิงใส่ซะมากกว่า
แรกๆการต่อสู้จะรุนแรงประมาณพังกำแพง โค่นต้นไม้ได้ แต่พอช่วงหลังๆของเรื่องสเกลพลังอาจจะขึ้นไปสูงเวอร์จนทำลายเกาะหรือภูเขาได้ ตอนแรกผมก็ไม่ชอบเรื่องที่ปล่อยพลังรุนแรงเว่อร์ๆแบบนี้เหมือนกัน แต่พอปล่อยวางจิตใจได้ ผมก็พบว่าตัวเองรู้สึกสนุกไปกับฉากแอ๊คชั่นแบบระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบนี้ได้เหมือนกันครับ

แม้ลายเส้นกั๊ช!! จะไม่ค่อยสวยแต่สื่อถึงความรุนแรงระหว่างต่อสู้ได้ดีมาก และนอกจากฉากต่อสู้ที่มันส์หยดแล้ว ฉากดราม่าก็ทำได้ซึ้งด้วย ฉากตลกที่มาแทรกเป็นระยะๆก็ดูเพี้ยนดี
การออกแบบตัวละครเด็กปิศาจหลายตัวทำได้ดูเท่มาก มีตัวที่เห็นแล้วทำให้อยากดูฉากต่อสู้ของตัวละครตัวนี้อยู่หลายตัว
แต่ที่น่าชมคือ ตัวละครในเรื่องนี้ทุกคนมีบุคลิกโดดเด่นมาก หลายคนยังมีภูมิหลังที่เรียกน้ำตาคนอ่านอีกต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายร้าย
หลายครั้งจากที่เกลียดๆตัวละครตัวนี้อยู่แบบสุดๆ ก็มารู้สึกสงสารแทนเมื่อได้รู้ความจริงว่าทำไมเขาหรือเธอถึงทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้

เนื้อหาคร่าวๆก็คือ ทุก 1000ปี โลกปิศาจจะส่งเด็กปิศาจหนึ่งร้อยคนมาบนโลกพร้อมกับหนังสือเวทย์มนต์ เพื่อให้พวกเขาต่อสู้กันในศึกราชาโลกปิศาจ ซึ่งผู้ชนะจะได้กลายเป็นราชาของโลกปิศาจต่อไป
โดยเด็กปิศาจทุกคนจะต้องมีคู่หู่เป็นมนุษย์ด้วย เพราะมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะใช้พลังที่แท้จริงของเด็กปิศาจพวกนี้ผ่านหนังสือเวทย์มนต์ได้
และกั๊ช ก็ได้จับคู่กับคิโยมาโระ เพื่อเข้าต่อสู้ในศึกนี้ เพื่อจะเป็นราชาที่ทำให้ทุกคนมีความสุข ระหว่างนั้นเขาก็ได้เพื่อนใหม่มากหน้าหลายตา และเรียนรู้มนต์ใหม่ๆเอาไว้ต่อสู้กับเด็กปิศาจคนอื่นที่มีความประสงค์จะเป็นราชาในรูปแบบที่แตกต่างจากเขา

จำนวนตัวหนังสือ กับจำนวนช่องในแต่ละหน้า เรื่องนี้อยู่ประมาณกลางๆ บางช่วงตัวหนังสือเยอะเหมือนกัน แต่ก็มีช่วงแบบที่ว่าไม่บ่อยนัก

ข้อดี

- ฉากต่อสู้สนุกและรุนแรงมาก
- มีฉากตลกเพี้ยนๆปนทะลึ่งแทรกในบางโอกาส
- การใช้พลัง ไม่ค่อยมีเงื่อนไขซับซ้อนแบบการ์ตูนยุคใหม่หลายๆเรื่อง
- ลายเส้นสื่อถึงความรุนแรงตอนต่อสู้ได้สะใจ
- ฉากดราม่า ทำได้ดีสุดๆ  แม้จะไม่ซับซ้อนแบบฉากดราม่าในวันพีซ หรือกินทามะ(แต่ผมชอบอะไรที่อ่านแล้วเข้าถึงง่ายๆแบบมากกว่า) ภูมิหลังของตัวละครหลายตัวไม่ว่าฝ่ายดีฝ่ายร้าย สอนให้คนอ่านรู้ว่า คนเราต่างคนต่างก็มีเรื่องลำบากยากเข็ญของตัวเองที่ต้องเจอ

- ฉากเกี่ยวกับชีวิตของตัวละครต่างๆอ่านแล้วเพลินดี
- การจับคู่ต่อสู้ หลายครั้งคาดเดาได้ยากว่าใครจะได้สู้กับใคร
- การออกแบบเด็กปิศาจหลายตัวดูเท่มีเอกลักษณ์ที่หาไม่ได้จากเรื่องอื่น และน่าต่อสู้ด้วย


ข้อเสีย
- ลายเส้นไม่สวยนิดนึง แต่ทดแทนด้วยการสื่อถึงอารมณ์ต่างๆ ที่ทำได้ดีมาก
- การต่อสู้บางคู่ก็สนุก บางคู่ก็ไม่
- กระดาษไม่ค่อยดี เป็นกระดาษของ SIC ยุคเก่า  ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พิมพ์เป็นกระดาษดีๆแบบเรื่องอื่นรึเปล่า
- มีช่วงที่สนุกประมาณ 80%  อีก 20% ไม่ค่อยสนุกสำหรับผม

9/10  แม้จะมีข้อติอยู่บ้าง แต่ถูกความเจิดจ้าของข้อดีกลบมิดเลยครับ

ทำไมโทโดอินเซยะ



รีวิว: ทำไมโทโดอิน เซยะ อายุ 16 รูปหล่อ พ่อรวย แต่ดวงซวยหาแฟนไม่ได้?
Naze Toudouin Seiya 16-sai wa Kanojo ga Dekinai no ka?

เรื่องนี้ความยาว 8 เล่มจบ ในไทยออกมาครบแล้ว
จัดว่าเป็นการ์ตูนรักใคร่ๆไม่กี่เรื่องของ Luckpim ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านทั่วไปได้ครับ เพราะปรกติแล้วการ์ตูนของค่ายนี้จะเล็งผู้อ่านเฉพาะกลุ่มมากกว่า ซึ่งคือแนวที่เน้นตัวละครสาวน้อยเป็นหลัก มีลายเส้นที่เห็นปั๊ปก็รู้เลยว่ามาจากค่ายนี้แน่ๆ

ถึงผมจะไม่ใช่ผู้อ่านที่เน้นอ่านการ์ตูนแนวสาวน้อยหรือฮาเร็ม แต่แน่นอนว่า ผมก็ชอบการ์ตูนที่มีตัวละครสาวๆ (ไม่งั้นคงไม่เขียนรีวิวเรื่องนี้หรอก) เพียงแต่การ์ตูนที่ผมอ่าน เนื้อหามันต้องอยู่ในขอบเขตของตลาดการ์ตูนปรกติหน่อย และความสนุกต้องมาก่อนด้วย ผมเลยมีตัวเลือกไม่มากนัก


ทำไมโทโดอิน เซยะฯ เป็นการ์ตูนที่อยู่ตรงกลางระหว่างการ์ตูนที่เต็มไปด้วยตัวละครสาวๆน่ารัก กับโลกแห่งความจริงที่สนุกเรื่องหนึ่ง และต่างกับการ์ตูนหลายเรื่อง ที่มักจะสร้างพระเอกที่ไม่ได้สนใจเรื่องรักๆใคร่ๆ แต่ดันมีผู้หญิงมากมายมาชอบ  เพราะพระเอกเรื่องนี้ พยายามทุกอย่างเพื่อหาคนที่จะรักตัวเองให้ได้ซักคน

ในเรื่องเต็มไปด้วยสาวๆมากหน้าหลายตาที่พระเอกจะได้เจอ แต่ขณะเดียวกันเรื่องนี้ก็ไม่ได้โอนอ่อนตามความต้องการของคนดูด้วยการให้พวกเธอมารุมรักตัวเอกแบบที่การ์ตูนหลายเรื่องทำกัน เพราะความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับสาวๆในเรื่อง ถูกสร้างให้เหมือนความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองเพศในชีวิตจริงซะมากกว่า คือ การที่ใครจะรักใครซักคน มันจะมีปัจจัยหลายๆอย่างมาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่า นิสัย บุคลิก หน้าตา ความเข้ากัน ฐานะ หรือปัจจัยอื่นๆ
ดังนั้นแม้พระเอกจะหล่อรวยนิสัยดี แต่เขาก็ต้องอกหักหลายครั้ง เพราะเขาขาดปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งข้างบนที่จะได้ครบครองหัวใจของสาวๆไป หรือบางครั้งก็เพราะสาวๆแค่อยากเป็นเพื่อนที่ดีกับเขาเท่านั้นเอง

ด้านการออกแบบตัวละครสาวๆในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะหน้าตา นิสัย บุคลิก การแต่งกาย รสนิยม จะเหมือนเด็กสาวๆในโลกแห่งความจริง มากกว่าสาวๆที่อยู่ในการ์ตูน
ระหว่างอ่านเราอาจรู้สึกว่าพวกเธอนิสัยเหมือนกับผู้หญิงที่เรารู้จักหน่อยๆ หรือในสมองอาจแว้บขึ้นมาว่าเราเคยเจอผู้หญิงท่าทางคล้ายๆแบบนี้ในชีวิตจริงมาแล้วก็ได้
การแต่งกายของสาวๆในเรื่อง ก็ดูเหมือนเสื้อผ้าที่ผู้หญิงจะเลือกใส่จริงๆและทันสมัย ดูแล้วไม่รู้สึกว่าชุดนี้ถูกออกแบบจากจินตนาการของนักวาดผู้ชายเอาเองเลย (ก็คนวาดเป็นผู้หญิงนี่เนาะ)
ตัวละครชายถ้าไม่นับพระเอก ก็ไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไหร่ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีสำหรับคนที่ไม่อยากอ่านการ์ตูนแนวรักๆใคร่ๆ ที่มีตัวละครชายตัวอื่นโผล่มาให้ขมลิ้นเล่น

ความสนุกของเรื่องนี้จึงมาจากพล็อตแนวความรักที่พระเอกพยายามจะหาแฟนให้ได้ กับตัวละครหญิงที่ดูสมจริง และฉากตลกเมื่อพระเอกทำอะไรเปิ่นๆจนเสียหน้า (โดยเฉพาะเล่ม7 ที่ฮามาก ทั้งที่ใกล้จะจบแล้ว) มีดราม่าบ้างแต่ก็อยู่ในระดับเบา ยกเว้นเล่มสุดท้ายที่เนื้อเรื่องจะหนักหน่อย

เรื่องนี้ดำเนินไปจากมุมมองของพระเอกที่ชื่อว่า เซยะ คนอ่านจะเห็นว่าเขาตกหลุมรักใครบ้าง เขาปฏิบัติกับผู้หญิงที่ชอบยังไง เขาทึกทักเอาว่าอีกฝ่ายคิดแบบไหนกับเขาอยู่ จากนั้นคนอ่านและเซยะ ก็จะร่วมกันเดินทางไปด้วยกันจนถึงบทสรุปว่า ตกลงแล้วสาวน้อยคนนั้นคิดยังไงกับเขาบ้าง
เราจะไม่มีทางรู้ความนึกคิดจากตัวละครอื่นเลย สิ่งที่คนอ่านจะรู้ได้ก็คือท่าทางของฝ่ายหญิงตามที่เซยะเห็นเท่านั้น เราจึงรู้สึกผูกพันธ์กับพระเอกเพราะได้เห็นสิ่งต่างๆผ่านมุมมองเดียวกัน
นอกจากนี้เซยะก็มีข้อบกพร่องที่ดูน่าสงสารหลายอย่าง เลยทำให้คนอ่านมีอารมณ์ร่วมไปกับเขาโดยไม่มีปัจจัยให้รู้สึกหมั่นใส้มาก

เนื้อเรื่องแบ่งเป็นบทๆ ว่าพระเอกจะไปตกหลุมรักสาวคนไหน และแต่ละช่วงก็ทำได้สนุกทั้งหมด ทั้งที่การ์ตูนที่แบ่งเป็นบทแบบนี้ ส่วนมากจะมีตอนที่ไม่สนุกปนมาบ้าง แต่สำหรับเรื่องนี้ผมว่าทำได้ดีเกือบหมดเลย (ยกเว้นเล่มสุดท้าย เพราะมันดราม่าไปนิด)

ปริมาณตัวหนังสือต่อหนึ่งหน้า และการแบ่งช่องต่อหนึ่งหน้า ทำได้เป๊ะมาก เวลาอ่านเรื่องนี้จึงอ่านแล้วลื่นไหลสุดๆ

ข้อดี
- เนื้อเรื่องไม่หนักไม่เบา กำลังดี และน่าติดตามทุกบท
- มีสาวๆมากหน้าหลายตา
- สาวๆในเรื่อง ถูกออกแบบให้ดูค่อนข้างสมจริง  แต่ก็ยังมีเสน่ห์แบบสาวๆในโลกการ์ตูนปนอยู่บ้าง
- ฉากตลก ฉากเสียหน้าของพระเอก ทำได้ทั้งตลกและน่าเห็นใจ
- พระเอกไม่น่าหมั่นไส้ ไม่ใช่แนว 'ฉันไม่อยากได้แฟนนะ' แล้วมีผู้หญิงมามะรุมมะตุ้มรุมรัก หรือเป็นคนสมบูรณ์แบบจนคนอ่านไม่มีอารมณ์ร่วม
- กระดาษดี

ข้อเสีย
- เล่มสุดท้าย ดราม่าไปนิด
- ไม่มีฉากเซอร์วิส (แต่ก็ไม่จำเป็นสำหรับเรื่องนี้เลย)

8/10 ครับ  เป็นเรื่องที่หยิบมาอ่านได้หลายรอบเลยแหละ

Monday, May 9, 2016

Pumpkin Scissors


รีวิว หน่วยพิทักษ์ธรณิน Pumpkin Scissors(สนพ. วิบูลกิจย์ ออกถึงเล่ม 17 ญี่ปุ่น 20)


เรื่องนี้ตอนแรกผมนึกว่าจะเป็นการ์ตูนเกี่ยวกับหน่วยงานหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ของตัวเองเป็นตอนๆไม่มีอะไรซับซ้อนซะอีก
แต่พออ่านไปหลายเล่มก็เลยได้รู้ว่า เป็นการ์ตูนที่เนื้อหาลึกมาก โลกและตัวละครในเรื่องเต็มไปด้วยรายละเอียด  ฉากต่อสู้ก็รุนแรงสะใจ แขนขาดขาขาด คนตายเกลื่อน และมีการคอยแทรกความรู้ในแง่มุมต่างๆเป็นระยะๆ
แต่ต้องเตือนไว้ก่อนว่าพอเล่ม 10 ขึ้นไป ฉากแอ๊คชั่นจะลดน้อยลง จนแทบไม่มีเลย เพราะคนวาดไปเน้นด้านเนื้อเรื่องอย่างเดียวแทน และในเรื่องก็ไม่มีพวกเวทย์มนต์ หรือพลังพิเศษด้วย

ก่อนเล่ม10 จะมีสัดส่วนราวๆ เนื้่อเรื่อง 70%  ฉากต่อสู้ 30%
พอเล่ม 10 กลายเป็น เนื้อเรื่องล้วนๆ 95% จนกระทั่งผ่านไป 4-5 เล่ม ฉากต่อสู้ถึงจะเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้ง แต่พอถึงตอนนี้ เนื้อเรื่องก็จะไม่อ่านง่ายเหมือนเล่มแรกๆแล้ว เวลาอ่านเลยไม่ค่อยไหลลื่นเท่าเดิม

Pumpkin Scissors  เกิดขึ้นในโลกหลังสงคราม  (ที่มีระดับเทคโนโลยีประมาณสงครามโลกครั้งที่1)
เนื้อเรื่องกล่าวถึงสงครามระหว่าง 2 ประเทศใหญ่ที่พึ่งจบไปทำให้ประชาชนต้องอยู่อย่างแร้นแค้น ไร้อาหาร ไม่มีงานทำ และข้าราชการบางกลุ่มก็ถือโอกาสที่รัฐมีงานล้นมือ เข้ามาปกครองกดขี่ประชาชน หรือมามอมเมาด้วยยาเสพติด
แม้ปัญหาในโลกหลังสงครามจะมีมากมาย แต่ทางรัฐก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เป็นเพราะงานล้นมือ หรือไม่ก็แกล้งเป็นมองไม่เห็น กระนั้นก็มีการตั้งหน่วยเล็กๆหน่วยนึง ให้มาแก้ปัญหาและบรรเทาปัญหาที่กล่าวมา ซึ่งก็คือหน่วย พัมพ์คิน ซิสเซอร์ นั่นเอง

แต่เรื่องนี้จะไม่มีอะไรเลย ถ้ามันเป็นแค่เรื่องเกี่ยวกับหน่วยพัมพ์คิน ซิสเซอร์ มาแก้ไขความทุกข์ร้อนของคนในยุคหลังสงครามอย่างเดียว
เพราะทุกอย่างเริ่มซับซ้อนขึ้น ตั้งแต่ที่หน่วยนี้รับพระเอกเข้ามาอยู่ด้วย เนื่องจากเขาเกี่ยวพันกับโครงการมนุษย์ทดลองลับที่รัฐบาลสร้างไว้ตั้งแต่ช่วงที่สองประเทศยังรบกัน
ทำให้คนในหน่วยที่ถือพระเอกเป็นเพื่อน พยายามเสาะสืบให้ได้ว่ารัฐบาลได้ทดลองทำอะไรกับร่างกายของชายคนนี้บ้าง เพราะแม้แต่เจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าเขาถูกทำอะไรไปเหมือนกัน แต่ยิ่งพวกเขาสืบเรื่องเกี่ยวกับพระเอกมากเท่าไหร่ หน่วยพัมพ์คิน ซิสเซอร์ ก็พบเรื่องลับๆที่รัฐบาลหมดเม็ดไว้มากขึ้นเท่านั้น

แม้ว่าเรื่องราวในอดีตที่กำลังถูกขุดคุ้ยจะเต็มไปด้วยอันตราย ความร้ายกาจอีกเรื่องก็กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันเช่นกัน องค์กรลึกลับแห่งหนึ่ง กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ดิน เพื่อทำบางอย่างกับประเทศที่ยังไม่ฟื้นจากพิษสงครามนี้

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือภาพรวมคร่าวๆของ Pumpkin Scissors ครับ เนื้อหาของเรื่องนี้ทั้งลึกและละเอียด เป็นการ์ตูนที่ตอนแรกดูเหมือนจะบู๊ แต่จริงๆเน้นการดำเนินเรื่องมากกว่า แบบพวก Full metal Alchemist หรือ Evangelion อะไรแบบนี้

นอกจากเนื้อเรื่องที่จริงจังและน่าติดตามแล้ว ข้อมูลที่แทรกเข้ามาในเรื่องก็น่าสนใจเหมือนกัน ส่วนมากจะเป็นข้อมูลกว้างๆเกี่ยวกับ การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาพรวมของวงการเทคโนโลยี ผลกระทบของสิทธิบัตร
พูดง่ายๆว่า  ข้อมูลที่ได้จากการ์ตูนเรื่องนี้ จะทำให้เราเข้าใจขึ้นมาหน่อย เวลาดูข่าวในโทรทัศน์เกี่ยวกับต่างประเทศ หรือ เทคโนโลยี เพราะมันจะสอนภาพรวมให้เราเข้าใจข่าวที่อยู่ไกลตัวพวกนั้นขึ้นมานิดนึง

ทางด้านความไหลลื่นของการอ่านเรื่องนี้ เล่มแรกๆยังอ่านไหลลื่นกลางๆ  ส่วนเล่มที่เน้นเนื้อเรื่อง จะไม่ไหลลื่นเลยครับ ต้องตั้งใจอ่านประมาณนิยายเรื่องหนึ่งเลย  เพราะช่วงหลังตัวหนังสือเยอะ จำนวนช่องต่อหนึ่งหน้าก็พอสมควร

ข้อดี
- เนื้อเรื่องลึก ละเอียด มีเอกลักษณ์  หาคนแต่งเรื่องให้ดีแบบนี้ได้ยาก อ่านแล้วรู้สึกว่าคนแต่งมีความรู้รอบตัวสูง
- ตัวละครก็ลึก มีแนวคิดน่าสนใจ  จิตวิทยาที่มาจากตัวละครบางตัวอ่านสนุกดี
- ข้อมูลมีประโยชน์ ส่วนมากเป็นข้อมูลเชิงเอาไว้ประดับสมองเล่น และเอามาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดในโลกจริงๆได้
แต่ไม่ใช่ข้อมูลแนวที่เอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันทีเลยแบบไอ้หนุ่มราเม็งเปิปพิสดาร
- ฉากต่อสู้มันส์  รุนแรง แต่ไม่ค่อยมีนัก
- บางฉากก็เรียกอารมณ์ให้คนอ่านคล้อยตามได้ดี

ข้อเสีย
- หลังๆเน้นเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองมากไป  ไม่มีอาหารที่เคี้ยวง่ายๆแบบ ฉากต่อสู้ ฉากตลก หรือฉากอื่นเลย  เน้นความเข้มข้นของเรื่องอย่างเดียว
- ฉากวับๆแวมๆ ถูกเซนฯเกลี้ยง

7.5/10 ครับ
เป็นการ์ตูนที่เนื้อหาดีมาก เอกลักษณ์สูง แต่ต้องเพ่งสมาธิอ่านสุดๆ ถ้านับเนื้อเรื่องอย่างเดียวคงได้คะแนนเกือบเต็ม  แต่ถูกปัจจัยหลายๆอย่างหักคะแนนไป เช่น ความไหลลื่นในการอ่าน ฉากต่อสู้ที่มีน้อยไปหน่อย
ถ้าใครชอบอ่านการ์ตูนหรือนิยายที่เน้นเนื้อเรื่องเครียดๆ และน่าติดตาม แต่ไม่ค่อยมีฉากสะใจ เรื่องนี้เป็นตัวเลือกที่ดีเลยครับ ไม่ใช่อะไรที่ธรรมดาๆแน่ๆ

Monday, April 11, 2016

One Punch Man


รีวิว  One Punch Man
จริงแล้วๆผมไม่อยากรีวิวเรื่องที่ดังๆซักเท่าไหร่ เพราะยังไงคนก็รู้จักกันเยอะอยู่แล้ว แต่เดี๋ยวคนอ่านบล็อคจะนึกว่าผมเป็นพวกอินดี้ที่อ่านแต่การ์ตูนที่คนไม่รู้จัก เลยเขียนๆซักหน่อยครับ

เรื่องนี้้เป็นการ์ตูนที่อ่านง่ายมาก ประมาณว่าหยิบมาอ่านปุ๊ปก็มันส์ปั๊ป จุดเด่นคือเนื้อเรื่องที่เข้าใจง่ายแต่ออกแบบมาอย่างฉลาด การสร้างอารมณ์ร่วมก่อนต่อสู้ทำได้ดี และฉากอัดกันก็มันส์พอควร

เนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับฮีโร่คนหนึ่งชื่อว่า ไซตามะ เขาเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่ก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย เขาคอยปราบศัตรูที่ฮีโร่คนอื่นสู้ไม่ไหวโดยไม่มีใครรู้ว่าเป็นฝีมือของเขา ขณะเดียวกันเจ้าพวกตัวที่ร้ายกว่าก็โผล่มาในเนื้อเรื่องเรื่อยๆ ทำให้การต่อสู้แต่ละครั้งมีความซับซ้อนขึ้น แม้ว่าทุกครั้งเขาจะชนะด้วยหมัดเดียวจอดก็ตามแต่ตัวเรื่องก็พยายามสร้างกลิ่นอายชวนน่าสงสัยว่า สุดท้ายแล้วชายที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ฮีโร่คนนี้ จะได้เจอปรปักษ์ที่ร้ายกาจกว่าเขารึเปล่า
และความยุ่งยากก็ไม่จบแค่นั้น หลังจากต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวได้ไม่นาน ไซตามะก็ดันมีเอี่ยวไปรับลูกศิษย์คนหนึ่ง ที่อาจลากเขาให้ไปเปิดศึกกับศัตรูที่ร้ายกาจด้วย ไหนจะเรื่องความขัดแย้งของสมาคมฮีโร่ที่เขาพึ่งไปสมัครอีก

แม้ว่าการ์ตูนเรื่องนี้จะเดินในรูปแบบ Villain of the week ซึ่งประมาณว่าพระเอกจะต้องสู้กับผู้ร้ายแต่ละตัวแล้วจบเป็นตอนๆ
แต่เนื้อหากลับมีความซับซ้อนแฝงไว้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นที่มาของพวกสัตว์ประหลาด(แต่ผู้แต่งอาจตั้งใจละไว้ก็ได้) อดีตของฮีโร่ต่างๆรวมทั้งลูกศิษย์ของไซตามะ ปมลึกลับอื่นๆในสมาคมฮีโร่ หรือความสงสัยว่าจะมีใครเก่งทัดเทียมกับพระเอกรึเปล่า
One Punch Man จึงเป็นการ์ตูนที่มีโครงเรื่องใหญ่แอบแฝงไว้ระหว่างตอนปรกติที่พระเอกไปบู๊กับสัตว์ประหลาด ขณะที่เนื่้อหาที่เป็นผิวหน้า คือการปราบฝ่ายร้าย ก็ทำได้น่าสนใจทุกตอน ความสนุกที่มาจากเนื้อเรื่องจึงไม่มีข้อบกพร่องเลย ไม่ว่าโครงเรื่องโดยรวม หรือเนื้อหาที่เป็นตอนๆ

จุดโดดเด่นที่สุดของเรื่องนี้คือการสร้างอารมณ์ร่วม ให้คนอ่านอยากเห็นการต่อสู้ระหว่างตัวเอกกับตัวร้ายเกิดขึ้น เพราะว่าพระเอกเก่งมาก การต่อสู้จึงจบเพียงในพริบตาเดียว ตัวพล็อตจึงเน้นไปที่การสร้างบริบทก่อนที่การต่อสู้ตัดสินจะเริ่ม เช่น กว่าไซตามะจะได้สู้กับตัวร้ายตัวนี้ มันได้สร้างความเสียหายให้แก่เมืองแค่ไหน และขยี้ฮีโร่คนอื่นๆไปกี่คน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำได้ดีมากๆและเป็นเอกลักษณ์เด่นของเรื่องนี้

ความไหลลื่นในการอ่านแต่ละหน้าของเรื่องนี้ค่อนข้างสูงครับ ช่องใหญ่ คำพูดพอดีๆ ช่วงหลังการ์ตูนจากจั๊มป์จะไม่ค่อยมีการแบ่งช่องให้อ่านลื่นๆแบบนี้แล้ว

ข้อดี
- พล็อตไม่ซ้ำใคร แทนที่จะให้พระเอกสูสีกับคนอื่น ก็สร้างให้พระเอกเก่งเกินเอื้อมสำหรับคู่ต่อสู้ไปเลย
- มีความสนุกจากฉากต่อสู้ และฉากสร้างอารมณ์ร่วมให้อยากเห็นพระเอกสอยตัวร้ายซะ
- ลายเส้นสวย
- กระดาษของไพเรทดี  ของNED ก็เกือบดี
- เนื้อเรื่องอ่านได้ลื่นมาก

ข้อเสีย
- ปกของฉบับที่ NED พิมพ์บางมาก จับแล้วรู้สึกไม่ค่อยเข้าคู่กับตัวหนังสือ

9.5/10 ครับ  
เรื่องนี้ได้คะแนนน้อยกว่า DoroheDoro ครึ่งคะแนน ทั้งที่ One Punch Man สนุกกว่า อ่านง่ายกว่า เป็นเพราะผมชอบเทคะแนนให้เรื่องที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แบบ DoroheDoro น่ะครับ
เพราะการจะวาดเรื่องให้ออกมาสไตล์นั้นได้ คนเขียนต้องมีมุมมองต่อโลกแบบเฉพาะตัวสุดๆ กระทั่งมีชีวิตที่แปลกกว่าชาวบ้าน ซึ่งผมคิดว่านักวาดประเภทนี้หาได้ยากกว่าคนที่แต่งเรื่องเก่งๆ แบบคนแต่ง One Punch Man ครับ แต่ก็เป็นแค่รสนิยมส่วนตัวที่แปลกๆของผมแหละ